Month: October, 2012

วันฟ้าใส

ในวันนึงที่เริ่มรู้สึกว่า โลกนี้มันอยู่ยากขึ้นทุกวัน
เดินผ่านทีวี ที่กำลังเปิดรายการ คนค้นคน นำเสนอเรื่องของเด็กหญิงฟ้าใส
เกิดมาได้ 5 เดือน พบว่ามีเนื้อร้ายในสมอง ต้องได้รับการผ่าตัดใหญ่
แต่ไม่สามารถผ่าออกได้หมด ทำให้ต้องให้เข้ารับคีโม 16 คอร์ส
และก้อนเนื้อยังไปกดทับประสาทที่ควบคุมการมองเห็น ผลคือ ตาบอดถาวร
ผลจากการผ่าตัด และโรคร้าย ทำให้การทรงตัวก็ไม่เป็นปกติอีกต่างหาก

จากเด็กธรรมดา กลายเป็นคนพิการ แต่ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป
แล้วอะไรทำให้เด็กพิการทางสายตา ยังมีความสุขได้กับทุกวันของชีวิต
ยังคงไปโรงเรียน ชอบร้องเพลง ชอบเล่นเปียโน อารมณ์ดี พูดจาน่ารัก
แม้ว่ายังต้องไปตรวจเช็ค โดนเจาะเลือด ที่โรงพยาบาลอยู่เป็นระยะๆ
ก็ไม่ได้ทำให้เด็กคนนี้รู้สึกว่าชีวิตช่างโหดร้าย
ส่วนนึงอาจจะโชคดีมากที่มีคุณแม่ที่รัก และทุ่มเทชีวิตให้มากๆ

แล้วย้อนมองดูตัวเราเอง มีพ่อแม่ครอบครัว เพื่อน ที่รัก และทุ่มเทเวลาให้
ทั้งๆ ที่เราเองก็ปกติดีในชีวิตทุกอย่าง
ขอบคุณน้องฟ้าใส ที่เข้มแข็ง และสดใสสมชื่อ
เป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตของคนที่คิดว่า ชีวิตมันลำบาก

แล้วเราก็เดินออกไปใช้ชีวิตต่อไป ด้วยความรู้สึกโลกมันก็ไม่ได้อยู่ยากขนาดนั้น

Advertisements

เทศกาลกินเจ

หากเราเชื่อว่ามนุษย์มีเจตจำนงอิสระ ในการใช้ชีวิตได้เอง
การกินเจ หรือ ไม่เจก็ขึ้นกับความพึงพอใจในแต่ละบุคคล
จะกินเนื้อสัตว์ก็กินได้ เพราะอย่างไรเสีย มนุษย์อย่างเราๆ
ก็ได้ปีนป่ายมาอยู่ ณ จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารแล้ว
จะกินแต่พืชผักก็กินได้เช่นกัน เพื่อสุขภาพ
ถึงแม้ยังไม่มีคำยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่า
วัว-ควายซึ่งบริโภคแต่หญ้า จะมีอายุยืนกว่าเสือซึ่งบริโภคเนื้อก็ตาม
เราเชื่อว่า วัว-ควายถึงอายุฆาตเร็วกว่าเสือ เพราะเนื้อมันอร่อย และจับกินง่ายกว่าเนื้อเสือ!
ทั้งนี้ ทั้งนั้นก็ขึ้นกับ ปัจจัยการใช้ชีวิต ความต้องการในการดำรงอยู่ และจริต
จะกินอะไรก็กิน แต่อย่ามาพูดว่า เป็นการไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
แล้วพืชผัก มันไม่มีชีวิตดอกหรือ ห๊า?!
เราเห็นด้วยกับคำกล่าวของ คุณปราบดา หยุ่น ที่ว่า
เทศกาลกินเจไม่ได้ลดจำนวนสัตว์ที่ถูกฆ่าแต่อย่างไร
มันเพียงเลื่อนเวลาประหารชีวิตของพวกมันออกไปเท่านั้น

