Month: June, 2010

(6/6) Nara, my deer ;)

 
และแล้ว วันสุดท้ายแห่งสรวงสวรรค์ ก็กำลังจะจบลง
 
แพลนเดิม วันนี้ตั้งใจจากเมืองไทยมาว่าจะไป Universal Studio
แต่ เงินที่เหลือในกระเป๋าแต่ละคน ไม่ค่อยสนับสนุนเท่าไหร่นัก
ค่าผ่านประตูก็ 5พัน กว่าเยนแล้ว นับแบงค์ แคะเหรียญกันแล้ว คิดว่าไม่รอด 
ต้องกันเงินไว้ขึ้นรถไฟ ไปสนามบินด้วยนะจ๊ะ ผลก็คือ เปลี่ยนแพลนดีกว่า
ชีวิตเราสองคน ก็ไม่ค่อยได้ทำตามแผนอะไรกันอยู่แล้วนิ ปล่อยตามยถากรรมตลอด
 
เดินชมเมืองโอซาก้า หาที่เที่ยวกันต่อ กะว่าจะไปวัด
เดินไปดูโน่น ดูนี่ เริ่มแบบ เฮ้ย จิ๊ก คิดถึงเกียวโตอ่ะ
โอซาก้า เหมือนจะไม่มีไรดึงดูดแล้ว จริงๆ คงมีอีกเยอะ แต่พวกเราหาไม่เจอ 55
คุยไปคุยมา เลยโอเค กลับไปสถานีรถไฟ เพื่อมุ่งหน้าไป เกียวโต แอร๊ยยยยย
 
เมื่อถึงสถานีแล้ว ดูๆ หาตั๋วไรๆ พลันสายตามองเห็นป้ายบอกทาง
ว่ามันสถานีนี้สามารถไปถึงเมืองนาราได้ด้วย OMG! การ deviate เส้นทางก็บังเกิดขึ้น
เพราะเราเห็นด้วยกับเพื่อนว่า ควรไปในเมืองที่ยังไม่เคยเที่ยว ก็แล้วกัน
แม้จะอยากกลับเกียวโต แต่กลัวพระท่านจะศักดิ์สิทธิ์เกิ๊น เอาหนูกลับไปอีกรอบ 55
ถามเส้นทาง หาซื้อตั๋ว ขอรายละเอียด แล้ว Go Nara!
 
ผ่านไป 1 ชั่วโมงกว่าๆ พวกเราก็มาโผล่ที่เมืองนารา เมืองแห่งกวาง
น่ารักมากกกกก กวางเดินกันให้ว่อนทั้งเมือง เราก็เดินกินขนมข้างทางกันไปเรื่อย
เกือบลองซื้ออาหารกวางกินแระ หน้าตาน่ากินเชียว เป็นแผ่นๆ
กวางที่นี่เชื่องมากนะ นอน เดิน ขอของกิน ขี้ให้ชม ประหนึ่งเห็นเราเป็นญาติมันด้วย
เข้าชมวัดวาอาราม เดินจากวัดนึง ไปอีกวัดนึง ไกลดี สะใจมาก
แล้วก็หาอาหาร (เช้า) กินกัน ตอน 4 โมง
แน่นอนว่า ของเล่นที่นี่ ทุกตัวกลายเป็นกวาง และเณรกันหมด
มี snoopy น่ารักดี หัวเป็นกวาง แล้วเขียนว่า for sell in Japan only
อ่า ไม่ต้องสืบ แพงสิคะ
 
เย็นย่ำก็ได้เวลาโบกมือลาน้องกวาง พาตัวเองกลับมาโอซาก้า
นั่งพักที่โรงแรมซักพัก ยืดเส้น ยืดสาย แล้วก็ลากกระเป๋าออกมา
…บนทางเดินแห่งความฝันนี้ อาจไม่มีพรมแดงปูทาง….
ไม่ใช่แค่ไม่มีพรมแดง แต่ในสถานีรถไฟ ไม่มีบันไดเลื่อน ไม่มีลิฟท์ 555
ไม่เป็นไร ชินแล้วค่า ลากกระเป๋าไต่บันได ขึ้นๆ ลงๆ
วันนี้แทบอยากจะโยนกระเป๋าลงไปรอข้างล่าง แล้วค่อยเดินลงมาเก็บ
 
