(1/6) TOKYO Drift ! landing Asakusa

by Nicky

 
แอร๊ยยย ถึงแว้ววว นาริตะ 8 โมงเช้า
….เริ่มขี้นแล้ว วันแรกของวันที่เหลือ….
ตื่นมา เมาๆ ขี้ตา ลากกระเป๋าผ่านด่านสนามบินกันออกมา
จุดแรก จริงๆ เราควรจะต้องไปหาซื้อ tokyo banana เพราะโดนกรอกหูมา
แต่ด้วยว่า เช้าๆ มึนๆ ง่วงๆ จุดแรกที่เราสองเดินไปหา คือ Tourist Information center
แต่ คุณทำถูกแล้ว เพราะมันสองคน ไม่ได้มีข้อมูลอะไรเลย
จิ๊กมีหนังสือแนะนำท่องเที่ยวมาเล่มเดียว ส่วนเรามีแต่ข้อมูลทางไปที่พัก
ถึงตรงไหน เปิดหนังสือมันตรงนั้น หาเอาที่สารบัญ ศึกษากันสดๆ
 
เราจะหาทางเข้าเมืองโดยทำตามหนังสือแนะนำ คือ ขึ้นรถไฟสาย Keisei
สำหรับผู้ที่ไม่มีตั๋ว JR แล้วสายนี้ราคาถูกโอเค ใช้เวลา 75 นาทีโดยประมาณ
 
เริ่มต้นด้วยการถามทาง ถามแล้วมันยังก็ไม่เชื่อเค้าอีก ถามคนอื่นต่อ
เพราะเราเข้าใจกันว่าน่าจะเป็นสถานีฝั่งนี้ แต่เค้าบอกต้องอีกฝั่งนึง
ตกลงว่า มันสองคน รู้ดีกว่า เจ้าของประเทศ สุดท้าย ยอมรับความจริง ยืนผิดชานชรา
อืม เริ่มสนุกตั้งแต่เหยียบประเทศเค้าเลย เคๆ ขึ้นรถไฟได้แล้ว นั่งไปจนถึงโตเกียว
 
ขึ้นสถานีตามแผนที่ ที่ print มา ทางไปที่พัก ต้องออกที่สถานีอังซะกุสะ
ก่อนออกจากสถานี ก็ได้แผนที่ subway กันมา คนละแผ่น
สีสันตะการตามาก ที่นี่เค้ามีรถไฟทับกันไปกันมา 10 สายได้ งง กันได้อีก
ไม่เป็นไร มีเวลาทำความเข้าใจอีก 3 วัน
 
โผล่ขึ้นมาบนพื้นดิน เอ๋อกันเลยทีเดียว อย่าได้ช้า มีปาก ถามเข้าไป
เจอความประทับใจแรก เหมือนฟ้าประทาน มีชายหนุ่มสองคน ยืนคุยกันอยู่
เราก็ยื่นแผนที่ให้เค้าดู ว่าจะไปที่นี่ ต้องเดินไปยังไง ทางไหนดีค่ะ
พอมองเห็นหน้าจังๆ โอ่ย คิดไม่ผิดที่ถาม 2 คนนี้ หน้าตาน่ารักมาก 555
สองหนุ่มเทพบุตร ก็หยิบไปดู แล้วก็กดโทรศัพท์ ดู GPS บอกตำแหน่งแก่เรา ชี้ทางให้
เดินงี้ๆ แต่ก็เข้าใจยากเหลือเกิน เพราะสมาธิไปอยู่ที่หน้าตาขาวๆ ใสๆ หมดแล้ว กร๊าก
เค้าคงเห็นหน้ามึนๆ เลยบอกว่า ตามมา เดี๋ยวเค้าสองคนเดินไปส่ง อ๊ะ!!
โห คนบ้านนี้เมืองนี้ ทำไมหน้าตาดี แถมมีน้ำใจเยี่ยงนี้
เดินไปคุยไปนิดหน่อย ส่งกันถึงหน้าที่พักเลยทีเดียว
สุดท้าย คนเราคงพบเพื่อลาจาก แค่นี้ใช่ไหม ได้แต่ขอบคุณ และบอกลากันไป
เรากับจิ๊ก เสียดาย น้ำลายยืดกันมาก ไม่ได้ขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก
 
เข้าเช็คอิน ถามข้อมูลเล็กน้อย ได้ข้อมูลนึงว่าเราต้องซื้อตั๋ว ชินคังเซน เตรียมไว้ไปเกียวโต
ที่ JTB ข้างวัดอังซะกุสะ คนที่ รร.ข้าวสาร น่ารักมาก เค้าโทรไปเจรจาให้แล้ว
ได้ราคาพิเศษด้วย ปกติจะหมื่นสอง หมื่นสามพันเยน แต่นี้เค้าขายที่ 9800 เยน 
พอพ้นจากประตูที่พักออกมา การเดินทางวันแรก ก็เริ่ม ณ ตรงจุดนี้ 
 
