Japan! in no plan.

JAPAN : 2 กย – 6 กย 2555

การไปเหยียบประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งที่สองในชีวิต ผิดจากหนแรก อย่างสิ้นเชิง
แตกต่างตั้งแต่วัตถุประสงค์ในการไป ครั้งนี้ ไม่ใช่ไปเที่ยว แต่ไปเรื่องงาน

ปกติจะเป็นคนไม่บันทึกเรื่องงานลงในพื้นที่ส่วนตัว
แต่ด้วยบางเหตุการณ์ จึงอยากบันทึกไว้ จะได้ไม่ลืมนะเออ

อาทิตย์ 2 กย 
ต้องไปเจอนายญี่ปุ่นที่เค้าเตอร์เช็คอิน TG ตอน 6.30 น เช้าตรู่
เหมือนเคย พ่อ แม่ พี่ชาย แฟนพี่ ก็ไปส่ง ตามระเบียบ
เช็คอินไป ตามปกติ หลังเข้าไปแล้ว หน้าที่เรา ต้องไปเอาของที่ซื้อจาก king power duty free
ตอนซื้อไม่ได้คิด แต่ตอนรับของ รู้สึกว่า เย้ย! เยอะมากค่ะ! 555
หอบหิ้ว หนักกันไป ตั้งแต่ เครื่องยังไม่ออก เอาของที่หนักๆ เลยนะ คือ น้ำหอมประมาณสิบขวด
ของแม่ ของเรา ของน้า จัดไป เอาให้ฟุ้งทั้งซอย
ยังไม่รวม Loccitane, Nar, Mac, Laneige อีกนิดหน่อย

ขึ้นเครื่องไปปกติ หลับบ้าง เปิดทีวีดูบ้าง เดินไปส้วมให้คนข้างๆ รำคาญบ้างเรื่อยเปื่อย
จนครบ 6 ชั่วโมง แห่งการเดินทางบนฟ้า
พอเครื่องใกล้ถึง เค้าให้ใบขาเข้า ต.ม. มาให้กรอก
ตื่นเลย ณ จุดนี้ เพราะ มันมีให้ติ๊ก ว่าของที่นำเข้าประเทศมีอะไรๆ บ้าง ที่ต้องสำแดง
ข้อนึงในนั้น คือ perfume from duty free
ระบุว่า ไม่อนุญาติให้นำเข้าเกิน 2 ออนซ์ (ยกเว้น cabin crew)
คำถามในใจตอนนั้น คือ แล้ว 2 ออนซ์ นี่มันขนาดไหนหล่ะนั่น???
แล้วให้แจกแจงราคาตลาด ต่อขวดด้วย ถ้าเกินกำหนด ก็โดนปรับภาษีอีกต่างหาก

อืม… ตอนซื้อที่ คิงพาวเว่อร์ ถามพนักงานว่า เอาน้ำหอมขึ้นเครื่องบินได้เท่าไหร่
พนง.บอกว่า ถ้าไม่ transit เท่าไหร่ก็ได้ค่ะ ทำไมไม่บอกเรานิดนึง ว่า ขนขึ้นเครื่องเท่าไหร่ก็ได้
แต่เอาเข้าประเทศได้แค่ 2 ออนซ์ หล่ะจ๊ะ

ณ จุดนี้ มูลค่ารวมน้ำหอมที่อยู่ในกระเป๋าเรา มูลค่าเฉียด 3 หมื่นบาทไทย
ให้เอาทิ้งก็เสียดาย หรือจะเปิดราดตัวให้หมด อย่างน้อยยังได้กลิ่นกลับมาฝากแม่ ฝากน้า
คิดไป คิดมา เข้าข้างตัวเองว่า 2 ออนซ์ มันคง ครอบคลุม 10 ขวด แล้วกัน
สรุป เราเลย ไม่ declare ลงไปในใบนั้น หลังจากคำนวนเองแล้ว ว่าน่าจะโอเค

ถึงบุญจะน้อย แต่กรรมยังตามมาไม่ทัน
พอเอากระเป๋าจากสายพานแล้ว ก็เดินๆ ตามนายญี่ปุ่นไป
พอด่านสุดท้าย ที่เป็นตรวจกระเป๋า เค้าก็ ถามว่า มาด้วยกันหรอ
นายก็บอกไป ว่ามาด้วยกัน เป็น business ของ Asahi Kasei มาเทรนงานไรๆ
เราก็มองหน้า ตีหน้าซื่อ และยิ้มหวานๆ แบบสยามเมืองยิ้ม โคนิจิว่ะ โคนิจิว่ะ ไป
เค้าก็ Hai! Hai! เชิญครับๆ ไม่ต้องตรวจของในกระเป๋า
ผ่านไปได้ เฮ้ออออ คราวหน้าไม่เอาแล้วนะ ลุ้นเกิ๊น

ความรู้สึกแรก เมื่อเหยียบ โอซาก้า คือ ร้อน!
ใครไม่เชื่อ ขอให้เชื่อเถิด เราไม่เคยมุสา
ไม่เคยคิดว่า ญี่ปุ่น มีหน้าร้อน ปกติใครไปญี่ปุ่น ถ่ายรูปมาก็จะเห็นเสื้อผ้า layer เยอะ
แต่เราคอนเฟิร์มว่า ณ จุดนั้น ร้อน และ humid กว่าเมืองไทย!!