ขากลับ ก็คุยกับพนักงานโบกรถไฟที่สนามบิน ให้เค้าช่วยบอกด้วย
ถ้าเป็นรถไฟขบวนที่เป็น direct นั่งยิงยาวถึง airport ไม่อยากขึ้นที่ต้องไปเปลี่ยนขบวน
กลัวจะลากกระเป๋ากันมันส์เกินไป พนักงานน่ารักมาก ถามคนนึง แต่เค้าคงออกเวรพอดี
ส่งต่อข้อมูลให้เพื่อนที่เข้าเวรใหม่ มาดูแล ส่องๆ มันหน่อย
2 หญิงไทย ท่าทางมีพิรุธ ยืนเกาะกระเป๋าเดินทางอยู่ที่สถานี 555 
แล้วก็ไปถึงสนามบินอย่างสวัสดิภาพ
 
 
ระหว่างต่อแถวเช็คอิน ก็คุยระลึกอดีต วีรกรรม ฮาเฮ ต่างๆ และคิดถึงคุณลุงเกียวโต
แถวคนไทยก็ยาวขึ้นเรื่อยๆ กระเป๋าแต่ละคน ยิ่งใหญ่ และเป็นขบวน (หลายใบกันมาก)
คุยไปซักครู่ มีหญิงสาวเดินมามองหน้า
"พี่หนึ่ง…." เราหันหน้าไปดู แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยย (แอร๊ย ยาวๆ เลย)
"น้องแก้ว!!!" Gosh!! เจอกันจนได้
จำกันได้ไหม น้องแก้ว คือ น้องผู้หญิงคนนึง ที่เราเป็นมิตรกันครั้งแรกที่สิมิรัน
เจอกันครั้งที่สองตอนทำวีซ่า และหนสาม ณ สนามบินคันไซที่ญี่ปุ่น
ทุกครั้ง เจอแบบไม่ต้องเตี๊ยม แอร๊ย กันตลอด 555
มาเลย ยืนมันด้วยกันนี่แหล่ะ เมาท์กันยิงยาว ระหว่างรอต่อคิว
น้องแก้วก็ไม่ย่อยนะคะ กระเป๋า 4 ใบ ซื้อมาเพิ่มจากญี่ปุ่น บวกถุงเล็ก ถุงน้อย
บอกแล้ว ประเทศญี่ปุ่น ยั่วยวน เกินห้ามใจ และละลายเงินดีนักแล
 
คุยกันจนลามปามไปถึงพี่ข้างหลัง เค้าก็ถามว่ามาด้วยกัน 3 คนหรอ
ก็บอกเปล่าค่ะ มา 2 แต่อีกคน เจอกันโดยไม่ได้นัดหมายตลอด
พี่เค้าบอก อ่อ บังเอิญ โลกกลม หรือ พรหมลิขิตครับเนี่ย 555
เอ่อ พี่คะ หนูจะดีใจมากถ้าน้องแก้ว เป็นผู้ชาย กร๊ากกก
น้องแก้วบอก พี่หนึ่งค่ะ ถือซะว่า เราทำกรรมมาร่วมกัน ทึ่งโป๊ะ!
พี่เค้าก็ถามต่อว่า แล้ว 2 คนนี่ไปกันเอง พูดภาษาญี่ปุ่นได้อ่ะสิ
เรากับจิ๊ก มองหน้ากัน หัวเราะ เอ่อ ไม่มีใครพูดได้เลยคะพี่ อืม พี่เค้าหน้า งงๆ นิดนึง
แต่พี่คนนี้ก็ไม่ยิ่งหย่อน หอบร่มญี่ปุ่นเป็นสิบคันเลย
เราก็แอบถาม พี่คะ แบ่งขายไหมค่ะ 5555 พี่เค้าบอก ไม่ได้ครับ ของลูกค้า
คือเค้ามากันเป็นกรุ๊ปทัวร์ กำลังทำถัวเฉลี่ยน้ำหนักกันอยู่
เค้าไปชั่งน้ำหนักกันใช่ป่ะ แล้วคนไหนที่น้ำหนักยังเหลือไม่เกิน
ก็จะเรียกเพื่อนๆ กรุ๊ปทัวร์ เอาของไปเพิ่ม ชั่งน้ำหนักเอื้ออาทรกันสุดฤทธิ์
 
เป็นเรื่องน่าเสียใจมาก ขนมที่กะจะมาซื้อที่แอร์พอร์ต ต้องฝันสลาย
เพราะ เงียบสงบ ร้านรวงปิด ไม่เหมือนสุวรรณภูมิ เปิดเป็น 7-11 เลย
จบไป หาอะไรกินได้ก็บุญแล้ว นั่งรอไฟลท์ออกเที่ยงคืน
น้องแก้วน่ารักมาก เป็นคนที่ทำให้เราสามารถใช้ การ์ดโทรศัพท์ได้สำเร็จ
หายคาใจไป นึกว่าจะได้การ์ดพันเยน เป็นที่ระลึกซะแล้ว
โทรเม้าท์กับแม่ซัก 10 นาทีได้ การ์ดก็หมดเกลี้ยง
 
 
สุดท้าย ขอบคุณเพื่อนร่วมเดินทางที่แสนน่ารัก จิ๊กกี้ 
ที่ทำให้การผจญภัยครั้งนี้ปิดฉากอย่างสวยงาม และประทับใจ
การเดินทางจบ แต่เรื่องเล่าขานไม่เคยจบ
Thank you!
 