หากจะมองกันตามจริง เราก็ว่าเทศกาลกินเจ ก็ประหนึ่งค่านิยม เป็นแฟชั่นชั่วครู่ ชั่วยาม
ที่บางกลุ่มคนนิยมทำตามกัน ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆ ของปี
มีการแสดงเดินลุยไฟ แห่มนุษย์หนังเหนียว
มีร้านค้าที่หากมีธงสีเหลือง เสมือนว่าเป็นใบอนุญาต ให้ขายอาหารได้แพงกว่ายามปกติ
ถ้าการกินเจนั้นทำให้ได้บุญจริงๆ คงจะมีแต่คนรวยที่จะได้บุญจากเทศกาลนี้
หากการกินเจ คือ การพยายามเตือนจิตให้เราละเว้นการปลิดชีพสัตว์จริง
ทำไมเรายังคงทำอาหารเจ ในรูปลักษณ์ของเนื้อสัตว์ต่างๆ แหม..ทำซะเหมือนเชียว

เราเคยฟังพระท่านนึงตอบคำถามที่ว่า
การนำปลาทองมาเลี้ยง ถือว่าเป็นบาปหรือไม่
พระท่านตอบว่า ขึ้นกับเจตนาและประเภทของสัตว์ เราเอาเขามาทรมานหรือเปล่า
เช่นว่า สัตว์บางประเภทไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองในธรรมชาติ
หากเราเอาปลาทองปล่อยลงแม่น้ำไป มันก็คงตาย แบบนี้ก็ถือเป็นการทรมานสัตว์
แต่หากเราเอาเขามาเลี้ยง ตั้งใจให้เขาสุขสบาย เมตตา หวังดีกับเขา อย่างนี้ถือว่าไม่บาป

เราว่า หากจะมุ่งประเด็น เน้นเรื่องไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ทรมานสัตว์จริง
เทศกาลเจ เราควรกระตุ้นให้คนลด ละ เลิก การคุกคามต่อสัตว์ ไม่ว่าทางตรง ทางอ้อม
ไม่ว่าการกินหูฉลาม รังนก อุ้งตีนหมี เครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์จากส่วนหนึ่งส่วนใดของสัตว์
การล่าสัตว์อย่างสนุกสนาน แต่ทำให้เป็นที่ยอมรับ โดยระบุเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง
การไม่ให้ เงิน อาหารช้างที่เดินอยู่ตามถนน
และ การเบียดเบียนความเป็นอยู่ของสัตว์ เพื่อสิ่งที่เราเรียกว่า การศึกษา เช่น สวนสัตว์
กระทั่ง งดใช้สัตว์เพื่อทดลองสารเคมี เพื่อความสวยของเราๆ ท่านๆ
แน่นอนว่า เทศกาลเจในรูปแบบที่เรานำเสนอนั้น ควรกินระยะเวลาทั้งปี
ไม่ใช่แค่ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น
เพราะหากจะตั้งใจทำดีในเรื่องใดแล้วไซร้ คงไม่ทำๆ หยุดๆ กันหรอกกระมัง

ที่พูดมาก็ไม่ใช่ว่า โมโหพืชผักที่ผ่านการปรุงแล้ว ก็ต่างพากันขึ้นราคา
หรือ ขี้เกียจต่อคิวร้านเต้าหูทอดร้านเดิม ที่คิวยาวเว่อร์กว่าทุกวัน
หรือ น้อยเนื้อต่ำใจ ที่คนมักมองเราสวยน้อยกว่า แถมยังจิตใจกระด้างกว่าคนกินเจ
แต่ที่พูดก็เพราะอยากให้คนไทย มองอะไรให้ไกล รู้ว่าแก่นของแต่ละเหตุการณ์คืออะไร
เข้าใจในการกระทำของตัวเอง และมีสติกับสิ่งที่ทำ ก็แค่นั้น

โลกมีใบเดียว ช่วยกันรักษานะจ๊ะ

เทพเจ้า

“Simplicity is the ultimate sophistication” – Leonado Da Vinci.