เช็คอินเข้าโรงแรม ชื่อ APA อยู่แถว Higobashi
ห้องเล็กได้ใจมากค่า พอลากกระเป๋าเข้าไปแล้ว ไม่มีที่จะเดิน
ต้องเอากระเป๋าไปวางบนเตียง แทน อ้าว แล้วเราจะนอนตรงไหนหล่ะนั่น
กระเป๋านอนเต็มเตียงไปแล้ว 555
โรงแรมนี้เป็นแบบ นักธุรกิจมาพัก คือ ถึงแม้จะเล็ก แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง
ชุดนอน สายแลนอินเตอร์เนท หวี สบู่ แชมพู ครีมนวด (tsubaki shiseido เชียวนะจ๊ะ)
แต่เราไม่ได้ใช้ เพราะซื้อ แชมพู+ครีมนวด loccitane จาก คิงพาวเวอร์มาแล้ว
ใช้ๆ ไปให้หมด จะได้เบาๆ กระเป๋าขากลับบ้าง

ยังไม่ทันได้พัก ก็ได้เวลา นัดหมายกับนายเก่า ไปดินเนอร์ด้วยกัน
Mizukoshi san, Ayako san ภรรยา และลูกสาวตัวน้อย 9 เดือน Miharu san
พาไปทานดินเนอร์สุดพิเศษ (ที่ไหนไม่รู้) สไตล์อาหารแบบ เกียวโต
อร่อย ดูผู้ดี และได้ข่าวว่าแพงมาก เป็นอาหารต้อนรับที่สมฐานะ (มิซซี่) มากที่เดียว
อาหารสไตล์เกียวโต คือ จะเน้นเต้าหู้ เต้าหู้เค้ามันอร่อยติดลิ้น ติดใจ ลืมเต้าหู้เมืองไทยไปแว๊บนึง
นอกจากเต้าหู้ ก็มีปลาดิบ (ของโปรด) แล้วก็อะไรอีกมากมาย ของคาว ของหวาน
จำได้ว่า ของหวาน เราสั่ง พลัมเจลลี่ บ๊วยญี่ปุ่น หอมหวานอมเปรี้ยม อร่อยกว่าบ๊วยไทยแหะ
อิ่ม และแฮปปี้ มากค่ะ มิซซี่ขา!
เราขอตอบแทนน้ำใจด้วย stamp Doraemon limited edition box set แก่มิซซี่
กระเป๋าใส่เหรียญ จิมทอมป์สัน แก่ภรรยา และตุ๊กตาหมี forever friend แก่น้องมิฮารุน้อย

หลังจากนั้น นายใหม่ ขอแยกตัวไปหาภรรยา
ครอบครัว Mizukoshi ก็พาเราไปดื่มด่ำบรรยากาศโอซาก้ายามราตรี
ที่ Floating Garden Observatory @ Shin Uemura
เป็นตึกสูง 173 เมตร อารมณ์ประมาณแบบ ไบหยก คือขึ้นไปสูงสุด แล้วก็ยืนดูวิวค่ำคืน
ครั้งที่แล้วเราก็ไปที่ตึกนี้ แต่ไม่ได้ขึ้นไป เพราะค่าเข้าแพง
สิ่งก่อสร้างที่เด่นของที่นี่ คือ บันไดเลื่อน ยาว สูง โล่ง พาดกลางตัวตึก
งดงาม มากมาย (แต่ ณ จุดนี้ น้อง Miharu หลับปุ๋ยคาอกคุณแม่ ไปเรียบร้อย)
มองเห็นเกือบทั้งโอซาก้า นายก็ชี้ให้ดูว่า ตรงนั้น ตรงนี้ คืออะไร
ดูเสร็จ ก็ลงมาเสี่ยงทาย เค้าก็แปลคำทำนายให้ ไรๆ
เราก็บอกว่า ถ้าคำทำนายไม่เป็นจริง จะกลับมาเคลม เอาเงินคืน 5555
แล้วก็เอาใบเสี่ยงทาย ผูกเอาไว้ ตรงผนัง ตามที่ มิซซี่ บอก

สังเกตุได้ว่า รถที่ มิซซี่ ขับ มี GPS เนวิเกเตอร์ ที่ทันสมัยมาก
มีดีเทล ละเอียดยิบ ชื่อถนน ชื่อตึก และรูปของตึก ก็เหมือนของจริงทีเดียว
สีสัน น่ารักด้วย เค้าบอก ส่วนใหญ่รถเกือบทุกคันก็มีแบบนี้

ภรรยาเค้าน่ารักนะ ถึงจะคุยกันไม่ค่อยได้มาก เพราะเค้าพูดอังกฤษได้นิดหน่อย
เราพูดญี่ปุ่นไม่ได้เลย 555 ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค เพลิดเพลินดี
แล้วคืนแรกก็จบลง ไปได้ด้วยดี
ดีทุกที่ ถ้ามีเธอ มิซซี่ ไอ มิส ยู!

