Month: December, 2012

นิ้วกลม

เคยมีคนบอกหลายคนแล้ว ว่าหนังสือของนิ้วกลม ดี
เพื่อนหลายคนบอกว่า แนวแกรเลย
เคยไปเปิดๆ ดูบ้าง บางหน บางเล่ม ที่เคยๆ ได้ยินมา
แต่ก็ยังไม่ได้ซื้อมาอ่านเป็นเรื่องเป็นราว

จนกระทั่งเมื่อวาน มีโอกาสได้ใช้เวลาเสี้ยวหนึ่งอยู่ในร้านหนังสือ
ทีแรกตั้งใจจะไปหาหนังสือ เรื่อง เปียโน 1 to 5
เดินไปเดินมา เห็นหนังสือเล่มนึง กะทัดรัด สีขาวๆ
มีรูปหน้าปก เป็นปีกเครื่องบิน ตัดกับท้องฟ้า เมฆ และแสงอาทิตย์
โห รูปแบบนี้เราเพิ่งถ่ายมาเลย ตอนไปโอซาก้า
จำอารมณ์ได้ มันงามมาก สวยอยู่ในใจ
จะมีซักกี่คน ที่นั่งมองความงดงามเหนือก้อนเมฆ แล้วรู้สึกอดใจไม่ได้ หยิบมือถือขึ้นมาถ่าย
แทนที่จะปิดหน้าต่างขณะแสงจ้า แล้วสนใจกับจอโทรทัศน์เบื้องหน้า หรือหลับพักสายตา
แถมยังมีป้ายปักบนหนังสือว่า best seller ด้วย เลยหยิบขึ้นมาดู
เปิดๆ สะดุดตากับภาพถ่าย และประโยคบางประโยค
พลิกไปพลิกมาไม่กี่หน้า ก็ตัดสินใจเลือกมาเล่มนึง แล้วจ่ายเงิน

หนังสือชื่อว่า “สาระภาพ portrait of My Life”
ของ นิ้วกลม

และแล้ว เราก็เดินทางมาเจอกันอย่างเป็นทางการ ซักเล่ม ซักที

ขอสารภาพว่า หนังสือเล่มนี้ โดนมาก เราชอบดูหนังสือภาพถ่ายนะ
อาจจะเพราะโตแล้ว สายตาไม่ดี อ่านเยอะไม่ไหว 555
เราว่า เค้ามีคำบางคำ อ่านแล้วสะดุดมาก
เหมือนกับเดินผ่านแล้วได้ยินเสียงคนพูดอะไรขึ้นมาซักประโยคนึง
คุ้นหูมาก เหมือนพูดออกมาจากความคิดเดียวกัน
จนต้องหันกลับไปมอง ว่าใครพูด อยากเห็นหน้า อยากสนทนาด้วยจัง
บางแนวคิด เราคุ้นๆ ว่าเคยเปรยๆ ไว้ใน blog แล้วด้วยเหมือนกัน ใจตรงกัน
อาจจะฟังดูเหมือนเข้าข้างตัวเอง แต่ก็รู้สึกแบบนี้จริง ประมาณนั้น

เราชื่นชมความคิด มุมมองของนิ้วกลมมาก
สงสัยว่า บริโภคปลาดิบน้ำทะเลลึกเป็นอาหาร ดื่มน้ำแป๊ะก๊วยวันละ 8 แก้ว
ก่อนนอนจัดด้วยรังนกแช่ในน้ำแร่ นะ ดูมองโลกได้ฉลาด และสร้างสรร
สั้นๆ แต่เกท มันดูเซนดีนะ ไลค์เลย ^^
(แต่พี่วินทร์ อย่าเพิ่งน้อยใจ ยังไงพี่ก็อันดับ 1 ในใจตลอดกาล อิอิอิ)

ความคิดของคุณนิ้วกลมดีนะ เรียบ ง่าย และใช่
ใช้คำธรรมดา เข้าใจชัดเจน มองเห็นภาพ บอกเล่าเรื่องทั่วไป ในอีกมิตินึงที่ดีกว่า
ภาพถ่าย และเรื่องราว มันสอดคล้องกัน จนไปไกลกว่าตัวหนังสือที่อ่าน และภาพที่เห็น