ระหว่างทางเดินจริงๆ ไม่ค่อยไกล แต่สิ่งล่อตา ยั่วใจ ดาษดื่นสองข้างทาง
อะไรมันจะน่ารักกันไปหมดขนาดนี้ ของกิน ของเล่น ไรๆ อูยยย เล่นเอาเมื่อยตา
เอางี้ เราสองคนใช้เวลากว่าจะผ่านแต่ละด่านก่อนเข้าวัดนานมาก
แถมยังมาเจอด่านสะกัดเซียน –> ร้านขายยา มัสซึโมโตะ
เครื่องสำอางค์ทุกอย่างกระจุกอยู่ในร้าน ทุกแบรนด์บรรดามี ละลานตามากโกยกันไป
จิ๊ก โฟมล้างหน้า ชิเชโด้ วิปโฟม  (เดี๋ยวสรุปให้ ว่าทั้งหมดกี่หลอด คาดว่าใช้ได้อีกหลายปี)
ส่วนเรา ที่มาร์สหน้า เห็นไม่ได้ หยิบทันที แล้วก็เข้าสู่ภาระกิจหาของที่เพื่อนๆ ฝากซื้อด้วย
มือนึงถือเครื่องคิดเลข อีกมือหนึ่งเลือกหยิบของ แยกย้ายกันไปตามความสนใจ 
ไม่น่าเชื่อสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกในญี่ปุ่น ที่เงินออกจากกระเป๋าพวกเรา คือ ร้านขายยา!
 
กว่าถึงวัดอังสะกุสะก็บ่าย 3 -_-” แต่ก็ใจพองโตไปกันของเล่นที่สร้างสรรและน่ารัก
สัญลักษณ์วัดคือ โคมสีแดง เหล่าตุ๊กตาของที่ระลึก เช่น โดเรมอน คิดตี้ วันพีซ สติช ฯลฯ
พากันเกาะโคมแดงถ้วนหน้า จะน่ารักกันไปไหน ไม่ไหวจะเคลียร์
ซื้อไม่ไหว คูณ 0.36 แล้วปวดใจ ขนาดปวดใจ ยังหยิบโน่นนี่ ติดมือกันมาได้อีก
จนมาถึงวัดซักที ตวักน้ำพอเป็นพิธี ไหว้พระเล็กน้อย แล้วเดินฝ่าด่านของที่ระลึกอีกรอบ
ถ่ายรูปกันไป ป้ายไรๆ เค้าเขียนไรไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น อ่านไม่ออก ก็ถ่ายๆ มา
อาจจะเขียนว่า ห้ามถ่ายรูป หรือไม่ก็ ทิ้งขยะที่นี่ ไม่รู้หล่ะ เราถ่ายกันหมด
อยากไม่มีภาษาอังกฤษกำกับนี่หว่า ช่วยไม่ได้
 
จบอังสะกุสะ ต่อไปที่ไหนดี กางแผนที่ subway ดูทิศทาง
วัยรุ่นอย่างเราๆ จิ้มไปที่ ชิจูกุ กันดีกว่า ดูตึก ร้านค้า ดูคนไป แล้วไปต่อที่โตเกียว
ก่อนเดินเล่นในโตเกียว แวะเข้า info.ถามทางไป ฟูจิซัง เตรียมไว้วันรุ่งขึ้น
เค้าชี้ทางไปสถานีรถ เราสองคนว่าจะเดินไปดู แต่ไปๆ มาๆ โผล่ไป Imperial Palace
โอเค งั้นก็ไปเที่ยวอิมพิเรียลพาเลซ ก่อนก็ได้นิ
กว่าจะถึง หมดมนุษย์หนุ่มนำทางไป 3 ท่าน ทุกคนน่ารักมาก
เค้าเข้าใจเรา ว่าจะไปไหน แต่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ สุดท้ายพาเดินมาด้วยกันเลย 
สงสารเค้าเหลือเกิน คงคิดในใจ ตรูกำลังจะเดินกลับบ้านอยู่ดีๆ ต้องย้อนมาส่งมัน 555
คนที่สอง พาไปหาตำรวจเลย พยายามอธิบายพวกเรา ว่า palace นี้ ดูได้เฉยๆ เข้าไม่ได้
เค้าเปิดให้เข้าได้ปีละ 2 หน ซึ่งไม่ใช่เดือนนี้ นะจ๊ะหนูๆ
พวกเรานึกว่า เดินเข้าไปดูข้างในได้ไง แล้วที่สำคัญ ตอนนั้นมัน 5 โมงกว่าแล้ว
พระราชวังปิด 5 โมง ตำรวจก็อธิบายกันไป ฮาซะ
แล้วเราก็เดินลัดเลาะเล่น ชมเมืองไปเรื่อย ลมแรงมากๆ ที่ manurochi square
 