จันทร์ 3 กย
ตื่นแต่เช้า เช็คเอ้าท์ แยกกระเป๋าเล็กๆ ไว้ใบ เพราะต้องไปนอนอีกที่นึง
หิ้วโน๊ตบุ๊ค กระเป๋าใบย่อย กระเป๋าสะพาย มุ่งหน้าไปโรงงานที่ Moriyama
เดินเยอะมาก แล้วก็ไปยืนรอรถไฟ ซึ่งเป็นช่วงคนออกทำงาน คนเยอะมาก
และที่โดดเด่นที่สุด คือ ร้อนมาก!
ขนาดใส่ AIRism (เสื้อทับติดแอร์) ของ Uniqlo ก็ยังไม่ได้ช่วยอะไร

ใช้เวลานั่งรถไฟ ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วก็ต่อ แท๊กซี่
ถึงโรงงาน ก็เปลี่ยนรองเท้า ใส่หมวก ใส่ earplug เข้าดูโรงงาน ไรๆ
เหงื่อหยดตลอดทาง ตอกย้ำความร้อนทะลุจุดเดือด 555
ตอนเที่ยง กินข้าวโรงอาหาร สะอาดเว่อร์ เป็นระเบียบเกิ๊น
ตอนกินเสร็จ ต้องเอาจาน ชาม ช้อน ตะเกียบ ไปแยกประเภท
แล้วเทเศษอาหารทิ้ง เอาชามผ่านน้ำ เหมือนล้างคร่าวๆ ก่อนคืนด้วย

ที่โรงงาน เราสังเกตได้ว่า สะอาดมาก และห่วงใยสิ่งแวดล้อม
เพราะน้ำเสียออกมาจากโรงงาน จะได้รับการบำบัดทันที
ปล่อยลงท่อ รอบๆ โรงงาน ซึ่งจะมีปลาอยู่ เค้าจะโชว์ว่า
น้ำได้รับการบำบัดอย่างสะอาดจนปลาเวียนว่ายไปมาได้ คิดดูดิ
นอกจากสะอาดแล้ว ต้นไม้ก็เยอะ และเรื่องเซฟตี้ก็มากทีเดียว
เค้ามีการตีเส้นถนนคนเดิน ทางเดินจักรยาน และรถ แยกจากกันชัดเจน
มีป้ายบอกว่า ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ ระหว่างทางเดิน ด้วย

ช่วงบ่าย ไปดู SSG (Seni Sentan Gijyutsu = Fiber / New / Technology)
เป็นตึก R&D ทันสมัย เทคโนโลยีจ๋ามาก
สิ่งนึงที่เราสังเกตเห็น ทุกคนทำเป็นนิสัย คือ ก่อนเปิดประตูห้องไหนก็ตาม จะต้องเคาะประตูก่อน
คิดว่า คงเป็นการเตือน หากมีคนเดินผ่าน จะได้ไม่โดนประตูกระแทกหน้า ประมาณนั้น
ก็ตื่นตาตื่นใจกันไป กับห้องแลบ เครื่องทดลองไรๆ
จากสารพัดเครื่องทดลอง ห้องเทส อันที่เราว่าเจ๋งสุดคือ ห้องควบคุมอุณหภูมิ
เค้าจะสร้างสถานการณ์ให้ห้องนี้ เป็นหน้าร้อน หน้าฝน หน้าลมแรง มีลู่วิ่งให้วิ่ง
แล้วให้คน หรือ หุ่น ใส่เสื้อผ้าที่พัฒนาขึ้นมา ไปทดสอบ ดูกว่า ผลลัพธ์ที่ได้ โอเคไหม
เนื้อผ้าดังกล่าง สวมใส่สบายภายในอุณหภูมินั้นๆ หรือไม่ แต่ประการใด
Sugoi Desu!