เป็นการพบกันครั้งแรกที่ประทับใจมาก First impression last กันเลยทีเดียวจ่ะ

รู้สึกดีที่ซื้อเล่มนี้มา อ่านวนไปวนมา ยิ้มมุมปากบ้าง ขอบตาชื้นบ้าง
แต่รู้สึกว่าแค่อ่านเฉยๆ ชีวิตก็ดีขึ้นซะงั้น 🙂

=============================================

ขออนุญาตคัดลอกบางประโยค จากแต่ละเรื่อง มาให้อ่านนะ แล้วจะยิ้มเหมือนเราไหม
อีกทั้งเก็บไว้ เผื่อวันไหนเราอยากได้เพื่อนคุย คอยปลอบใจ และให้ข้อคิดดีๆ
อย่างฉับพลัน หยิบหนังสือมาเปิดไม่ทัน ก็จะได้เปิด blog หน้านี้อ่านอีกไง 😉

#
ทุกเช้าที่เปิดประตูออกจากบ้าน เราไม่รู้หรอกว่า วันนี้โลกจะสอนอะไร

เปิดประตูสู่ห้องเรียน ตั้งอกตั้งใจ โลกไม่ใจร้ายกับนักเรียนที่ดีหรอก

#
โลกของทุกคนกว้างใหญ่เท่าที่เขาเห็น ชีวิตของทุกคนกว้างขวางเท่าที่พวกเขาได้ใช้มัน

โลกของใครก็มีขนาดใหญ่เท่ากับประสบการณ์ของคนคนนั้น

ประสบการณ์ คือสิ่งที่บ่งบอกว่า เราใช้ชีวิตคุ้มค่าแค่ไหน

ไม่มีใครหอบหิ้ว ประสบการณ์มาฝากกันได้

การออกไปข้างนอก ช่วยเพิ่มพูนความแข็งแกร่งภายใน
เมื่อกล้าออกไป..หัวใจเราจะเติบโต

#
ไม่มีใครมีชีวิตที่ดีได้ทุกวันหรอก คนเรามีความทุกข์เป็นของตัวเองทั้งนั้น
คนรวยก็มีทุกข์แบบคนรวย คนจนก็มีทุกข์แบบคนจน
คนเก่งก็มีทุกข์แบบคนเก่ง คนโง่ก็มีทุกข์แบบคนโง่
คนขยันก็มีทุกข์แบบคนขยัน คนขี้เกียจก็มีทุกข์แบบคนขี้เกียจ

เมื่อวันหนึ่งมาถึง เราก็อาจจะพบว่า ชีวิตที่อยากมี อยากเป็น อยากใช้ นั้นเป็นอย่างไร
แต่การตอบคำถามตัวเองได้ กับการได้ใช้ชีวิตตามคำตอบนั้นเป็นคนละเรื่องกัน

ชีวิตที่เราชอบใจ อาจไม่ถูกใจคนอื่นก็ได้

หากอยากอยู่บนโลกนี้อย่างมีความสุข สิ่งจำเป็นจึงมิใช่แค่การตอบคำถามว่า
เราอยากมีชีวิตแบบไหน หากแต่คือการทำความเข้าใจชีวิตของคนอื่นด้วย

#
ไม่มีใครหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้ตลอดไป ต่อให้เราไม่เคลื่อนย้ายตัวเองไปไหน
สิ่งต่างๆ ก็เคลื่อนไหวผ่านตัวเราไปอยู่ดี ต่อให้เราไม่เดินทาง
โลกก็บังคับให้เราเดินทางผ่านเวลา และความเปลี่ยนแปลง

#
การเลือกเดินไปบนทางสายเปลี่ยว แม้โดดเดี่ยว แต่ก็น่านับถือยิ่งนัก

เมื่อพบเห็นผู้คนที่อยู่ตามลำพัง บางครั้งให้ความรู้สึกถึงความอ่อนแอ
แต่บางครั้งก็ให้ความรู้สึกถึงพลัง

