Month: June, 2011

แก่งกระจาน ฮากระจาย

ณ วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2011
พวกเรา 10 ชีวิต ได้หิ้วกระเป๋าใบน้อยๆ เดินทางออกจากบ้านตั้งแต่พระอาทิตย์ยังห่มผ้าอยู่
มุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบ เพื่อเป้าหมายที่แห่งนั้น “ณัฐพลรีสอร์ท แก่งกระจาน”
เป็นการเดินทางที่เรียกว่า One day trip แค่ชั่วคราว ไม่ค้างคืน แต่ความประทับใจไม่รู้เลือนตลอดไป

รถ 2 คัน กับ คน 10 คน ล้อหมุน บนเส้น กรุงเทพ-เพชรบุรี แวะพัก ณ จุดแรก เติมพลัง
ที่ร้าน ตุ๊ โภชนา ร้านนี้เค้าว่ากันว่า คนท้องถิ่นชอบมานั่งกิน แต่ถ้าคนจรจากต่างถิ่น จะแวะร้านแม่ล้วน
จัดเต็มโต๊ะ ข้าวเปล่าคนละจาน และกับข้าวพรึ่บ วางจนไม่เห็นโต๊ะเบื้องล่าง เอร็ดอร่อยกันเต็มคราบ
แต่คุณหญิงแบงค์ ไม่ยอมให้กระเพาะเพื่อนๆ ทำงานแค่นั้น ต้องไปต่อไอศครีมดูดๆ
ขับรถไปอีกนิดหน่อย ตามเซนท์ ของแบงค์ วนๆ จอดๆ บ้าง แล้วแต่ เซ้นท์จะพาไป
โผล่มาร้านไอติมกระทิสด อร่อยโฮกกกกก เครื่องเครา กว่า 10 ชนิด ใส่โถเสนอหน้าให้เลือกกิน
ยืนกินมันหน้าร้านนั่นแหล่ะ อร่อยจริง แต่ ไม่ใช่ไอติมดูดๆ นะแบงค์นะ เรียกให้มันดีๆ หน่อย เฮ้อ
ยังไม่จบแค่นั้น พี่ตั้มไปสอยกล้วยปิ้ง อร่อยติดชาร์ทประจำจังหวัด มาให้กินกัน หอมๆ อร่อยๆ
สมกับเป็นกล้วยเมืองเพชรเสียนี่กระไร

เราควรจะพอเรื่องกินได้แล้ว ล้อหมุนต่อไป จุดมุ่งหมายเราคือ ล่องแก่ง หาใช่เปิปพิศดารไม่
ขับมาอีกซัก หนึ่งชั่วโมง ณัฐพลรีสอร์ท มี 2 สาขา เลี้ยวผิดๆ ถูกๆ ตามแต่ GPS ของแบงค์จะนำทาง
GPS รุ่นนี้ ควร defractment บ้างนะ error บ่อยมาก แต่ก็อุตส่าห์พามาถึงที่หมายจนได้ เย้!

อันดับแรก เปลี่ยนชุดนะคะ (มีเราคนเดียว ไม่ต้องเปลี่ยน ชุดพร้อมเปียกมาจากบ้าน 555)
ซึ่งชุดที่แบงค์แนะนำให้ใส่ คือ กางเกงที่ขาดได้ ขาดแล้วไม่เสียดาย ประมาณนั้น
แต่สุดท้าย ก็มีแบงค์ นะ กางเกงขาดอยู่คนเดียว อะไร๊ จะตามแผนการณ์ขนาดนี้
รู้นะหล่อนคิดอะไรอยู่ในใจ เดินโชว์ร่องก้น อาดๆๆ ตลอดทาง แอร๊ย
โอเคร ชุดพร้อม ก็ชักภาพก่อนลงเรือกันนิดหน่อย เพราะคงเอากล้องลงไปเก็บภาพไม่ได้
หากเอาไป คงเป็นวาระสุดท้ายของกล้องนะ คิดว่าคุณหญิงน้ำยังไม่ถึงขั้นพระเวชสันดร ขนาดนั้น