** สายรถไฟ manurochi เส้นสีแดง ปราบเซียนมาก พาพวกเราหลงประจำ
เดินๆ ตามป้ายสีแดง ป้ายหายไปซะงั้น ต้องย้อนกลับมาเริ่มใหม่ คลาดสายตาไม่ได้เลย
หลังจากนั้น เราก็จะมีปัญหากับสายสีแดงกันเนืองๆ ไม่ว่าจะไปเมืองไหนก็ตาม **
 
จบจากนั้นก็ไปลัลลา ยามค่ำคืนที่ Ueno กันต่อ เจ๋งมาก ชอบสุดๆ
ความประทับใจของที่นี่คือ ตอนที่พวกเราเลือกร้าน dinner กันอยู่
ไปหยุดหน้าร้านข้าวแกงกะหรี่ร้านนึงเป็นร้านเล็กๆ เห็นจากตัวอย่างอาหารโชว์
น่ารับประทานยิ่งนัก จึงเดินเข้าไปในร้าน เจ้าของร้าน ชี้ไม้ชี้มือ ไปที่ตู้
คือ เราต้องหยอดเงิน กดเลือกอาหารจากตู้ แล้วเอาใบรายการไปยื่นให้เค้า
ติดอยู่นิดเดียวที่ว่า ตู้มันเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด แล้วไม่มีรูปให้ดูด้วย
เราสอง ยังไม่ละความพยายาม เดินออกไปหน้าร้านอีกรอบ
พยายามไปจำตัวอักษรอาหารที่จะกิน เพื่อจะเข้ามากดปุ่มให้ถูกต้อง
แต่เจ้าของ so cute & kind เค้าเดินออกมา เพื่อช่วยพวกเรา หรือเค้าจะสมเพช ก็ไม่รู้
เราชี้ตัวอย่างอาหารแล้วให้เงินเค้า เค้าก็จัดการหยอดตู้ให้
ทั้งร้านมีแต่คนญี่ปุ่น คาดว่าเป็นร้านแบบ local หน่อยๆ
อร่อยมากๆ จริงๆ บอกเค้าว่า โคเรว่ะ โออิชิ เดส! เค้าหัวเราะใหญ่
 
หลังจากเตร็ดเตร่กันจนหนำใจ ก็เดินทางกลับที่พัก
ช้าก่อน ก่อนกลับที่พัก แวะสักการะวัดอังสะกุซะอีกรอบ กลางคืนนี้แหล่ะขลังดี
ยังไม่จบแค่นั้น แวะ มัสซึโมโต๊ะ ร้านขายยา เสียเงินกันอีกซักรอบ ก่อนเข้าที่พัก
 
อืม วันนี้ เดินทรหดมาก เดินเยอะสุดๆ เข้าใจแล้วที่พี่ตูนบอกว่า
…คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อย ก็ยังต้องเดินต่อไป… 555
ยิ่งเดิน ยิ่งมันส์ บวกฮา
 
ประทับใจเหตุการณ์ imperial palace กับ ร้านข้าวแกงกระหรี่
 
โตเกียววันนี้สอนให้เรารู้ว่า
– ที่นี่คนเค้าเดินชิดซ้ายกัน ไม่ว่าจะขึ้นบันไดเลื่อนก็ชิดซ้าย
เค้าจะเว้นไว้ 1 เลน สำหรับผู้รีบเร่ง ให้วิ่งไปทางขวา
เราคนไทยมารยาทงาม แรกๆ ชิดขวาตลอด ได้จิ๊กคอยเตือน
หลังๆ จิ๊ก เอาตรีนเขี่ยแระ อีนี่ สอนไม่จำ 555
– ส่วนใหญ่ไม่เห็นคนคุยโทรศัพท์ เรียกว่าไม่มีเลยดีกว่า 
บนรถไฟก็จะมีป้ายเตือน ว่าปิดเสียงด้วย รักษาความสงบในพื้นที่สาธารณะมาก
แต่เค้าคงเก็บกดกันนะ คุยกันไม่ได้ เห็นนั่งมองจอโทรศัพท์กันใหญ่
แชตบ้าง เกมส์บ้าง เนท หนัง ไรๆ กันไป
 
(25 May’10)
 
Advertisements