หากอยากมีเส้นทางของตัวเอง ความโดดเดี่ยว อาจเป็นสิ่งจำเป็น

มนุษย์ทุกคนล้วนตัวเล็ก และบอบบาง โลกกว้างเกินกว่าจะเดินตามลำพัง
และช่องว่างนั้น เว้นไว้ให้เราเดินเข้าไป เติมให้กันและกัน

#
หากปลาเป็นต้องว่ายทวนน้ำ คนเป็นก็คงต้องว่ายทวนความเศร้า

ปฎิเสธไม่ได้ว่า ชีวิต คือความเศร้า

สบตากับความเศร้า จ้องมันให้เต็มตา แล้วว่ายทวนกระแสแห่งความเศร้าขึ้นไป

#
บางความรัก ไม่ได้เติบโตเป็นความจริง
มันหยุดนิ่ง และกลายร่าง..เป็นความทรงจำ

#
ความสัมพันธ์ต้องการเงื่อนไขต่างจากความรัก
เรามีรักข้างเดียวได้ แต่เรามีความสัมพันธ์ข้างเดียวไม่ได้

ยากนักที่คนคนเดียว จะรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ได้
ความสัมพันธ์ที่ยืนยาว ล้วนเกิดจากความพยายามของคนสองคน
จะเก่าแล้วฝุ่นจับ หรือเก่าแล้วเงาวับ ก็อยู่ที่ผู้ดูแล
ลดความเป็นตัวของตัวเองลงบ้าง
เพื่อเผื่อพื้นที่ให้อีกฝ่ายได้เป็นในสิ่งที่เขาเป็น

#
อะไรกันที่ทำให้เราอยากมีชีวิตอยู่

ชีวิตมีความหมายมากขึ้น เมื่อรู้ว่าเรามีความสำคัญกับคนอื่น
ความเป็นตัวเองนั้นมิได้สลักสำคัญอันใดเลย
การเป็นลูกของแม่ เป็นพ่อของลูก เป็นน้องของพี่
เป็นปู่ย่าของหลาน เป็นสามีของภรรยา
เป็นเพื่อนของเพื่อน เป็นแฟนของแฟน
เป็นลูกน้องของเจ้านาย เป็นเจ้านายของลูกน้อง
สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่สำคัญ

หนึ่่งชีวิตของคนเรา ประกอบขึ้นจากคนข้างๆ
ตั้งแต่วินาทีแรก จนถึงวินาทีสุดท้าย
ความสัมพันธ์กับคนข้างๆ รวมเข้าด้วยกัน กลายเป็นความหมายของตัวเรา
เพราะคนข้างๆ นี้หรือเปล่า เราจึงอยากมีชีวิต
และได้มีชีวิตต่อไป แม้ไม่เหลือลมหายใจแล้วก็ตาม

#
ทุกวันนี้โลกวิ่งเร็วจนเราคุ้นชินกับความเปลี่ยนแปลง
ของใหม่กลายเป็นของเก่าภายในเวลาไม่กี่เดือน
ไม่ถึงปีเทคโนโลยีที่เคยทันสมัยกลับดูล้าสมัยอย่างไม่น่าเชื่อ

แม้จะคุ้นชินกับกับความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้มากแค่ไหน
แต่เราก็ยังคงไม่คุ้นชินกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเองอยู่ดี
ทุกทีที่ชีวิตเดินมาถึงจุดเปลี่ยน ก็มีอันต้องเซ ต้องเศร้า ต้องโศก ไปกับมันเสมอ

ชวนให้เศร้าเมื่อผู้คนข้างๆ จางหายไปโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว

ความเปลี่ยนแปลงครั้งแรกๆ นำมาซึ่งน้ำตา
ครั้งถัดๆ มานำมาซึ่งความเข้าใจ
เราไม่ได้เสียใจน้อยลงหรอก แต่เราเข้าใจความเสียใจมากขึ้น