ต่อไป คือ การลงเรือลำเดียวกัน พี่พันท้ายนรสิงห์ ของพวกเรา หน้าตาได้ใจมากค่ะ
ผิวเข้ม หนวดเคราเฟิ้มๆ กำยำ ล่ำสัน ทรงผมเปียเสน่ห์ ถูกใจเจ๊แบงค์ม๊ากกก
ขอเรียกว่า พี่น้ำหวานพันท้าย ผู้ซึ่งดูแลทุกชีวิตบนเรือลำนี้ และไกด์ทัวร์มุกกระจาย 
ก่อนอื่น พี่น้ำหวานพันท้าย จะต้องจัดคิวในการนั่ง ใครควรนั่งตรงไหน อย่างไร
โดยที่ผู้หญิงไปอยู่ห่างๆ ให้พ้นรัศมี เด็กอยู่หน้าสุด และคนที่พี่เค้าหมายตา ก็จะนั่งอยู่ด้านหน้าพี่เค้า
ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนอ่ะ เจ๊แบงค์ นั่นแหล่ะ คิดว่า พี่เค้าเล็งไว้ตั้งแต่บนฝั่งแระ
ไม้พาย แจกให้ สี่อัน ซ้ายขวา ข้างละสอง มือพาย มี กอล์ฟ พัต ยุ้ย และ กิ๊ก กับน้ำ สลับกันพาย
จะเห็นได้ว่า พัต กับ กอล์ฟ พายกัน อย่างขมีขมัน พัตบอก โชคดี บ้านเคยน้ำท่วม 
การจับไม้ จังหวะการจ้วง จึงดูโปรมาก เหมือนผ่านการเทรนด์พายเรือมาจาก อ็อกฟอท แอนด์ เคมบริจ
คุณหญิงน้ำ ก็สนุกกับการพายมาก ถึงแม้ มือจะสั้น ต้องโน้มตัวลงไปมากกว่าคนอื่นนิดหน่อย
แต่ก็หาใช่ปัญหาไม่ หล่อนถือคติ เล็ก สั้น ขยันพาย ว่างั้น
ต่างจาก กิ๊ก กับยุ้ย มือถือพาย เอาไว้ราน้ำ ซะส่วนใหญ่

พอเรือออก ก็พี่น้ำหวาน ก็เริ่มปล่อยมุก ไหว้ครู -_-”
ตามมาด้วยการยิงมุข สาดเสีย เทเสีย อย่างไม่มีคำว่าเสียดาย 
ยิงๆ ไป ฮาบ้าง ไม่ฮาบ้าง โดนขัดบ้าง โดนเบรคบ้าง หลังๆ เพื่อนบางคน ก็จูนมุขพี่แกรติดซะงั้นนะ
ไม่รู้ว่า พี่น้ำหวาน แกรอัพเลเวลมุข หรือ เพื่อนเราเริ่มชอบจะติดใจกับความฮาแบบนี้ซะแล้วสินะ

มุขไหว้ครู ไผ่ พงศธร เจ้าพ่อได (นาโม) ผักตบ บ่าววี (ขอนไม้) สารพัดมุข จำไม่หวาดไม่ไหว
มีมุกนึง น้องพลอย ขำกลิ้ง คือ พี่น้ำหวานก็เป็นลูกครึ่งเหมือนกัน พ่อเป็นฝรั่ง แม่เป็นพริกเกลือ..! 
รวมถึงแอบมีมุขคำผวน แล้วดั๊นมาเจอ ผู้ประดิษฐ์คำผวนรุ่นแรก แห่งสยามประเทศอย่างเจ๊แบงค์ 
ศึกดวลไมค์ ดวลมุข และ battle คำผวน ก็เปิดฉากขึ้น
แต่! มุขไหนๆ ก็ไม่เร้าใจ อะดีนารีนหลั่ง เท่ากับมุขที่พี่น้ำหวาน แกล้งพายเรือพุ่งเข้าหาตลิ่ง
ขณะที่เรือ กำลังพุ่งเข้าหาพงหญ้าข้างทางอยู่นั้นเอง เร็วเท่าแสง เจ๊แบงค์พุ่งจากหลังสุด
มือไวปานวอก คว้าไม้พาย จากมือยุ้ย ยันไปกับดินที่ฝั่ง หวังจะดันเรือให้ออกมา นัยว่า ลดแรงปะทะ
ผลหาเป็นอย่างที่เจ๊คาดไม่ เรือพุ่งเข้าพงหญ้า พร้อมกับเสียง ป๊อก! ไม้พายหัก ครึ่งท่อน
พี่น้ำหวาน จึงบอกว่า เจ๊จะพุ่งไปทำไม อันนี้เป็นมุขนะครับ prank กันเล่นๆ ขำๆ
ตัดภาพมา ซูมหน้าเจ๊แบงค์ หาขำด้วยไม่ เจ๊แบงค์ สวนกลับทันควัน…
จะแกล้งก็ต้องบอกก่อน อย่าทำเยี่ยงนี้ เจ๊บอกเลย ว่าเจ๊เคืองมาก
(โถ่เจ๊ ถ้าบอกก่อนเค้าจะตกใจกันไหม)
เอาวินาทีเป็น วินาทีตาย มาเล่นแบบนี้ไม่ได้
(เจ๊แบงค์ ผ๊มเป็นพันท้ายมา ยี่สิบปีแล้ว)
เจ๊ไม่เชื่อใครทั้งนั้น เจ๊เชื่อตัวเอง ลองจะตายกันขึ้นมาจริงๆ เจ๊ก็ต้องเชื่อตัวเจ๊เอง
(โห เจ๊ เคืองจริงๆ หรอเนี่ย..)
…[จริงๆ มีต่อปากต่อคำกันอีกซัก 4-5 ประโยค แต่ เราจำไม่ได้แล้ว]…
(อ้าว เพื่อนๆ ทุกคน เห็นไม๊ คนเป็นผัว เมีย กันเค้ายังไม่ขนาดนี้ แสดงว่า เจ๊แบงค์นี่ รักเพื่อนๆ มาก)
ตามมาด้วยเสียงปรบมือ จากเพื่อนๆ ชื่นชม ในความเสียสละของแบงค์ 
เมื่อเสียงปรบมือซาลง พัตก็กล่าว ว่า…
แบงค์ๆ ถ้ามรึงจะโกรธจบแล้ว ช่วยขยับด้วย เบียดกรูจนไม่มีที่จะนั่งอยู่แล้ว  
แมร่ง มรึงหันหลังไปด่าพี่เค้า ด่าไป ก็ขยับก้นมาทางกรู เบียดจนกรูจะตกเรืออยู่แล้ว!
[มุกนี้ กด Like ไปหนักๆ ฮาเต็มๆ 5555 +]