(30 May 2010)
 
Advertisements

(5/6) OSAKA

 
หลังจากอำลาเกียวโต ถ่ายรูปหน้าวัดใหญ่ ท่านที่เป็นที่เคารพรักของเรา
พวกเราก็พาตัวเองมาถึงโอซาก้าซักสายๆ ได้
ที่นี่มีความเป็นเมืองสูงมากนะ คล้ายๆ โตเกียว
เข้าเช็กอินที่โรงแรม ใหม่ สวย ห้องใหญ่ ใช้ได้เลย (Oasis Hotel) สไตล์เรียวกัง
พนักงานต้อนรับพูดอังกฤษเป็นไฟ แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ไรๆ ให้
วันนี้จริงๆ แพลนจะไป ฮิเมจิ castle แต่เค้าบอกว่า มีปิดซ่อมแซมบางส่วน
ไม่น่าคุ้มที่จะไป เพราะเดินทางก็เป็นชั่วโมงแล้ว
เค้าเลยให้แผนที่ แล้วก็วงๆ สถานที่ ที่น่าจะไป ควรดูกัน ไรงี้
เก็บของในห้อง แล้วก็ Hit the roads! ^^
 
ตั้งใจว่าจะไป Osaka castle แต่ เรานำเพื่อนผิดทาง สร้างความสับสนให้จิ๊ก
เลยมาโผล่ผิดสถานี ไม่เป็นไร โผล่ที่ HEP Five เป็นย่านไฮโซ วัยรุ่นเยอะๆ
เราก็แวะมากินข้าวกัน 555 แล้วก็กลับลงสถานีรถไฟ เพื่อไป ปราสาทโอซาก้า
เก๋ๆ หรูๆ แวะมา brunch ที่ HepFive แล้วค่อยก็ไปชมเมือง กร๊าก
 
ไปกันจนถึงแระ บริเวณใหญ่มากๆ มีสวนสาธารณะใหญ่ๆ ก่อนเข้าเห็นมีต่อแถวกัน
เกือบไปต่อด้วยแระ ปรากฎ ต่อแถวเข้าชมคอนเสริต แอร๊ยยย
จะไปปราสาท เกือบได้ดูคอนเสริตบอยแบรนด์ชั้นนำของญี่ปุ่น
เค้าบอกชื่อวง แต่จำไม่ได้แล้ว
ก็นั่งรถไฟเข้าปราสาท เที่ยวโน่นนี่อะไรกันไป เรื่อยๆ
ตัวปราสาทมีหลายชั้นสูงมาก เค้าแบ่งเป็น 2 แถวตรงทางเข้า
แถวนึงสำหรับพวกก๋ากั่น เดินขึ้นบันได
อีกแถวนึงสำหรับพวกรักถนอมขา ใช้บริการลิฟท์
เราก็ต่อมันสองแถวแหล่ะ คือตอนแรกที่เก่งจะเดินขึ้นบันได
ต่อๆ คิวอยู่ ก็อนิจังวัฎสังขารา สังขารอาจไม่ไหวได้
เลยสละคิว เดินออกจากแถว มาต่อแถวที่ขึ้นลิฟท์
อืม ตัดสินใจกันถูกต้องแล้วจ้า ดื่มด่ำกันไปเรื่อยๆ
 
จนตอนเย็น มาเยือนแหล่งที่คึกที่สุด เท่าที่เคยเจอ
Dotonbori แหล่งของอร่อย มีทาโกะยากิ ขายตลอดทั้งสาย
ไม่ต้องห่วง ของที่ระลึก ทุกตัว ถ้าไม่ขี่ทาโกะยากิ หัวก็กลายเป็นทาโกะยากิ กันหมด
ว่าแล้วพวกเราก็ซัดทาโกะยากิ และ บะหมี่กันไป
บะหมี่เป็นตู้หยอดเหรียญ แล้วเอาใบรายการจากตู้ไปให้พนักงาน
ที่นี่ไม่มีรูป ไม่สนใจเรา คุยกันไม่รู้เรื่อง ช่างมัน หลับหูหลับตาจิ้มๆ ไป
บะหมี่สูตรอะไรก็คงเหมือนๆ กัน ทำไรมาให้ เราก็กินอย่างนั้น
และก็ต่อด้วย Shinsaibashi ย่านโลโก้กูลิโกะ คนมหาศาล ล้านแปด
แหล่งรวมมนุษย์มาก ชอบๆ คึกๆ 555
 