#
แม้ความทรงจำจะเกิดขึ้นจากความจริง
แต่ความทรงจำหาใช่ความจริงไม่

ความทรงจำมีคุณค่า เพราะมันอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

#
ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของอารยธรรม
มนุษย์ก็พยายามค้นหาเคล็ดลับของความงามมาตลอด

แม้พยายามมากมายแค่ไหน มนุษย์ก็ไม่สามารถเลียนแบบธรรมชาติได้

เพราะภาพธรรมชาติ มีมิติที่สี่
นั่นคือเวลา ที่มาของความเปลี่ยนแปลง หากรู้จักรอคอย

เรารู้สึกว่า ชั่วขณะนั้นสวยงามยิ่งนัก
เพราะรู้ดีว่า ความสวยงามตรงหน้า มิได้คงอยู่ตลอดไป

#
ความอยากมาพร้อมความไม่สงบ

การมองออกไปยังโลกกว้าง ให้ความรู้สึกต่างจากการส่องกระจก

วิวทิวทัศน์ที่สงบเงียบมักทำปฎิกริยากับจิตใจเราเสมอ
มิใช่ตื่นเต้นตาโต หากแต่เป็นเย็นๆ อยู่ข้างใน

#
เราอยากมีชีวิตที่มีแต่ความสุข จนลืมไปว่าความทุกข์เป็นเรื่องปกติ
เราอยากเป็นอมตะ จนลืมไปว่าความตายเป็นสิ่งแน่นอนที่สุด
เรานึกว่ามนุษย์บงการโลกนี้ได้
จนลืมไปว่าเราเป็นแค่มดตัวหนึ่งบนผลแตงโมลูกใหญ่ที่มีชื่อว่าโลก

ความจริงแท้ของชีวิตมักซ่อนตัวอยู่ในธรรมชาติ
ดวงอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า บอกกับเราว่าโอกาสยังมีเสมอ
ลมพัดแผ่วผ่านใบหน้า บอกกับเราว่าโลกไม่ได้โหดร้ายจนเกินไป
ความบอบบางของดอกไม้ บอกกับเราว่าให้ดูแลักษาความงามอย่างทะนุถนอม
เมฆหลายก้อนลอยเอื่อยบอกเล่าเรื่องความไม่แน่นอนให้เราฟัง
บางครั้งทะเลกว้างก็ช่วยย้ำเตือนเราว่า อย่าคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่
มีความจริงแท้มากมายในโลกใบนี้
ไม่ว่าเราจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของมันหรือไม่ก็ตาม

#
ชีวิตคือความจริง แต่อีกสิ่งที่มีอยู่ในชีวิตคือความฝัน

การก้าวเท้าสู่ความฝันอาจมิต้องการความเร่งรีบ
หากแต่ต้องการความสม่ำเสมอ ตั้งใจมั่น ไม่ทิ้งมันจนกว่าจะไปถึง

ความเป็นไปไม่ได้เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว

#
ความเชื่อที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ ย่อมน่าไว้ใจกว่าความเชื่อที่คิดเองเออเอง

ในช่วงเวลาย่ำแย่ คนที่มีความเชื่อว่า แล้วสุดท้ายมันก็จะผ่านไป
แสงแดดของวันใหม่ จะส่องประกายอีกครั้ง
ย่อมมีพฤติกรรมแตกต่างจากคนที่มีความเชื่อว่า
ชีวิตคือหุบเหวลึก ที่เราจะล่วงหล่นลงไปเรื่อยๆ โดยไม่มีที่สิ้นสุด
ไม่ควรตัดสินความเชื่อของใคร เพราะชีวิตของเราผ่านประสบการณ์มาต่างกัน

=============================================

Advertisements

วันพ่อดีเด่นแห่งชาติ

เนื่องในวโรกาสมหามงคล 5 ธันวาคม มหาราช
ข้าพระพุทธเจ้า นางสาวรินทร์หทัย สิริศิรวิชญ์ และครอบครัว
ขอถวายพระพรให้พระองค์ทรงพระเจริญ มีพระพลามัยแข็งแรง
เป็นมิ่งขวัญปวงชนชาวไทย และชาวโลกตลอดไปเทอญ
ควรมิควรแล้วแต่จะทรงโปรด ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