เมื่อ พายุ เจ๊แบงค์สงบลง ความเฮฮา และไรเฟิลมุก ก็กลับมาอีกครั้ง
หลังจากพายหักแล้ว คนที่ดีใจเป็นพิเศษคงไม่พ้นยุ้ย 
พี่น้ำหวานบอกว่า หักหรืออยู่ก็ไม่ต่างกัน ถึงมีไม้พายก็ไม่ได้ใช่ประโยชน์นะ 555
แล้วก็มาถึงจุดจอดเรือ ให้พวกเราลงไปเล่น สไลเด้อ กับ โรยตัวจากห่วงยางบนต้นไม้
ขอกล่าวถึงสไลเด้อก่อน เป็นอะไรที่ ทีแรก เล่นไม่ได้ เพราะตัวมันไม่ลื่นลงมา
แต่พอพี่น้ำหวาน มาช่วยจัดท่า เหยียดขาตรง เอามือจับเข่า โน้มตัวไปข้างหน้า 
และช่วยผลักส่งแรง เท่านั้นแหล่ะ เร็ว แรง ฟิ้วววววววววว ….. ตู้ม!….. แอ่ก (แอบจุก 55)
และ ณ จุดนี้ คือ จุดเกิดเหตุ ให้กางเกงแบงค์ได้มีช่องหายใจ ขาดตรงแก้มก้น เป็นไปตามแผนมากๆ
ต่อด้วย ห่วงยางโรยตัว ก็เล่นกันไปนะ น้องพลอยนี่ ชิวมาก ไม่สนใจ โดดฟิ้วววว ลงมาเลย
ส่วนอี้ๆ กู๋ๆ ทำใจกันพักใหญ่ๆ นะ กว่าจะลอยลงมากระแทกน้ำกันได้
ยังเด็กอยู่ก็อย่างนี้ ยังไม่รู้ว่าต้องดูแลสังขารยังไงนะ
บางคน ก็เก่งสอนเพื่อนอยู่ด้านล่างนะ ต้องก้าวแบบนี้ เอามือจับตรงนี้ 
แต่ ตัวเองไม่กล้าเล่นนะ ใจพร้อม ขาไม่ทำตามซะงั้น (อันนี้ พูดถึงตัวเอง 555)
กระแทกน้ำ ครบกันไปถ้วนหน้า ก็ได้เวลา ออกเดินทาง ใครจะขึ้นเรือ ก็ได้
ใครจะลอยคอไปตามกระแสน้ำเย็นๆ เงยหน้าชมฟ้า
เก็บเกี่ยวความเขียวขจีของเหล่าแมกไม้ตลอดสองฝั่งคลอง ก็สุดแล้วแต่อัธยาศัย 
แล้วก็หยุดพักอีกจุดนึง ก็เป็นการเล่นห่วงยางอีกนะ โชว์ ท่าโดดตีลังกา ของพี่น้ำหวาน และเจ๊แบงค์

พายต่อมาได้อีกซักระยะ การเดินทางก็จบลง เดินขึ้นตลิ่ง 
ซึ่งมีรถกะบะ และพี่คนขับ รอพร้อมนำท่านกลับสู่จุดที่เราจากมาแล้ว
พร้อมกับ โชว์รูปถ่าย ที่ดักถ่ายพวกเรา จากมุมสูงบนสะพาน
ทำรูปสวยนะประหนึ่งขึ้นปกนิตยสาร สนนราคา 80 บาท จัดไป คนละใบ 
รูปสวยจริง คนทำ ท่าทางจะเก่ง โฟโต้ชอปนะ หน้าเนียนกันทู๊กคน แม้แต่พี่น้ำหวาน 
นั่งรถกะบะกันเหมือนแรงงานเถื่อนลักลอบเข้าประเทศ
และศึกคำผวน แบบไม่มีใครยอมใคร ก็ดำเนินตลอดทางขากลับ จนถึงรีสอร์ท