ต่อด้วย Lecture จาก 2 ญี่ปุ่น เกี่ยวกับ 2 products ตัวใหม่
เค้าพูดญี่ปุ่น แล้วนายเราก็แปลเป็นอังกฤษให้ฟัง
ถ้าสงสัยอะไร เราก็ถามภาษาอังกฤษ+ไทย แล้วนายก็ถามเค้าต่อเป็นญี่ปุ่น
อืม 3 ภาษาดีแท้
เราว่า ทำงานที่นี่ น่าจะดีนะ เหมือนต้องคิด creative ตลอดเวลา
ตามสโลแกนของบริษัทเราที่ว่า
Creating for Tomorrow! และ Yesterday it was impossible!

product ที่เราไปเรียน ตัวแรก (lecture by Ooya san)
เพิ่งมีวางขายในญี่ปุ่น ของบริษัท Train ชื่อว่า IQ Heat
ผ้าชนิดนี้บริษัทเราได้จดสิทธิบัตรในญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว
เป็นผ้าที่ใส่แล้ว ยิ่งขยับ ยิ่งอุ่น เหมาะกับพวก warm up, sports, hiking
หรือ hoisery, leggging, stocking เพราะหน้าหนาว คนญี่ปุ่น ยิ่งเดิน ยิ่งอุ่น
ตัวที่สอง (lecture by Akita san) เป็นผ้าที่มีความยืดหยุ่นรอบทิศทาง
เน้นในเรื่องชุดกีฬา ใส่แล้วเคลื่อนไหวสะดวก และกล้ามเนื้อไม่เมื่อยล้า
ช่วยเรื่อง blood pressure & O2 จะวางจำหน่าย ในญี่ปุ่นเดือนหน้า

ตอนเรียนๆ อยู่ เค้ามีซ้อมแผ่นดินไหวด้วย
สมมติว่าแผ่นดินไหว แล้วก็มีสัญญาณ มีเสียงตามสาย นับถอยหลัง
คือ ให้อยู่กับที่ก่อน จนกว่า after shock จะจบลง ถึงออกไปรวมพลกันข้างนอก
เค้าบอกว่า ตึกนี้ ทนทานต่อแผ่นดินไหว ไม่ต้องกลัว
เราก็ถามว่า ถ้างั้น ทำไมต้องออกไป ก็นั่งทำงานต่อสิ
เค้าบอก ไม่ได้ ต้องออกไปนับจำนวนคน ให้ครบ แล้วค่อยกลับมาทำงานต่อ
ก็ออกไปรวมพล ขานชื่อกัน หน้าตึก แล้วก็กลับขึ้นมาต่อ

ตอนเย็น มีกินข้าวกับ Morishita san คนญี่ปุ่นที่เคยอยู่ที่โรงงานที่ชลบุรี
ตอนนี้กลับไปอยู่โรงงานที่ญี่ปุ่นแล้ว และเป็นผู้พาทัวร์โรงงานช่วงเช้า
เค้าพาไปกินปิ้งย่าง ที่เค้าปิ้งออกมาจากครัวแล้ว
คล้ายๆ ร้าน tensho yakitori ที่ สยามดิจิตอลเกทเวย์
ที่นี่เราได้ลองกิน umeshu (plum wine) ด้วย คือ เหล้าบ๊วยนั่นเอง อร่อย ไม่เมา
เค้าสั่งมะเขือเทศญี่ปุ่นมาให้ลองกินสดๆ ด้วย
ลูกใหญ่ หวาน ฉ่ำ มาก นี่ถ้ามีครีมชีสโป๊ะข้างบนนะ อั้ยย่ะ! เริ่ดได้อีก
วันนี้อาหารดีมากนะ เราชอบ จริงๆ เราก็ชอบทั้งนั้นแหล่ะ อาหารญี่ปุ่นอ่ะ กินได้ทุกอย่าง
นั่งกินไป ฟังเค้าคุยภาษาญี่ปุ่นกันไปเพลินๆ บางทีก็คุยภาษาอังกฤษกันบ้างเรื่อยเปื่อย
แล้วก็คืนนี้ฝนตกหนักมากๆ
เอาเข้าไป กลางวันร้อนก็จัด กลางคืนฝนก็หนัก มาได้ถูกฤดูจริงๆ

โรงแรมที่นี่ ห้องค่อยกว้างหน่อย มีที่เดินบ้างไรบ้าง
แต่ห้องอาบน้ำ กับห้องส้วมแยกกันคนละห้อง คือ จะอาบๆ อยู่แล้วปวดอึ นี่ไม่ได้เลยนะ

โรงแรมทั้งสองที่ที่เราอยู่นะ ป้ายทุกอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่น รีโมทแอร์เป็นภาษาญี่ปุ่น
กดอยู่นานมาก ทุกปุ่ม กว่าจะปรับได้ เพราะมันเป็นได้ทั้งแอร์ ทั้งฮีทเตอร์
เหมือนเค้าแปะไรๆ ไว้ให้อ่าน ตามผนัง แขวนไว้ที่ก๊อก คำเตือน หรืออะไรไม่รู้
อ่านอะไรไม่ออกเลย ก็ใช้ๆ ไป เค้าอาจจะบอกว่า ก๊อกเสียระวังไฟรั่ว แต่เราก็รอดมาแล้ว