======================
JIRO ONO (B. 27 October 1925)
======================

ถือว่าเป็นความบังเอิญในระหว่างรอเพื่อน ที่ bts ทองหล่อ มีร้านแมงป่อง
เดินดูๆ ไปก็พลันมองไปเห็น dvd เรื่อง Jiro dreams of sushi
ชื่อไทยว่า จิโร เทพเจ้าซูชิ เคยอ่านที่มีคนมาแนะนำไว้นานแล้ว พอเห็นก็จำได้ว่าอยากดู
และจึงเป็นการได้มาของปรัชญาชีวิตที่น่าสนใจอีกหนึ่งเรื่อง

จริงๆ แล้ว เทพเจ้า ก็คือ คนธรรมดาอย่างเราๆ
เพียงแต่มีความเอาจริงเอาจังที่มากกว่า (หลายร้อย-พันเท่า) แค่นั้นเอง
ตัวหนังจะกล่าวถึงความเป็นมา เราจะได้เห็นรายละเอียดต่างๆ
ความใส่ใจ และแนวความคิดในการทำงาน จนทำให้ร้านซูชิเล็กๆ เพียง 10 เก้าอี้
ที่เน้นเพียงแต่ซูชิ ไม่มีออเดริฟ ไม่มีเมนูให้เลือก
ราคาขึ้นอยู่กับวัตถุดิบในแต่ละช่วงเวลา (เริ่มต้นที่ 30,000 Yen)
ใช้เวลากินเพียง 15 นาทีก็หมด (20 ชิ้น) เมื่อเทียบราคากับเวลาที่กินแล้ว
จัดได้ว่าเป็นอาหารที่แพง แต่ก็คุ้มค่าทีเดียว 
หาไม่งั้น โต๊ะคงไม่ต้องจองล่วงหน้าถึง 3 เดือน 
ตอกย้ำด้วยการได้รับจารึกชื่อใน guinness book record ว่าเป็น chef ที่มีอายุมากที่สุด (83 ปี)
และเป็นเจ้าของร้านที่ได้รับ 3 ดาวเต็ม จาก Michelin Guide Tokyo 2008
สามดาวเต็มนั้นหมายถึงว่า เป็นอาหารที่ควรค่าแก่การเดินทางเพื่อไปกินโดยเฉพาะ

การได้เห็นชีวิตของคุณจิโร เหมือนศึกษาเซน
ซูชิเรียบง่ายไปทุกส่วน ไม่มีส่วนเกิน ไม่มีส่วนขาด มันช่างพอดีไปหมด
การไม่รีบร้อนที่จะเก่ง เด็กในร้านหากอยากจะมาปั้นซูชิให้ดีแล้วไซร้
ต้องฝึกในครัวไปอย่างต่ำ 10 ปี อืม 10 ปี! ระยะเวลาขนาดนี้ แค่ฟังก็พร้อมที่จะท้อได้เลย
ยังมิพักเอ่ยถึง ความยากลำบากในการเริ่มฝึกจากการเป็นคนบิดผ้าร้อนจนมือพอง
ทำสิ่งเดิมซ้ำๆ กันทุกวัน เป็นเดือน เป็นปี จนกว่า คุณจิโร จะบอกว่า ใช้ได้แล้ว
เพราะความสำเร็จไม่เคยมีทางลัด ยิ่งรีบ ยิ่งช้า
และทุกคนได้รู้ว่า การทำงานหนัก ไม่มีอะไรต้องเสียใจ

เคล็ดลับความสำเร็จ และกุญแจสู่การยอมรับ ที่คุณจิโร แสดงให้เห็น ก็คือ
การรักในสิ่งที่ทำ ไม่บ่น และอุทิศชีวิตเพื่อพัฒนาฝีมือ
สิ่งที่ทุกคนเห็นได้จากคุณจิโร นั่นคือ ความมีวินัย มองไปข้างหน้า
ไม่เคยพอใจกับผลงานตัวเอง และคิดพัฒนาซูชิ และฝีมือตัวเอง ทั้งวัน ทุกๆ วัน

ถ้าเราคิดจะทำอาหารอร่อย เราก็ต้องกินอาหารที่อร่อย!
ของไม่อร่อย เสริฟไม่ได้ ของที่ทำต้องอร่อยขึ้นกว่าทุกครั้ง!