อาบน้ำ แต่งกาย ถ่ายรูป และเดินทางไปหาอาหารรับประทาน
ณ ดอนหอยหลอด ร้านอาหารเยอะมาก เลือกร้านตามเซ้นท์ยุ้ย
เรดาห์มาตกที่ ร้าน เปา ป้ายซีดๆ ยุ้ยบอก ท่าทางจะเป็นร้านเก่าแก่ คงจะอร่อย
อืม ร้านใหญ่ จัดสวย มุมถ่ายรูปสวยดี มีเบอร์เกอร์ปลาทู ชาตินี้ต้องลอง อันละ 29 บาท
ลองแล้ว พอเลยชาตินี้ จริงๆ ถ้าเปลี่ยนซอสเป็นน้ำพริกราดแทน ท่าจะเวริค์นะ
สั่งอาหารไป 14 อย่าง แค่นั้นเอ๊ง อาหารถ้าจะบอกว่าไม่ค่อยอร่อย ก็ไม่รู้จะเอาหลักฐานที่ไหนมายัน
เพราะกินกันเกลี้ยงทุกจาน แม้ความอร่อยต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ก็กินหมดเพราะหิว
ลมที่นี่แรงมากจริงๆ น้องเด็กเสริฟบอกว่า ปกติไม่เคยแรงแบบนี้ วันนี้เป็นอะไรไม่รู้ แรงที่สุด
เวลาคนนั่งหัวโต๊ะซดน้ำแกง คนถัดๆ มาก็จะได้น้ำกระเซ็นๆ มาเข้าปากด้วย
ผักโรยหน้าอะไรต่ออะไร ปลิวได้เกลื่อนโต๊ะมาก คนท้ายโต๊ะ ท่าทางจะได้กินเยอะเป็นพิเศษ

พอกวาดกันเกลี้ยงทุกอย่าง ก็ถึงเวลา เซอร์ไพร์ส วันเกิดล่วงหน้า คุณหญิงน้ำ
อันนี้ไม่รู้ว่า น้ำจะรู้ตัวหรือไม่ แต่น้ำทำท่าเซอร์ไพร์สได้เนียนมากค่า
เค้กบลูเบอร์รี่ครีมชีส ที่พัตบรรจงปั้นสุดฝีมือ หอบหิ้วมาจากอ่างทอง
ผ้าห่มโตโน่ เอ๊ย โตโต้ เอ๊ย ควิลล์ สีชมพูพาสเทล สวยงาม เหมาะกับความเป็นวนิดา by กาเลท
และการ์ดที่เพื่อนๆ กลั่นกรองเขียนคำอวยพรจากใจ ก็มอบให้กับคุณหญิงน้ำ ณ ตรงนี้กันเลย
เค้กอร่อยมาก!

สุขสันต์วันเกิดนะจ๊ะ เพื่อนน้ำ หญิงสาวที่น่ารัก ตัวเล็ก กะทัดรัก ที่พึ่งพาของเพื่อนๆ ในทุกด้าน
ความรู้ความสามารถดุจดั่ง สารานุกรม เดินได้ และอับดุลล์ ปนกัน ถามไรรู้! ถามไรตอบได้!
นิสัยดี รักเพื่อน กับเพื่อนเต็มร้อย กับผู้ชายเกินล้าน 555 เพื่อนๆ ก็รักเธอมากดุจกัน
ขอให้มีความสุขมากๆ สร้างเสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม ให้เพื่อนๆ ตลอดไป
ให้พวกเราเป็นเพื่อนรักกันตลอดไป น๊าน นาน เลยนะจ๊ะ ^^

ปิดฉากทริปนี้ด้วยการแยกย้าย รีบเช็คบิลออกจากร้าน
เพื่อให้ทันด่านสุดท้าย คือ พัตต้องมาถึงอนุเสารีย์ ไม่เกิน 1 ทุ่ม เพื่อขึ้นรถกลับอ่างทอง
(ทันซะด้วย เก่งจริงๆ ไม่งั้นพัตได้นอนรอรถเที่ยวต่อไปบนสะพานลอยแน่ๆ) 

