ขอแค่ปาฏิหาริย์

by Nicky

ตอนก่อนนี้ เราอาจจะไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมบางคน บางครอบครัว
ถึงได้ให้คนที่ตัวเองรัก นอนนิ่งๆ อยู่ในโรงพยาบาล
ไม่รู้สึกตัว ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ทานอาหารทางสายยาง
ทำไมต้องยื้อเค้าไว้ ตัวเค้าเองหากเลือกได้ คงไม่อยากอยู่ในสภาพแบบนี้
เป็นเราเอง ก็คงขอเลือกที่จะจากไป ดีกว่าอยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
แม้แต่หายใจเองก็ไม่ได้ ไม่สามารถพูดจา หรือลืมตามองคนที่อยู่รายล้อมรอบเตียง

แต่เมื่อมีคุณยายอันเป็นที่รัก ประสบชะตาชีวิตแบบนี้โดยไม่ทันตั้งตัว
ณ วันนี้ เราเข้าใจแล้วว่า ไม่ใช่ว่าทุกคนอยากให้เค้าทรมาน ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้เค้าสบาย
แต่หากรู้ว่า คนที่เรารักกำลังอยู่ในรอยต่อระหว่างการมีชีวิต
และการจากไปอย่างไม่มีวันกลับแล้ว
การได้มีคนที่เรารักอยู่ใกล้ เป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากยิ่ง
ทุกๆ การรักษา คือ ความคาดหวัง
ทุกๆ คำวินิจฉัยของทีมแพทย์ คือ กำลังใจให้สู้กันต่อไป
ด้วยความหวังที่ว่า เดี๋ยวคุณยายก็จะดีขึ้น
คำว่า เดี๋ยว ก็คือระยะเวลา ซึ่งตอบไม่ได้ว่าขอบเขตจะยาวนานแค่ไหน
ทุกๆ ครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง มือที่บีบตอบ ตาที่กระพริบ รอยยิ้มมุมปาก การพยักหน้า
เสมือนเป็นพัฒนาการที่ยิ่งใหญ่ และเป็นการต่อความหวังให้กับทุกคน
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าคุณหมอจะให้ใส่เครื่องอะไร จะต้องตรวจรักษาแบบไหน
ทุกคนจึงพร้อมที่จะยินยอม ทั้งๆ ที่รู้ว่า การใส่เครื่องต่างๆ เข้าไปในร่างกาย
หรือการย้ายคุณยายไปตรวจเช็คต่างสถานที่ อาจจะทำให้ร่างกายคุณยายเจ็บปวด
เราไม่ได้ชอบเห็นคุณยายเจ็บปวด ทุกๆ ครั้งที่ต้องเห็น หรือรับรู้ในการทำการรักษา
หยดน้ำตา ความเครียด ความบีบคั้นทางอารมณ์ ก็เกิดกับลูกๆ หลานๆ ทุกคนเช่นกัน
เพียงหวังว่า น่าจะมีความคืบหน้าของอาการในทางที่ดีขึ้น ให้ชื่นใจบ้างแม้จะเพียงเล็กน้อย

ตั้งแต่ ปลายกรกฎาคม ๒๕๕๕ จวบจนถึง ณ วันนี้
ในทุกๆ คืน คือ การสวดขอปาฏิหาริย์
ปาฏิหาริย์  ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น ผู้ป่วยบางคน ก็สามารถกลับมารู้สึกตัวอีกได้
เราก็ได้แต่หวังว่า ครอบครัวของเราจะโชคดีพอที่จะได้มีเรื่องราวแบบนั้น

บางทีอาจมีคำถามที่ว่า พวกเราเห็นแก่ตัวหรือไม่ ที่ยังอยากจะหาทุกหนทางยื้อเอาไว้
เพียงเพื่อจะได้ต่อลมหายใจให้คนที่เรารักอยู่กับเราต่อไป
แต่การที่ได้ไปจับมือ กอด หอม หรือพูดคุยกับคุณยาย ที่โรงพยาบาล
ก็คงดีกว่าการได้พูดกับรูปถ่าย หรือการคิดถึงผ่านความทรงจำเป็นแน่
เนื่องจากคุณยายไม่สามารถบอกสื่อสารความต้องการที่แท้จริง กับพวกเราได้
ว่าคุณยายเลือกที่จะสู้กับพวกเราต่อไป ให้พวกเราได้ดูแลอยู่ข้างๆ เตียง
หรืออยากที่จะพักผ่อนนิรันดร์ ขอมองดูพวกเราจากบนฟ้า
เราจึงได้แต่คิดว่า นี่คือทางที่ดีที่สุดที่พวกเราจะให้กับท่านได้
ไม่ว่าสุดท้ายผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบอันเป็นธรรมชาติของสรรพชีวิต
หรือในรูปแบบของปาฏิหาริย์ที่เรากำลังรอคอยอยู่ก็ตาม

จนถึงทุกวันนี้ แม้เราจะรู้ว่า เราได้ทำให้เค้าได้ดีที่สุดแล้ว
แต่เอาเข้าจริงๆ เรากลับรู้สึกว่า สิ่งที่เราทำให้มันช่างน้อยเหลือเกิน
ต่อให้คุณยายมีอายุต่อไปอีก 100 ปี เราก็จะอยากทำอะไรๆ ให้อีกไม่มีจบ ไม่มีสิ้น
มันไม่เคยมากพอเลยจริงๆ

เราเชื่อว่าทุกคนคงได้ยินเรื่องราวของความสูญเสีย
การสอนให้ตระหนักถึงคุณค่าของการได้มีเวลาอยู่ร่วมกัน
เรามั่นใจว่า หากทุกคนรู้ว่า คนรอบข้างจะจากไปวันใด
เค้าคงวางแผนที่จะทำอะไรๆ ให้ ได้อย่างใจคิด ครบถ้วน
แต่เนื่องจาก เราไม่เคยรู้เลยว่า ครั้งสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่
พาลคิดว่าเวลาอยู่ด้วยกันจะมีเรื่อยๆ จะทำมันเมื่อไหร่ก็ได้
แล้วความสูญเสีย มักจะมาในช่วงเวลาที่เราไม่คาดคิดเสมอ
และชีวิตมันก็เป็นเช่นนั้นจริง

การมีประสบการณ์ที่ไม่น่ารื่นรมย์
บางครั้งก็ทำให้เราเรียนรู้คุณค่าของชีวิต และสิ่งที่เรามีอยู่มากขึ้น

ขอให้คนที่รักของทุกคน จงมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย
หากป่วยขึ้นมาจริงๆ ก็ขอให้อยู่ในฐานะที่เลือกทางชีวิตของตนเองได้

และท้ายสุดขอให้คุณยายเราสามารถสร้างปาฏิหาริย์ให้พวกเราได้เห็นด้วยเถิด

Advertisements