ทัศนคติของคุณจิโร คือ ทำในสิ่งเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ค่อยๆ พัฒนาไปทีละนิด ทำให้ได้มากกว่านี้อยู่เสมอ
ปีนต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ถึงยอด แต่ไม่มีใครรู้ว่ายอดอยู่ที่ไหน

ฝีมือเขาอาจจะสุดยอด แต่ทุกอย่างยังพัฒนาได้อีกเสมอ

ในทางกลับกัน สิ่งที่คนทั่วไปมองหาในทุกวันนี้ ก็คือ
งานที่มันง่ายๆ เพื่อจะได้มีเวลาว่างมากๆ และอยากได้เงินเยอะๆ
โดยไม่คิดว่าจะต้องพัฒนาฝีมือตัวเองเลยซักนิด ไม่คิดจะทุ่มเทให้งานตลอดชีวิต

“การตั้งใจกับมัน ช่วยทำให้ฝีมือเราดีขึ้น
การมีพรสวรรค์ จะทำให้เราไปไกลระดับโลกได้
และที่เหลิอก็คือ พรแสวง”

การใส่ใจในทุกรายละเอียดของคุณจิโรเห็นได้จาก การจัดวางภายในร้าน
และขนาดคำของซูชิ ก็ยังปั้นให้แตกต่างกันไปในชาย หญิง
เพื่อที่จะได้กินในจังหวะเวลาเดียวกัน
สังเกตแม้การถนัดซ้าย ขวา ของผู้กิน เพื่อจะเสริฟซูชิได้ถูกด้าน

Yamamoto san (Food writer) กล่าวว่า เชฟที่ยิ่งใหญ่ต้องมีคุณสมบัติ 5 ประการ
1. ตั้งใจ ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเสมอ
2. อยากพัฒนาฝีมือตัวเองให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน
3. ความสะอาด
4. ใจร้อน เป็นผู้นำได้ดีกว่าเป็นผู้ร่วมงาน เอาแต่ใจ และยืนกรานที่จะทำตามวิธีของตน
5. PASSION!
แน่นอนว่า เชฟจิโร มีครบดังที่กล่าว

คุณจิโร ปั้นซูชิมากว่า 75 ปี และ ณ ที่ดูในดีวีดี แกก็ อายุ 85 แล้ว
มีลูกชายสองคน ซึ่งก็ทั้งซึมซับ และรับความกดดัน จากคุณพ่อไปเต็มๆ
สิ่งที่ให้แก่ลูกชายคนโต คือ ร้าน Sukiyabashi Jiro ซึ่งเป็นร้านของคุณจิโร
ตั้งที่ชั้นใต้ดินของอาคาร Tsukamoto Sogyo ย่านกินซ่า
และลูกชายคนเล็ก ซึ่งคุณจิโร ได้บอกกับลูกคนนี้ว่า “ต่อไปนี้แกไม่มีบ้านให้กลับแล้วนะ”
นั่นหมายถึงว่า เค้าจะล้มเหลวไม่ได้ทีเดียว
และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของ สาขาสองที่ รปปงงิฮิลล์ (Roppongi Hills)
หลายคนอาจมองว่าเป็นความกดดัน เค้าเข้มงวดในการฝึกลูกมากกว่าฝึกคนอื่นๆ
ลูกก็ต้องพยายามทำให้ดี และพยายามก้าวออกจากเงาของพ่อให้ได้
แต่เรากลับมองว่า มันไม่ใช่ภาระกดดัน แต่มันเป็นการส่งต่อประวัติศาสตร์ของวิถีญี่ปุ่น จากรุ่นสู่รุ่นเลยทีเดียว
แน่นอนว่า หากไม่มีคุณจิโร ซูชิคงไม่มีวันแตะระดับสูงสุดเช่นนี้ได้แน่นอน

… ทุกๆ คำที่กิน คุณกำลังกินปรัชญาของคุณจิโร …

นึกถึงชื่อหนังสือของคุณวินทร์ เลียววาริณ ชื่อว่า “เดินไปให้สุดฝัน”
คุณจิโร มีฝัน และเดินไปจนทะลุฝันจริงๆ
ดังนั้นเค้าจึงรู้สึกเหมือนได้รับชัยชนะทุกครั้งที่ทำซูชิ
ประโยคนึงที่ฟังแล้วรู้สึกจนต้องยิ้มตาม คือ แกบอกว่า
“อยากทำงานกับปลาที่ดีที่สุด ไปจนถึงวินาทีสุดท้าย”

และนั่นคือ วิถีแห่งโชคุนิน (Shokunin)

นั่นจะพอสะกิดให้เราๆ คิดอะไรได้บ้างไหมหนอ??