ทริปนี้ จะไม่สนุกสุดขอบลำธารขนาดนี้ หากไม่มีเพื่อนๆ ร่วมทาง ที่แสนน่ารัก
จึงขอขอบคุณเพื่อนๆ ที่มาร่วมลงเรือลำเดียวกัน ดังรายนาม ต่อไปนี้
1. คุณหญิงน้ำ ทิชาพร กรแก้ว ประกายเกลือ เจิดจรัส มากแสง มนัสวี
ซึ่งพวกเราแอบทำเซอร์ไพรส์วันเกิด ล่วงหน้า 1 วีค ให้ด้วย ไม่รู้ว่า ชี จะรู้ตัวก่อนหรือไม่
และเป็นเจ้าของกล้องเทพ เก็บภาพสวยๆ ให้พวกเราตามเม้นท์อย่างเมามัน
2. & 3. คุณนายไพเราะ และ คุณหนูน้องพลอยไพลิน สองสาว สองวัย แต่ใบหน้าเด็กเหมือนกัน
พี่ป๋อ ของพวกเรา อำนวยความสะดวกด้านการขับขี่ ถึงที่หมายปลอดภัย สบายผิดกัน จิ๊บๆ
มีคนแอบสงสัยว่า ตอนที่เจ๊แบงค์พุ่งตัวมาหน้าเรือ จิ๋มนั่งอยู่หน้าแบงค์ หลบทันได้อย่างไร??
ส่วนน้องพลอย หลานสุดเลิฟ เค้ากินอะไรกันก็กินได้ (ถ้าอยากกิน) เล่นอะไรก็เล่น
อยู่ง่าย กินง่าย เล่นได้ทุกอย่าง บ้านนี้เค้าสอนมาดีมาก มารยาทงาม วาจาไพเราะ
เป็นเด็กนอก ที่มีความเป็นไทย มั่นใจ แต่ไม่ก้าวร้าว พูดทุกอย่างที่คิด แต่เป็นไปในทางสร้างสรรค์
ร่าเริง แจ่มใส ใครอยู่ใกล้ก็อดที่จะร่วมยิ้ม และหัวเราะด้วยไม่ได้
เด็กคนนี้ ขอฟันธงว่า อนาคตดีๆ ของสังคมโลกเรานี่เอง!
4. อิสราพรพรรณราย ณ พระประแดง ผู้จุดประกายทริปนี้
เพราะอิสซี่ บอกมาแล้วหลายรอบว่า แก่งกระจาน ต้องไปให้ได้ ต้องไปให้โดนเชียว
แถมด้วยวีรกรรม ฮาๆ โหดๆ เจ๊แบงค์ เฉ่ง พี่น้ำหวานพันท้าย เนื่องจากความรักเพื่อน ดราม่านะ ตอนนี้
ขาดเธอ สีสันคงน้อยลงอย่างมาก สร้างความครื้นเครง และเก็บกวาดอาหารไม่ต้องเหลือให้เสียดาย
5. จิระสุดามณี เทพธิดาหน้าหวาน 
เจ้าของสโลแกน “ไม่ได้คบคนที่หน้าตา แต่คบคนที่พร้อมจะชราไปด้วยกัน”
ดูแลเทคแคร์เพื่อนๆ ทุกอย่าง ถึงเป็นแค่ชะนีน้อยตาดำๆ เทพธิดากอล์ฟ ก็ไม่เคยปล่อยให้ลำบาก 
ใครอยู่ใกล้แม่ยอดขมองอิ่มหน้าใสคนนี้ สบายแฮ 
แถมด้วยฝีมือการจ้วงไม้พาย อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย นี่ ต้องยกนิ้วทั้งหมดที่มีให้เลย
6. ยอดเชฟพัต อบต. อ่างทอง ส่งเข้าประกวด 
ทำเค้กแฮนด์เมด เมกฟรอมโฮม เพื่อเป็นของขวัญให้คุณหญิงน้ำ
ไม่รู้ว่าได้นอนหรือไม่ เพราะต้องจับรถเข้ามากรุงเทพให้ทัน แถมต้องรีบกลับให้ทันรถตู้อ่างทองอีก
ทุ่มทุนสร้างทุกเรื่อง ทั้งเค้ก และการเดินทาง ซูฮกความอร่อย และความมุ่งมั่นในการเที่ยว มา ณ จุดนี้ 
7. กิ๊ก กาเลท มาคราวนี้ extreame makeover เธอสวยอย่างผิดหูผิดตา
หุ่นเพรียว หน้าเด้ง ดูมีความสุข เป็นที่สุด เหมือนคน อินเลิฟ นะ คริ คริ
‘เจ้าแม่พรอพ’ คงเหมาะกับเธอที่สุดแล้ว จัดเยอะทุกดีไซน์ ศูนย์รวมตลาดมิลาน อยู่บนตัวเธอ  
งานนี้ เธอมาเพื่อแจกการ์ด (วันเกิดน้ำ)
8. & 9. ยุ้ย และพี่ตั้ม คู่เลิฟ ตะลอนทัวร์
ยุ้ย สาวไฮโซจากแดนผู้ดี ควันหลงความหนาวยังอยู่ ชี ใส่ tight และเสื้อคลุม มาล่องแก่งด้วย
หลังจากแลนดิ้งเมืองไทย ก็ตะลอนทัวร์ไม่หยุดหย่อน อันนั้นไม่ว่ากันเรื่องของ ชี 
แต่ที่ให้อภัยไม่ได้คือ บอกว่า จะเอาหนุ่มแคนนาเดียน มาล่องแพด้วย กลับว่างเปล่าเสียเนี่ย ชิส์!
พี่ตั้ม ขอบคุณนะคะ สำหรับรถบริษัท ที่เอามาบริการน้องๆ 555 อุปส์!
พี่ตั้มนี่ก็เป็นผู้ชายที่คุณประโยชน์อเนกอนันต์มาก ไม่ว่าจะขับรถ พายเรือ กดชัตเตอร์ เริ่ดค่า
10. นิกกี้น้อย รินทร์หทัย วราฤทธิ์ ณ หนองน้ำแห้ง แต่ไม่แล้งน้ำใจ แฮปปี้ทุกที่ที่มีเพื่อนนะคะ