ได้ดูข่าว ทางทีวี ตื้นตันใจมาก กับในหลวงของเรา คนที่ไปเฝ้ารอชื่นชม
พระองค์ ทรงเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม
มีหลานถามคุณยายว่า ทำไมเราไม่อยู่ดูทีวีที่บ้าน มาที่นี่มองไม่เห็นในหลวงเลย
ยายตอบว่า ยายไม่ได้มาดูในหลวงหรอก
แต่ยายมาให้ในหลวงดู ว่ามีคนรักท่านมากมายขนาดไหน
ให้พระองค์เห็นว่ามีพสกนิกรที่จงรักภักดีต่อท่านมากมายแค่ไหน
น้ำตาซึมเลย เป็นคำตอบที่ดี และจริงมาก เราเห็นทางทีวียังขนลุก
แอบคิดในใจว่า ปีหน้าอยากจะไปให้พระองค์เห็นบ้างจัง

ทรงพระเจริญ! ทรงพระเจริญ! ทรงพระเจริญ!

สำหรับครอบครัวของเราวันพ่อปีนี้ เดินทางไปราชบุรี เพื่อร่วมงานพ่อดีเด่น
ซึ่งคุณก๋งได้รับรางวัลนี้ด้วย ของ อบต.แพงพวย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
เค้าคัดเลือกมาหมู่บ้านละ 1 คน รวมทั้งหมดก็ 12 คน
จัดขึ้นที่วัดเนกขัม จัดกลางแจ้ง เวทีใหญ่ สูงมากค่ะ
แล้วก็มีเก้าอี้พลาสติกเรียงๆ ข้างล่าง คล้ายๆ งานวัด 
มีโปรเจคเตอร์ขยายขึ้นจอใหญ่ให้ดูอีก จะได้เห็นกันทั่วๆ
ก่อนงานเริ่มพิธีเค้าก็มีการเปิดเพลง เปิดพระราชกรณียกิจ ประกอบเพลง ไรๆ ให้ดู
เพลินดีนะ นั่งฟังในนั้นแล้วกระหึ่ม ซาบซึ้งไปอีกแบบ
ปีนี้ลูกหลานไปไม่ครบ เพราะบางคนติดงานอีเว้นท์
เช่นอี้จิ๋ม ต้องไปเป็นพิธีกรงานวันพ่ออีกแห่งนึง
กู๋นู ตอนนี้ได้ตำแหน่งเป็น อบต. แล้ว ก็ต้องไปขึั้นเวทีในพื้นที่
ลุงนพ อี้แกลบ และลูกๆ หลานๆ ก็มีภาระกิจอีกเวทีนึงที่สวนผึ้ง
คุณยายยังไม่สามารถเดินทางได้ นอนอยู่บนเตียงที่บ้านเรา
กู๋ปุ๊ย รับหน้าที่พยาบาลเฝ้าดูแล
สรุป ที่มาร่วมพิธีได้ คือ มีบ้านเรา กับบ้านอี้ป้อม
รวมแล้วได้ 8 คน (ไม่นับก๋ง) จาก 22 คน (ทั้งตระกูล) 