==================
Note :

มีคำอธิบายว่า การเสริฟซูชิของคุณจิโร เหมือนกับ movement ของดนตรี
คุณจิโรเปรียบเหมือน maestro (มาเอสโตร-วาทยากรอาวุโส) แบ่งเป็น 3 ช่วง
movement 1 จะเป็นรสชาติที่ชัดเจน ลึกล้ำ เช่น ปลามางุโระ
movement 2 เป็นเหมือนการ improvise (คาเดนซา ใน คอนแชร์โต ซึ่งเป็นการอวดฝีมือของนักเดี่ยว)
ช่วงนี้จะเสริฟซูชิที่ทำจากปลาสดๆ ที่จับได้ในวันนั้น หรือวัตถุดิบที่หาได้เฉพาะฤดูกาล 
movement 3 จะเสริฟ อานาโกะ โนริมากิคัมเปียว และ ทามาโกะยากิ

Maguro (ปลาทูน่า)
– O-Toro (fatty tuna)
– Chu-toro (medium tuna)
– Akami (lean tuna)
มางุโระแต่ละตัว รสชาติต่างกัน O-toro เป็นส่วนที่จัดว่าธรรมดา
ส่วน Chu-toro, Akami จะมีรสชาติที่ลึกล้ำสุด

HIRAME (Halibut – ปลาตาเดียว)
SUMI-IKA (Squid)
AJI (Horse mackerel)
KOHADA (Gizzard shad – ปลาตะเพียนทะเล)
SABA (Mackerel)
UNI (Sea urchin – ไข่หอยเม่น)
KOBASHIRA (Bay Scallop หอยเชลล์)
IKURA (Salmon Roe – ไข่ปลาแซลมอน)
ANAGO (Salt-water eel – ปลาไหลทะเล)
KANPYO-MAKI (Dried gourd roll – ซูชิไส้(ผัก)ดอง)
TAMAGOYAKI (Grilled egg) / TAMOGO =ไข่หวาน

++ Not a piece of cake… to make a piece of sushi ++

ขอแค่ปาฏิหาริย์

ตอนก่อนนี้ เราอาจจะไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมบางคน บางครอบครัว
ถึงได้ให้คนที่ตัวเองรัก นอนนิ่งๆ อยู่ในโรงพยาบาล
ไม่รู้สึกตัว ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ทานอาหารทางสายยาง
ทำไมต้องยื้อเค้าไว้ ตัวเค้าเองหากเลือกได้ คงไม่อยากอยู่ในสภาพแบบนี้
เป็นเราเอง ก็คงขอเลือกที่จะจากไป ดีกว่าอยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
แม้แต่หายใจเองก็ไม่ได้ ไม่สามารถพูดจา หรือลืมตามองคนที่อยู่รายล้อมรอบเตียง

แต่เมื่อมีคุณยายอันเป็นที่รัก ประสบชะตาชีวิตแบบนี้โดยไม่ทันตั้งตัว
ณ วันนี้ เราเข้าใจแล้วว่า ไม่ใช่ว่าทุกคนอยากให้เค้าทรมาน ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้เค้าสบาย
แต่หากรู้ว่า คนที่เรารักกำลังอยู่ในรอยต่อระหว่างการมีชีวิต
และการจากไปอย่างไม่มีวันกลับแล้ว
การได้มีคนที่เรารักอยู่ใกล้ เป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากยิ่ง
ทุกๆ การรักษา คือ ความคาดหวัง
ทุกๆ คำวินิจฉัยของทีมแพทย์ คือ กำลังใจให้สู้กันต่อไป
ด้วยความหวังที่ว่า เดี๋ยวคุณยายก็จะดีขึ้น
คำว่า เดี๋ยว ก็คือระยะเวลา ซึ่งตอบไม่ได้ว่าขอบเขตจะยาวนานแค่ไหน
ทุกๆ ครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง มือที่บีบตอบ ตาที่กระพริบ รอยยิ้มมุมปาก การพยักหน้า
เสมือนเป็นพัฒนาการที่ยิ่งใหญ่ และเป็นการต่อความหวังให้กับทุกคน
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าคุณหมอจะให้ใส่เครื่องอะไร จะต้องตรวจรักษาแบบไหน
ทุกคนจึงพร้อมที่จะยินยอม ทั้งๆ ที่รู้ว่า การใส่เครื่องต่างๆ เข้าไปในร่างกาย
หรือการย้ายคุณยายไปตรวจเช็คต่างสถานที่ อาจจะทำให้ร่างกายคุณยายเจ็บปวด
เราไม่ได้ชอบเห็นคุณยายเจ็บปวด ทุกๆ ครั้งที่ต้องเห็น หรือรับรู้ในการทำการรักษา
หยดน้ำตา ความเครียด ความบีบคั้นทางอารมณ์ ก็เกิดกับลูกๆ หลานๆ ทุกคนเช่นกัน
เพียงหวังว่า น่าจะมีความคืบหน้าของอาการในทางที่ดีขึ้น ให้ชื่นใจบ้างแม้จะเพียงเล็กน้อย