อังคาร 4 กย
กลับไป SSG ที่เดิม เพราะยังต้องเรียนเรื่อง Knitting Machine ต่อ
ช่วงเช้า Circular knitting (Yoshida san) ช่วงบ่าย Warp knitting (Minari san)
ช่วงบ่าย Minari san เค้าพูดภาษาอังกฤษได้ ก็โอเคนะ นายบอกว่าดีใจจะได้พักปากบ้าง
ที่นี่ เค้ามีเครื่องจักรทุกประเภท ทำให้เราได้เห็นภาพของจริง ก็เข้าใจได้มากกว่าเดิม
ก็ได้ความรู้ ไปอย่างมึนงง เยอะมากจริงๆ ไม่ได้ขยับรอยหยักในสมองมานานแล้ว เพลียสมองเลย

เรียบร้อย ตอนเย็น นั่งแท๊กซี่ ไปต่อรถไฟ ต่อแท๊กซี่ กลับไปโอซาก้า เช็คอินเข้าโรงแรมเดิม
วันนี้ นายญี่ปุ่นกับภรรยา พาไปกิน โอโคโนมิยากิ
เค้าบอกว่า เป็นอาหารขึ้นชื่อของโอซาก้า ก็โอเคนะ อร่อยดี เหมือนเลี่ยนน้อยกว่าเมืองไทย
เราก็เลี้ยงนาย ตอบแทนที่อุตส่าห์เหนื่อยแปลให้มาสองวันแล้ว
แล้วก็พาไปเล่นตู้คีบตุ๊กตา ตุ๊กตาวันพีซ นะเออ ของที่โน่นเค้าดูดีมาก
หมดเงินไปหลายพันเยน ไม่ได้อะไร
แต่ญี่ปุ่นคีบได้ ชอปเปอร์ในร่างแฟร้งกี้ กับชอปปเปอร์ในร่างลูฟี่
เค้าเอาไปตัวนึง ส่วนเราเอาไปให้น้องตั๊กตัวนึง ของตัวเองไม่มี
เพราะอยากได้ทุกแบบ แต่ไม่มีเวลามายืนคีบแระ
ดึกแล้ว กลับ โรงแรมนอนได้

พุธ 5 กย
วันนี้ฟรีสไตล์ ญี่ปุ่นถามว่าอยากไปเที่ยวไหน เราถามกลับว่า โอซาก้ามีไรให้เที่ยว
เค้าตอบว่า ไม่รู้เพราะไม่ค่อยได้เที่ยว
เราเลยบอกงั้นไปโตเกียวแล้วกัน มีที่ไหนแนะนำอีกบ้าง
เค้าบอก ไม่รู้เพราะไม่เคยไป -_-” เราหล่ะเซ็งนายคนนี้จริงๆ
เลยบอกว่า โอเค งั้นไป path of philosophy กับ เรียวอันจิ แล้วกัน
เพราะ เราไม่เคยไปถนนแห่งปรัชญา แต่เรียวอันจิ เคยไปแล้ว และก็อยากไปอีก
ก็เลยโอเค ไปกัน นั่งรถไฟไป ต่อแท๊กซี่

เออ ลืมเล่า แท๊กซี่ที่ญี่ปุ่น นอกจากจะมีกล้องวงจรปิด และแผงกั้นป้องกันผู้โดยสารจะทำอะไรคนขับ
แล้ว ประตูเค้าอัตโนมัตินะจ๊ะ เปิดเอง ปิดเอง
เราก็ชอบเผลอ ไปดึงประตูปิด ญี่ปุ่นบอกว่า คนขับเค้าโกรธนะ ต้องให้คนขับปิดเอง
อืม คนญี่ปุ่นนี่ จะขี้เกียจไปไหนเนอะ ประตูรถยังปิดเองไม่ได้

แล้วก็มาถึง path of philosophy อืม ร้อนมาก บ้านเรือนยังปิดอยู่ เป็นทางเดินร้าง
จริงๆ สองข้างทาง มันเป็นต้นซากุระ ถ้ามาถูกฤดู จะงดงามมาก
เดินไป ก็จะสงบนิ่ง ตกผลึก เป็นนักปราชญ์กันไป
แต่มาฤดูนี้ เหงื่อตกกันแทน แล้วร้านแฮนเมด ก็ไม่ค่อยเปิด
คงเพราะไม่ค่อยมีคนมาหรือไม่ก็ยังไม่ถึงเวลา
เดินไปจนสุดสาย รู้สึกไม่เหมือนนักปราชญ์ กลายเป็นนักปาด (เหงื่อ) แทน

ต่อไปที่ วัดเรียวอันจิ สวนนับหิน แห่งการซาโตริ อันลือชื่อ
ครั้งที่สองที่มาเหยียบ นับหินไม่ถูกเลย เพราะร้อน ไม่มีสมาธิ
เดินไปเดินมา ก็พอแระ หมดเวลา
เพราะต้องกลับไปโอซาก้า เนื่องจากนายญี่ปุ่นต้องไปเข้าออฟฟิตรายงานตัว
แต่เราไม่ต้องก็เลยได้นอนพักตากแอร์ให้เหงื่อแห้งในโรงแรมแป๊ปนึง