แล้วก็จบลงอีกหนึ่งวัน ด้วยความพิเศษจริงๆ

Advertisements

ดูมาเล่า

โดยส่วนตัวแล้ว เป็นแฟนคลับของซี่รี่ย์ฝรั่งอยู่บ้าง เป็นบางเรื่องประปราย ดูเพราะสนุกเสียส่วนใหญ่
ดูเอามันส์ ดูจบก็ผ่านเลยไป แต่ก็ติดตามต่อเรื่อยๆ เพราะมันคือซีรี่ย์ ยิ่งต่อเนื่องยิ่งสนุก 
เมื่อคืนนี้ ดูติดกัน 3 ตอน เรื่องละตอน 

เป็นครั้งแรกที่ ตา และหูรับข้อมูล แปลสัญญาณส่งไปยังส่วนหัว กระตุกต่อมความคิด 
รอยหยักสมองขยับยิกๆ หัวใจเต้นแปลกๆ จนคิดว่า มาเขียนไว้ให้ตัวเองกลับมาอ่านอีกรอบดีกว่า
เพราะมันเป็นอะไรที่ซีรี่ย์จบ แต่ความคิดไม่จบ นำมาคิดต่อได้อีกซักพัก
คงจะไม่เล่าทั้งตอน แต่ขอยกมาเฉพาะเนื้อหาตอนที่สะดุดใจแล้วกัน

3 เรื่องที่ว่า ได้แก่ CSI 11 , CSI NY7 , House 7
(*CSI : Crime Scene Investigation)

เรื่องแรก CSI Lasvegas 11
จากคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง (serial killer) ของคนร้ายที่ชื่อ Nate Haskell
ที่มีมาตั้งแต่ season 9,10 จน 11

ตอนนี้ โดนจับตัวมาศาล แล้ว Nate ตั้งตัวเองเป็นทนายความว่าความให้ตัวเอง
การแก้ต่าง ของ Nate และ Langston เพียงแค่คนละ ซีน ฟังดูมีเหตุผลที่น่าคล้อยตามนัก

Nate แก้ต่างให้ตัวเองว่า ความผิดปกติที่ส่งผ่านมาทางยีน และการถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก
(genetic predisposition to violence and childhood abuse)
พ่อของเนท ชอบใช้ความรุนแรง (ฆ่าภรรยาตัวเอง คือแม่ของเนทตาย)
ส่งผลให้ Nate ได้รับยีนนี้มา และต้องกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่อง

แถมยังมีการยืนยันจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ว่า บุคคลที่มียีนนี้ในตัว มีแนวโน้มที่จะก่อเหตุรุนแรง โหดร้าย
ได้มากกว่าคนปกติถึง 400% และด้วยเหตุนั้น ทำให้ Nate ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองได้

เขากลายเป็นคนผิด เพราะไม่สามารถควบคุมพันธุกรรมตัวเองได้อย่างนั้นหรือ?
หากจะตัดสินลงโทษเขา ก็ไม่ต่างกับ ลงโทษคนตาบอด ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่า คนตาบอดไม่สามารถมองเห็นได้ นั่นเอง ….
แล้วใครกันแน่ ที่ตกเป็นเหยื่อ??

เมื่อถึงตอน csi Langstan ขึ้นมาให้การ และทำให้ Nate กลายเป็นผิดจริงตามที่กล่าวหา
ด้วยการเปิดเผยความจริงที่ว่าตัวเขาเองก็มียืนนี้ (warrior gene) อยู่ในตัวด้วย
(ตอนวัยเด็ก Langstan ก็ถูกพ่อตัวเองทำร้าย และพ่อของเค้าก็เป็นคนที่ชอบใช้ความรุนแรงเหมือนกัน)

แต่เขามีความเชื่อว่า ชีวิต ไม่ได้ถูกกำหนดมาจากยืน ตัวเรานี่แหล่ะ ที่กำหนดความคิดของเรา กำหนดชีวิตของเราเองได้
ถึงแม้เค้าจะมี warrior gene ในตัว แต่เค้าก็ควบคุมได้ เลือกที่จะมาเป็นผู้รักษากฎหมาย แทนที่จะทำผิดกฎหมาย 
เลือกที่จะช่วยคน แทนที่จะทำร้ายคน และที่สำคัญที่สุด คือเขามีความคิด มากพอที่แยกแยะออกได้ว่า อะไรที่เป็นสิ่งที่ผิด อะไรเป็นสิ่งที่ถูก และยังสามารถรับผิดชอบต่อทุกๆ การกระทำของตัวเองได้…

ทำให้เรามาคิดว่า จริงๆ แล้วคนที่เกิดมาพร้อมกับความผิดปกติทางจิตใจ และไม่ได้รับการดูและรักษาที่ถูกต้อง แต่ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติ ในสังคมปกติ จะลำบากแค่ไหนที่จะพยายามเข็มแข็ง และควบคุมตัวเองให้ได้
ซึ่งคนประเภทนี้ ก็จะมีแนวโน้มที่จะก่อเหตุ หรือความผิดได้มากกว่าคนที่มีสามัญสำนึกทั่วๆ ไป
หากเค้าเผลอ หรือแม้แต่ตั้งใจ ทำผิดแล้ว เราสามารถตัดสินเค้าจากกฎหมาย หรือบรรทัดฐานเดียวกันกับคนทั่วไปได้หรือไม่?
ครั้นว่าเราลดหย่อน ผ่อนปรนให้กับคนเหล่านี้ มันยุติธรรมต่อเหยื่อ หรือผู้เคราะห์ร้ายแล้วหรือ?