ตั้งแต่ ปลายกรกฎาคม ๒๕๕๕ จวบจนถึง ณ วันนี้
ในทุกๆ คืน คือ การสวดขอปาฏิหาริย์
ปาฏิหาริย์  ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น ผู้ป่วยบางคน ก็สามารถกลับมารู้สึกตัวอีกได้
เราก็ได้แต่หวังว่า ครอบครัวของเราจะโชคดีพอที่จะได้มีเรื่องราวแบบนั้น

บางทีอาจมีคำถามที่ว่า พวกเราเห็นแก่ตัวหรือไม่ ที่ยังอยากจะหาทุกหนทางยื้อเอาไว้
เพียงเพื่อจะได้ต่อลมหายใจให้คนที่เรารักอยู่กับเราต่อไป
แต่การที่ได้ไปจับมือ กอด หอม หรือพูดคุยกับคุณยาย ที่โรงพยาบาล
ก็คงดีกว่าการได้พูดกับรูปถ่าย หรือการคิดถึงผ่านความทรงจำเป็นแน่
เนื่องจากคุณยายไม่สามารถบอกสื่อสารความต้องการที่แท้จริง กับพวกเราได้
ว่าคุณยายเลือกที่จะสู้กับพวกเราต่อไป ให้พวกเราได้ดูแลอยู่ข้างๆ เตียง
หรืออยากที่จะพักผ่อนนิรันดร์ ขอมองดูพวกเราจากบนฟ้า
เราจึงได้แต่คิดว่า นี่คือทางที่ดีที่สุดที่พวกเราจะให้กับท่านได้
ไม่ว่าสุดท้ายผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบอันเป็นธรรมชาติของสรรพชีวิต
หรือในรูปแบบของปาฏิหาริย์ที่เรากำลังรอคอยอยู่ก็ตาม

จนถึงทุกวันนี้ แม้เราจะรู้ว่า เราได้ทำให้เค้าได้ดีที่สุดแล้ว
แต่เอาเข้าจริงๆ เรากลับรู้สึกว่า สิ่งที่เราทำให้มันช่างน้อยเหลือเกิน
ต่อให้คุณยายมีอายุต่อไปอีก 100 ปี เราก็จะอยากทำอะไรๆ ให้อีกไม่มีจบ ไม่มีสิ้น
มันไม่เคยมากพอเลยจริงๆ

เราเชื่อว่าทุกคนคงได้ยินเรื่องราวของความสูญเสีย
การสอนให้ตระหนักถึงคุณค่าของการได้มีเวลาอยู่ร่วมกัน
เรามั่นใจว่า หากทุกคนรู้ว่า คนรอบข้างจะจากไปวันใด
เค้าคงวางแผนที่จะทำอะไรๆ ให้ ได้อย่างใจคิด ครบถ้วน
แต่เนื่องจาก เราไม่เคยรู้เลยว่า ครั้งสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่
พาลคิดว่าเวลาอยู่ด้วยกันจะมีเรื่อยๆ จะทำมันเมื่อไหร่ก็ได้
แล้วความสูญเสีย มักจะมาในช่วงเวลาที่เราไม่คาดคิดเสมอ
และชีวิตมันก็เป็นเช่นนั้นจริง

การมีประสบการณ์ที่ไม่น่ารื่นรมย์
บางครั้งก็ทำให้เราเรียนรู้คุณค่าของชีวิต และสิ่งที่เรามีอยู่มากขึ้น

ขอให้คนที่รักของทุกคน จงมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย
หากป่วยขึ้นมาจริงๆ ก็ขอให้อยู่ในฐานะที่เลือกทางชีวิตของตนเองได้

และท้ายสุดขอให้คุณยายเราสามารถสร้างปาฏิหาริย์ให้พวกเราได้เห็นด้วยเถิด