เป็นการเที่ยวที่ dead air เยอะมาก ไปเที่ยวกับนาย ไม่เหมือนไปกับเพื่อนนะ
ยิ่งอากาศร้อนๆ ด้วย แต่ก็ต้องไป เพราะตามตารางต้องพาเที่ยวด้วย
ประมาณนั้น เที่ยวให้จบๆ ไป ทั้งเราทั้งเค้า 555

ก็ถึงเวลาเย็นต้องไปกินข้าวกับคนที่ออฟฟิต
Nishisawa san, Kondo san, Ishida san แล้วก็เรา กับ ชิโนเฮ
เค้าเลือกร้านอาหารเวียดนาม
เพราะเค้าเห็นเรามาจากไทย แล้วก็คิดว่า กินอาหารญี่ปุ่นไม่เป็น ประมาณนั้น
แต่ก็กินๆ ไป ก็พอกินได้ มันไม่เชิงเวียดนามนะ เหมือนจีนๆ ไทยๆ ปนๆ
จำได้ว่าผักชีแพงมาก เพราะ Kondo san สั่งเพิ่ม
ถ้วยนึงเล็กๆ เค้าคิดเงิน ตกประมาณ ร้อยกว่าบาทไทยนะ
เราบอก คราวหน้า เราเอาต้นผักชีมาให้ปลูกแล้วกันนะ
กินๆ คุยๆ ก็จบ เดินกลับโรงแรมนอน
(เดินเอาฟังเหมือนใกล้ แต่ไม่ใกล้เล้ย แต่คนญี่ปุ่นเค้าก็นิยมเดินกัน)
Kondo san น่ารักมาก นิสัย nice สุดๆ แอร๊ย!

พฤหัส 6 กย
วันนี้มาออฟฟิตในโอซาก้า
(เราลุยคนเดียวที่โอซาก้า เพราะนายต้องไปทำธุระที่อื่น และยังไม่กลับเมืองไทย
แต่คนที่นี่พูดภาษาอังกฤษได้ ดีมาก จึงไม่ต้องการคนแปล)
ตึกออฟฟิตหรูจริง อะไรจริง แต่ที่ไม่หรู คือ อากาศ
อุณหภูมิข้างในตึก กับด้านนอกไม่ต่างกันมาก
เพราะเครื่องปรับอากาศจะได้ไม่ทำงานหนัก ลดโลกร้อนไรงี้
คนญี่ปุ่น เข้าลิฟท์ปุ๊ป ก็ควักพัดออกมาพัดๆๆ กัน
เราให้ 3 คำ คือ… มัน! ร้อน! มาก!

ช่วงเช้าก็ศึกษางานของ Sugiyama san ซึ่งเค้าเป็น Marketing+Designer
งานเค้า Cool มาก man! อยากทำแบบนั้นบ้างเลย (คิดไว้ในใจก่อน ไว้เอามาปรับกับงานตัวเอง)
ช่วงบ่าย เราก็พรีเซนต์งานเรานิดหน่อย แล้วก็ฟัง Global market ของบริษัทไรๆ
เป็นการ discuss ที่สนุก และมี energy ในห้องประชุมมากนะ เรารู้สึกได้
ส่วนนึกอาจจะเพราะเราเป็น Kondo san FC เค้าพูดอะไรก็น่าฟังไปหม๊ด 555!

ตกเย็น Ishida san พาไปดูตลาด innerwear แล้วก็พาซื้อของ
ของที่พี่ๆ ออฟฟิตฝากซื้อในร้าน 100 เยน ซึ่งที่โอซาก้าหายากมาก แต่เค้าก็หาจนเจอ
และภาระกิจในร้านขายยา
ก่อนไปชอปปิ้งต้องเอากระเป๋าใบใหญ่ของเราไปหยอดเหรียญฝากล็อกเกอร์ไว้ก่อน
แล้วก็เริ่มการเดินๆๆๆๆ อย่างรีบเร่ง ได้ครบบ้าง ไม่ครบบ้าง เพราะเวลามีแค่นั้น
วิ่งจริงๆ ออกจากร้านนึง วิ่งไปอีกร้านนึง แต่ก็ไม่ลืม วิ่งหาซื้อชากลับมาฝากแม่
อิชิดะซัง บอกว่า ชาที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น คือ ชาที่ปลูกใน Shizuoka Prefecture
ก็ได้กลับไป โชคดีจริงๆ ไม่งั้นเราคงซื้อชามั่วๆ ซั่วๆ
แต่ครั้งที่แล้วก็ซื้อมั่วๆ ซั่วๆ แม่ก็ยังบอกว่าอร่อยนะ อิอิอิ