รหัสแห่งพันธุกรรม ไม่สามารถกำหนดชีวิตเราได้มากไปกว่า เรากำหนดชีวิตตัวเอง ถูกต้องหรือไม่?
……………………………………………………………………………………………………………..

CSI New York 7
เป็นคดีที่ผู้ร้ายนักข่มขืน (ที่ก่อคดีข่มขืนเหยื่อมาแล้วหลายราย) 2 คน (ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกัน) ถูกฆ่าตาย
และ csi มีหน้าที่สืบหาคนทำผิดมาลงโทษ 
มีตัวละครเกี่ยวข้อง คือ ผู้หญิง 3 คน และ ผู้ร้ายที่โดนฆ่า 2 คน
ผู้หญิงคนนึง เป็นเหยื่อที่โดนล่วงเกิน โดยหนึ่งในผู้ร้ายที่โดนฆ่าตาย
หลังจากที่เกิดเหตุหญิงสาวก็ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ
ตัดขาดตัวเองจากโลกภายนอก ไม่กล้าจะออกไปไหน หวาดกลัวตลอดเวลา
พ่อเสียชีวิต ไม่อยากมีแฟน อยู่ตัวคนเดียว เหตุการณ์ผ่านไปเป็นปี แต่ตำรวจก็ยังไม่สามารถจับคนร้ายมาลงโทษได้ 

ผู้หญิงอีกคนเป็นเพื่อนที่พบกับหญิงคนแรกในกลุ่มบำบัดจิต มาที่กลุ่มเพราะถูกแฟนตัวเองทำร้าย
ก่อนที่แฟนจะพังประตูห้องเข้ามาทำร้าย เขาโทรแจ้ง 911 แต่ตำรวจใช้เวลา 30 นาที กว่าจะมาถึง
ซึ่งเมื่อตำรวจมาถึงร่างกายของเขาก็บอบช้ำเกินเยียวยาแล้ว มิพักเอ่ยถีงความบอบช้ำทางจิตใจ
หลังจากนั้น ก็ไปฝึกศิลปะป้องกันตัวอย่างเป็นจริงเป็นจัง

ผู้หญิงอีกคนเป็นทนาย ที่หัวหน้าสั่งให้ไปว่าความให้ผู้ร้ายต้องโทษคดีข่มขืน (ซึ่งก็คือ ผู้ชายที่ตายอีกคนนึง) ทำให้เค้าพ้นผิด
หลังจากวันนั้น ก็ลาออกจากการเป็นทนาย เพราะรู้สึกผิด หันมาเป็นทนายอาสา ช่วยว่าความให้หญิงสาวที่ถูกล่วงละเมิดแทน

ทีแรก หญิงคนแรก และเหยื่อคนอื่นๆ อีก 4 ราย ถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้ต้องสงส้ย เพราะคิดว่าน่าจะเป็นการแก้แค้น 
แต่สุดท้ายแล้ว csi สืบได้ว่า คนที่ฆ่า 2 คน นั้น ก็คือผู้หญิงคนที่สอง กับทนายความสาว ร่วมมือกัน

ความอึดอัดใจมันอยู่ตรงที่ว่า ตำรวจ ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย แต่ขัดกับความรู้สึก ใช่ไหม??
ต้องเรียกคนที่เคยตกเป็นเหยื่อแต่ละคนมาสอบปากคำ เพื่อหาความยุติธรรมให้กับคนที่ทำร้ายร่างกายและจิตใจพวกเธอ..
ตำรวจจะรู้สึกอย่างไร ที่โดนตอบกลับว่า ตำรวจใช้เวลาเป็นปี ก็ยังตามหาคนร้ายไม่ได้
แต่ ณ ตอนนี้ คนร้ายนอนอยู่บนเตียงในห้องดับจิตให้แล้ว
ถ้าใส่ใจในการหาคนร้าย พอๆ กับใช้เวลาในการมาสอบปากคำพวกเขา ป่านนี้คงจับได้ไปนานแล้ว

อย่างตัวเราเอง หากได้ข่าวว่า คนร้ายก่อเหตุข่มขืนที่ก่อเหตุมาแล้วอย่างต่อเนื่อง โดนฆ่าตาย
เราจะรู้สึกเห็นใจหนึ่งชีวิตที่โดนฆาตกรรม หรือยินดีไปกับความตายของคนแบบนี้?

ความยากมันอยู่ที่ จะดำเนินเรื่องอย่างไร ให้คนดูอย่างเราเข้าใจในทั้งสองมุมมอง
เราในฐานะเป็นผู้หญิง แน่นอนว่า เห็นใจเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย อย่างสุดซึ้ง
ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับตัวเอง หรือคนรู้จัก ความคิดที่อยากให้คนเลวๆ แบบนั้นหายไปจากโลกนี้ ย่อมผ่านเข้ามาในสมองแน่นอน
หากในสถานการณ์ที่กฎหมายยังเอื้อมมือเข้ามาไม่ถึง แล้วผิดหรือ ที่เราต้องดูแลปกป้องตัวเองในทุกทางที่เราสามารถ?
 