กว่างานจะเริ่มได้ก็เลยเวลาไปครึ่ง ชม. เพราะ ประธานเลท สงสัยรับหลายจ๊อบ 555 
เปิดพิธีด้วยเพลง และต่อด้วยนักเรียน ชั้น ม.2 หนึ่งคนขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์บนเวที
สุนทรพจน์กินเวลาซัก 15 นาทีได้
ขอบอกว่าน้องชายคนนี้ เด็ดดวง พวงมาลัยมาก พูดโดยไม่ต้องมีสคริป
เนื้อหาที่พูดดีมากด้วยนะ เราชอบ มีการโยงธรรมะเข้ากับแนวทางเลี้ยงลูกด้วย
จังหวะ จะโคน หน้าตา ท่าทาง พลิ้ว อินน์ สุดฤทธิ์ ไม่มีติดขัด ไม่หลงลืม เจ๋งจริง ยกนิ้วให้
(ผิดกับคุณพิธีกร ด้านล่าง พูดตะกุกตะกัก วนไปวนมา ขนาดถือกระดาษสคริปไว้นะนั่น)
ต่อด้วยการรำถวายพระพร ของ นร.ชั้น ป.2
แล้วก็ถึงพิธีมอบโลห์คุณพ่อดีเด่นให้ทีละคน จากท่านประธาน 
ในบรรดา 12 คน จาก 12 หมู่ ก๋งเราอายุเยอะสุดเลย ย่างเข้า 93 ปี
ทุกคนก็จะเดินขึ้นไปรับโลห์บนเวทีอันตะหง่านนั้น ระหว่างนั้นทางพิธีกรก็จะอ่าน
ประวัติแต่ละคนให้ฟัง แล้วก็คุณงามความดี ประโยนช์ที่บำเพ็ญมา ไรๆ
แล้วก็ให้ญาติๆ ไปมอบดอกไม้ และถ่ายรูป

มี ก๋งเรา ตัวแทนหมู่ 6 กับคุณพ่อ ของหมู่ 3 ที่ไม่สามารถไต่ขึ้นบันไดเวทีได้
เพราะฉะนั้น ท่านประธานจะลงมามอบให้ด้านล่าง
เสียดายก็ตรงที่ถ้าไม่ได้ขึ้นเวที ไฟมันไม่ถึง
ดังนั้น แสงและเงาชัดเจน แต่หน้าคนมืดมิด 555

ถ้างานนี้เป็นงานประชันญาตินะ หมู่ 3 กับ หมู่ 9 ชนะเลิศมากๆ
ลูก หลาน เหลน โหลน อันแน่นเต็มเวที แถมมีการเตรียมพรอพ เช่น
ช่อดอกไม้ ตะกร้าแบรนด์ สก็อต ไรๆ มอบบนเวทีอย่างฮือฮา

ส่วนใหญ่ในทุกๆ บ้านนะ ก็จะมีลูกที่แต่งชุดข้าราชการ
เราเลยว่าเหมือนคนสมัยก่อน ส่วนใหญ่ก็ส่งลูกเรียนแล้วให้รับราชการเนอะ
ครอบครัวเราก็มี ข้าราชการ เยอะ แต่ไม่ได้แต่งชุดขาวไป
มีแค่อี้จิ๋มแต่เพราะไปงาน แต่ก็ไปเป็นพิธีกรอีกเวทีนึง

หลังจากเสร็จ มีการถวายพานพุ่มของแต่ละหน่วยงาน
ร้องเพลงสรรเสริญ จุดเทียนชัยถวายพระพร ปล่อยโคม
เรื่องปล่อยโคมนี่ ตลกมาก เพราะพิธีกร คอยพูดย้ำตั้งแต่ ต้นรายการว่า
ตอนจบงานจะมีการปล่อยโคม ท่านใดที่มีโคมอยู่ เพื่อความสวยงาม อย่างพร้อมเพรียง
กรุณาปล่อยพร้อมกันเมื่อพิธีกรให้สัญญาณ
เราก็ ตื่นเต้น ไปเดินหาซื้อโคม อยากปล่อยบ้าง ปรากฎไม่เห็นมีที่ไหนขายเลย
มีร้านนึงเค้าบอกว่า ร้านป้ามีขายนะจ๊ะหนู แต่ขายช่วงลอยกระทง
เราก็ขอบคุณป้า แล้วบอกว่าไม่ทันแล้วมั๊งป้า 555
จนล้มเลิกความพยายามหาซื้อ
ทีแรกเรานึกว่า ต่างคน ต่างเตรียมมาเองนะ นึกว่าชาวบ้านแถวนั้นเค้ารู้กัน
แต่ปรากฎไม่ใช่นะ เค้ามีแจกให้ตอนจบ พร้อมกับเทียน ว้าวววววว
ดิ้นรนไปก็หามีไม่ นั่งเฉยๆ เอามาแจกถึงที่เลย ^___^