มื้อค่ำอำลาญี่ปุ่นของเรามื้อนี้ เค้านัดเพื่อนๆ มากินข้าวด้วย
สืบเนื่องจาก ชิโนเฮซัง ไปประกาศกลางโต๊ะอาหารว่า
เราอยากได้สามีญี่ปุ่น เพราะเราขี้เกียจทำงานแล้ว อิชิดะซัง สนองคำขอทันใด
บอกว่าเค้ามีเพื่อนผู้ชายหลากหลาย จะจัดให้
แล้วเย็นนี้ เธอจัดมา 4 นาย เอสซัง ทาคุมิซัง จุงซัง แล้วก็อีกคนจำชื่อไม่ได้
เรารู้สึกว่า สนุกมากนะ เฮฮา ขำๆ ไม่ได้จะเน้นว่าต้องจับแต่งงานไรๆ
เป็นมื้อที่ โปกฮามาก  สอนภาษาไทย สอนภาษาญี่ปุ่น สอนภาษาอังกฤษ กันมั่วซั่ว
มีการแกล้งกัน ให้กินวาซาบิทั้งก้อน เอาวาซาบิป้ายใต้ตา แบบทาอายครีม
เราก็จับป้ายๆ ไป แต่ไม่ขอเป็นคนโดนแกล้งนะ
ร้านนี้ลงไปใต้ดิน น่ารักมาก บรรยากาศดี อาหารอร่อย โต๊ะเรามีแต่เสียงหัวเราะ

กินได้ซักพักก็ได้เวลา ก็ต้องซาโยนาระ ต้องรีบไปขึ้นรถบัส 21.18 pm แล้ว
หนุ่มทาคุมิซัง ผู้โชคร้าย โดน อิชิดะ ซัง บอกให้มาช่วยลากกระเป๋าให้เรา
ลากไปวิ่งไป แอบผิดทางด้วย ต้องวิ่งกลับมา
เวลากระชั้นชิดเว่อร์ เหนื่อยมาก จะตกรถเอาได้ รถที่ญี่ปุ่นนี่ ยิ่งตรงเวลาอยู่ด้วย
นี่ขนาดเราวิ่งตัวเปล่ายังเหนื่อย แล้วทาคุมิซัง ต้องลากกระเป๋าใบหนักของเราวิ่งด้วย
เค้าอาจลากไป ด่าไปเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่เราก็แปลไม่ออกนะ ช่วยไม่ได้

โอเคในที่สุดก็มาทันเวลาพอดีมาก
ซื้อตั๋ว รับบัตรฝากกระเป๋าไว้ใต้รถ ขึ้นนั่ง โบกมือลา อิชิดะซัง กับ ทาคุมิซัง
รถเคลื่อนตัวออกไปช้าๆ นั่งอยู่บนรถบัส คนเดียว เดินทางไปแอร์พอร์ต
เป็นวันที่ทำอะไรหลายๆ อย่างรีบเร่งเหลือเกิน
นั่งไปซัก 1 ชม ก็ถึงคันไซแอร์พอร์ต ลากกระเป๋าเข้าไปคนเดียววังเวงดีแท้
ไฟล์ทเราออก 00.30 น.
นึกถึงตอน 2 ปีที่แล้ว เราก็มาขึ้นเครื่องกลับที่นี่ คันไซกลางคืนเงียบเหงานะ
ร้านรวงปิดหมด จบกัน จะหาขนมของฝากที่ไหนไปให้เพื่อนๆ หล่ะนั่น
มีร้านกาแฟร้านเดียวเปิดอยู่ แต่ของก็ไม่ค่อยมีอะไร
มีคิทแคทชาเขียวเหลืออยู่กล่องนึง ก็กำลังนับเหรียญจะซื้ออยู่
แต่พอเงยหน้าขึ้นมา ก็หายไปแระโดนฉกไป แอร๊ย! งอน ไม่ซื้อมันแระ ชิส์
นั่งเฉยๆ รอเค้าเรียกขึ้นเครื่องดีกว่า เพลียเหลือเกิน ทั้งกาย และสมอง

ก่อนที่จะเข้ามา ตรงเช็คอิน
ตอนเอากระเป๋าขึ้นชั่ง วัดได้ 19.9 kg โห มองหน้าพนักงาน
ถามเค้าว่า daijobu desuka? เค้ามองหน้าแล้วหัวเราะ บอกว่า daijobu desu
คือ น้ำหนักฉิวเฉียดเว่อร์ๆ เค้าให้ 20 โล มันแพ็กมาได้ หย่อนไป 1 ขีด