แต่ การตกเป็นเหยื่อ ก็ไม่ได้หมายถึงว่า มีสิทธิ์แต่งตั้งตัวเองเป็นศาลเตี้ย พิจารณาความผิด และลงโทษคนอื่น จริงไหม?
จำเป็นไหม ถ้าถูกกระทำรุนแรง การตอบโต้กลับด้วยความรุนแรงดุจกัน จะเป็นทางเลือกเดียวที่มีเหลืออยู่?

สุดท้าย สตรี สองนางนั้น ก็ต้องเข้าคุก ด้วยข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน
……………………………………………………………………………………………………………..

ต่อไปเลย เรื่องสุดท้าย หมอเฮ้าส์ House 7
คนไข้ เด็กสาวอายุ 16 ที่กำลังจะออกแล่นเรือคนเดียว เพื่อทำลายสถิติ หลังจากล่องเรือมาแล้วเกือบทั่วโลก ตั้งแต่ 10 ขวบ เข้ามารับรักษาอาการป่วย และพบว่าเป็นมะเร็งที่กระดูกแขนข้างซ้าย ต้องได้รับการตัดแขนออกเพื่อเป็นการรักษาชีวิตเอาไว้
ความปรารถนาที่ขัดแย้งกัน ของคนไข้ ที่ฝันและมุ่งมั่นจะออกแล่นเรือครั้งสุดท้าย โดยอาการครบ 32
กับความต้องการที่จะรักษาชีวิตของคุณหมอ Master หนึ่งในทีมหมอเฮ้าส์ ที่จะตัดแขนเด็กออกโดยเร็ว เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อมะเร็งไปยังส่วนต่างๆ
คนไข้ ยืนยันอย่างสูงว่า จะขอออกแล่นเรือ เพราะ การแล่นเรือเป็นชีวิตของเค้า ซึ่งพ่อกับแม่ทีแรกก็สนับสนุน ถึงแม้จะเสียใจถ้าลูกสาวอาจจะเป็นอะไรไป จึงไม่ยอมเซ็นต์ใบยินยอมให้ผ่าตัด
แต่ด้วยมุมมองของแพทย์ ที่อยากเห็นคนไข้มีชีวิตอยู่ และเชื่อว่าเป็นความคิดที่ถูกต้อง จึงได้ทำอะไรบางอย่าง ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ ทำให้คนไข้หยุดหายใจชั่วคราว อาการทรุดลง และพยายามชักจูงให้พ่อแม่ของเด็กเซ็นต์อนุญาตตัดแขนลูกสาวออก ซึ่งสุดท้ายพ่อและแม่ก็ยอมเซ็นต์
เมื่อเด็กฟื้นขึ้นมา ก็ร้องไห้ โกรธพ่อและแม่ แต่พ่อกับแม่ก็เข้าใจ เพราะคิดว่าได้ตัดสินใจถูกต้องแล้ว และเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้แก่ลูกสาวของตัวเอง คือยังมีชีวิตอยู่ เพื่อทำอย่างอื่นได้อีก

จริงหรือ?
ตกลงว่า มนุษย์เรามีเจตจำนงอิสระในการใช้ชีวิตไหม
ถ้าเราเลือกที่จะออกทะเลแล่นเรือไปสานฝัน แต่หมอและพ่อแม่ เลือกที่จะให้เราใช้ชีวิตอยู่ต่อไป
โดยไม่สามารถทำตามความฝันได้แล้ว นี่ยังคงเป็นชีวิตเราหรือ?

มีอยู่ตอนนึงที่คนไข้พูดกับหมอ Master ว่า ทีแรกเค้าไม่ชอบแล่นเรือเลย ไม่ชอบเปียก ไม่ชอบหนาว
พอทำไปทำมา เค้าก็รักการแล่นเรือ แต่ก็ยังไม่ชอบเปียกน้ำ ไม่ชอบความหนาวอยู่ดี

ประโยคที่เขาพูด เขาพูดประมาณว่า เราไม่จำเป็นต้องชอบทุกๆ อย่างในสิ่งที่เรารัก
อุปสรรคบางอย่างมันจะช่วยทำให้เราเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ต่างหาก
……………………………………………………………………………………………………………..

สรุปว่า 3 ตอนที่ดูนั้น คล้ายๆ จะเป็นสถานการณ์ที่เรียกว่า Ethical dilemma หรือ Ethical paradox 
ดูแล้วอึดอัดนะ ทางความคิด และอารมณ์ ไม่แน่ใจว่าจะเข้าข้างฝ่ายไหนดี
แต่ก็เป็นความอึดอัดในแง่ที่ดี กระตุ้นความคิดในบางมุมมอง ที่ช่วยให้เรามองออกมาจากด้านอื่นบ้าง