ท้ายที่สุด สิ่งที่พิธีกรย้ำนักย้ำหนาว่า รอสัญญาณแล้วปล่อยโคมพร้อมกันนั้น
ต่างโคม ต่างลอย เป็นที่สุด เพราะแต่ละคนจุดไม่พร้อมกัน พอถือรอไปช่วงนึง
โคมมันจะร้อนมาก จนต้องปล่อย ก็เห็นลอยๆ ล่องๆ ไปเป็นระยะๆ
ขนาดไม่พร้อมกันเราก็ยังว่าสวยเลยนะ ส่วนโคมที่เราถือ ปล่อยเป็นอันสุดท้ายของงาน
โคมปิดพิธี จุดเป็นคนสุดท้าย จนพี่แต่งชุดข้าราชการเดินมาบอกว่า ปล่อยได้แล้วครับ
พอลอยขึ้นไป โคมดำเลย ร้อนจัด 555

เป็นการปล่อยโคมครั้งแรกในชีวิตเรา แถมเป็นการปล่อยที่ ราชบุรีด้วยนะ ไม่ใช่ที่ภาคเหนือ
ประทับใจมาก ณ โคมนี้

จบงานครอบครัวอี้ป้อมกลับไปก่อน
ระหว่างพวกเราถ่ายรูปกันเล่นๆ อี้จิ๋มก้ับกู๋นู ซึ่งเสร็จงานแล้วก็แวะมาพอดีเลย
ถือว่าโชคดีที่ประธานเวทีเรามาช้า ทำให้อี้กับกู๋มาทัน ตอนจบ 555
อยู่ที่งานตั้งแต่ 6 โมง เลิกงาน 2 ทุ่มกว่าได้

ก่อนกลับกรุงก็นั่งกินบะหมี่ปากซอยกันก่อน แล้วก็แยกย้าย
ก๋งกลับมาพร้อมเรา เพราะก๋งชวนยายไปงานด้วย ยายพยักหน้าจะไป แต่ไม่ยอมไป อิอิอิ
ก๋งเลยหอบโล่ห์เข้ามาให้ยายดูที่ กรุงเทพ ถึงเตียงกันเลยเชียว
ก๋งถามว่าดีใจไหม ยายพยักหน้า หงึกๆ ถือโลห์ก๋งอ่านใหญ่เชียว

นึกถึงปีก่อนด้วย ยายก็รับรางวัลแม่ดีเด่น เหมือนกัน

ทั้งก๋ง และยาย ก็ต่างเป็นพ่อดีเด่น และแม่ดีเด่น
อันเป็นแบบอย่างอันดีให้แก่ลูก หลาน เหลน สืบไป

DSCF0267

ประธานต้องลงมามอบด้านล่่างเวที เพราะก๋งปีนขึ้นไปไม่ไหวนะ แสงเงา ครบมาก มองไม่เห็นหน้าคุณพ่อดีเด่นเลย 555

DSCF0291

เตรียมความพร้อมของโคม

DSCF0301

จุดเทียนชัยถวายพระพร และเตรียมจุดโคม

DSCF0299

โคมเยอะๆ แล้วสวยจัง

DSCF0309

ปลาบปลื้มมาก กับการปล่อยโคมลอยเป็นครั้งแรก ชอบรูปนี้ตรงด้านหลัง ไฟสปอร์ตไลท์ส่องไปที่พระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงพอดีด้วย

eaaa1

ถ่ายรูปหมู่ระลึก อี้กับกู๋อุตส่าห์มาทันจบงานพอดี

eaaa8

คุณก๋ง พ่อ แม่ พี่ และเรา ^_^

ebbb4

เอารางวัลมาอวดกันถึงเตียงทีเดียว คู่เลิฟ 🙂