เค้าชี้ให้ดูป้ายบนเค้าเตอร์ ห้ามมีพวกไฟแช็กใส่กระเป๋าไปนะ
นายเก่าเรา มิซซี่ เค้าให้ one piece lighter collection มา 1 กล่อง มี 10 อัน
เราก็ตอบว่าไม่มี แต่มโนธรรมแว๊บนึง ก็ถามเค้าว่า ถ้าโหลดไปแล้วจะเป็นยังไง
เค้าบอกว่า มันเสี่ยง อันตราย อาจจะทำให้ explose ได้ ถ้ามีต้องเอาทิ้งนะครับ
อืม มิซซี่ ไอ เลิฟ ยู นะ แต่ ณ จุดนี้ ต้องเลือกระหว่าง
ของแทนน้ำใจจากนายเก่า กับชีวิตของผู้ร่วมโดยสาร
ก็เลย บอกเค้าว่า เราได้เซทไฟแช็กมาเป็นของขวัญ
เค้าบอกว่า ให้เอาออกมา แล้วอนุญาติให้ขึ้นไปบนเครื่องได้แค่ 1 อัน
เราก็ต้องเอากระเป๋ามารื้อ ซึ่งสภาพในกระเป๋านี่ เปิดมาได้อายเลย
ยัดไรๆ ไปแบบ ไร้ระเบียบมาก รื้อกลางแอร์พอร์ต
เค้าก็ตะโกนกัน ระหว่าง พนักงาน กับ ยาม ว่า มีอะไร ก็ได้ยินคร่าวๆ ว่า
Lighterๆ
คงบอก คนไทยคนนี้ วางแผนระเบิดเครื่องบินด้วยไฟแช็ก แต่เปลี่ยนใจ 5555
พอเอาออกมา ก็เดินออกมาหามุมสงบนั่งเงียบๆ กับตัวเอง
ต้องตัดใจเลือก 1 อัน จาก 10 อัน แต่ละอัน ก็แตกต่างกันที่ลายการ์ตูน
สุดท้าย เลือก chopper กลับมาแล้วกัน ที่เหลือ ก็ฝากไว้ในถังใส่ไฟแช็กที่แอร์พอร์ต
กาซิกๆ T.T เสียใจอย่างสุดซึ้ง แต่เพื่อความถูกต้อง และความปลอดภัยของทุกคน
เราจะแกล้งเนียนๆ แบบตอนแอบเอาน้ำหอมเข้าประเทศเค้ามา คงไม่ได้

แล้วญี่ปุ่นครั้งนี้ก็จบลงด้วยดี

ทริปนี้ เป็นทริปที่เตรียมตัวน้อยมาก ไม่มีเวลาทำอะไรทั้งนั้น
เนื่องจาก เป็นช่วงที่ใช้ชีวิตทุกวันอยู่โรงพยาบาลจนดึก ไปให้กำลังใจ เยี่ยมยาย
ไปแบบ พะวงๆ ด้วย เพราะห่วงยาย
พรีเซนต์ก็มีเวลาเตรียมน้อยมาก
dvd 2 แผ่นของบริษัท ที่เค้าให้ดูปูพื้นก่อนไป ก็ดูแบบผ่านๆ
หนังสือ ตำรา ที่เค้าบอกให้อ่าน ก็ไม่ได้อ่าน แต่ก็บอกนายว่า อ่านจบแล้ว -_-”
ไป improvise เอาตัวรอดเอาข้างหน้านะ เรียนมาขนาดนี้แล้ว มันต้องพอมีความฉลาดบ้างแหล่ะ

จัดของล่วงหน้าก่อนไปคืนเดียว ดังนั้น กางเกงขายาวสีดำ ดั๊นหยิบไปตัวเดียว
ใส่มัน 3 วัน ซกมกจริง จัดของได้เก่งมาก ละเอียดรอบคอบจริงๆ -_-”
จะไปซักก็ขี้เกียจ เพราะย้ายโรงแรมไปๆ มาๆ

ของที่ซื้อไปฝากคนญี่ปุ่น พวกขนมไทย ผลไม้แห้งที่ ก็ซื้อคิงพาวเวอร์ เพราะไม่มีเวลาไปเลือกที่อื่น
บางส่วนยังคงกองอยู่ที่บ้าน ขนไปไม่หมด ตอนซื้อไม่ได้คิดถึงไซส์กล่อง
ตอนจัดลงกระเป๋า เอาลงไม่หมด จากที่คิดว่าจะให้คนละ 2 กล่อง ก็เหลือกล่องเดียวแล้วกัน
แต่ โมริชิตะ ซัง ที่อยู่โรงงาน บอกว่า คนญี่ปุ่น ชอบเครื่องเบญจรงค์มากๆ
เอ่อ บอกช้าไปคราวหน้าแล้วกันนะคะ จะขนเบญจรงค์มาให้
แต่คนญี่ปุ่นที่ออฟฟิต ชอบมะม่วงสุก มากๆ เพราะที่ญี่ปุ่นแพงสุดๆ
เอ่อ ต้องลักลอบเอาเข้ามาเลยนะ ไว้คราวหน้าถ้าได้มา จะลอง smuggle มาให้แล้วกัน

เป็นประสบการณ์ในญี่ปุ่นอีกแบบ ที่ไม่น่าลืมเลือน 🙂

Advertisements