ก่อนกลับ แวะดูสวนลอยฟ้าซักนิดหน่อย ลมแรงดี ได้หนาวชอบมาก
วันนี้ได้ สดุดีร้านขายยา ก่อนกลับบ้าน ด้วยมั๊ง ใช่เปล่าหว่า แวะทุกวัน
 
นอนสบายมากวันนี้ โถส้วมอุ่นก้น ปรับอุณหภูมิได้ด้วย
แต่อ่างอาบน้ำเล็กๆ เหมือนเดิม
ก่อนนอนว่าจะแพลนกับจิ๊ก เรื่องสถานที่เที่ยวพรุ่งนี้
แต่รู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้ว 5555 หลับทิ้งเพื่อนเลย กร๊าก..
  
(29 May 2010)

(4/6) KYOTO in my heart

 
ตื่นแต่เช้าแผนวันนี้คือ เข้าวัด เรียวอันจิ นั่งนับหินในสวนเซนอันเลื่องชื่อ
วันนี้เป็นวันดี เหมาะแก่การเข้าวัดนะ เพราะตรงกับวันวิสาขบูชา พอดี
 
หลังจากซื้อบัตร bus+train 1 day pass ก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว ขึ้นมันให้มั่ว
จริงๆ แล้ว เมืองนี้ เค้านิยม รถบัส กับจักรยานกันนะ สุดท้ายเราก็ใช้กันแต่รถเมล์
รถไฟ เค้ามีแค่ 2 สายเองมั๊ง สถานีก็ไม่ค่อยมี คนไม่ค่อยนิยมด้วย (คิดเอาเอง)
 
เริ่มด้วยไปถึงวัดทอง ถ่ายรูปกับป้ายหน้าวัด นึกขึ้นได้ว่า เราแพลนกันว่า
จะเข้าวัดเรียวอันจิก่อน ก็เลย เก็บวัดทองไว้ก่อน เดินผ่านหน้าวัดทองไป
เดินขึ้นเขาไปวัดเรียวอันจิ ระหว่างทางเดิน สงบมาก
ข้างนึงเป็นป่าเขา เขียวๆ ขจีๆ อากาศดีอลังการ อัดมาเต็มปอดเลย
มีถนน พาดผ่าน น๊าน นาน จะมีรถวิ่งผ่านซักคันนึง เดินขึ้นทางลาดชัน ไกลแหะ
 
และแล้วก็มาถึง ตื่นเต้นมาก เพราะอยากมาที่นี่สุดๆ แล้วก็ไม่ผิดหวัง
หิน 14 ก้อน แห่งปริศนาธรรม ซึ่งตอนแรกเรานับได้ 13 ก้อน -_-”
โชคดี เด็กข้างๆ นับเสียงดัง ภาษาญี่ปุ่น นับไปชี้ไป เลยโอเค 14 ก้อนตามที่เด็กชี้ ครบ
ส่วนก้อนที่ 15 ไม่รู้จะเพ่งยังไงดีให้เห็น สงสัยต้องกลับไปเยือนอีกรอบ
ประทับใจ การจัดหินที่เรียบง่าย แต่คงไม่ได้จัดง่ายๆ นะ เราว่า
สวนต้นไม้เขียวๆ ก็สวยงาม นั่งมอง นอนมองได้ทั้งวันนะ เผื่อจะซาโตริ
 
เมื่ออิ่มเอมใจได้บ้างแล้ว ก็ไปต่อกันที่วัดทองคราวนี้ขอขึ้นรถเมล์กลับไปนะ 
วัดทอง stunning มาก สวย อร๊าอร่าม จบ
 
ทุกวัด จะมีเครื่องราง แบบญี่ปุ่น  เครื่องรางอันนึงที่เราฮามาก คือ เจ้าแม่คิดตี้
หลังๆ ไปวัดไหนก็ตาม ก็จะเจอเครื่องรางเจ้าแม่คิดตี้ เรื่อยๆ
จะขลังไหมเนี่ย แต่เครื่องรางอื่นๆ ก็โอเค น่าห้อย น่าแขวน
 
ต่อจากปราสาททอง ก็ต้องไป ปราสาทเงิน
ระหว่างรอรถเมล์อยู่นั้น แท๊น แท่น แท่น แทนนนนน
มี 2 หนุ่ม มาดมั่น เดินเข้ามาหาเราสองคน ถามว่ามาจากไหน ไรๆ
เค้ามาจากเกาหลี แล้วก็ไม่พูดพร่ำมาก ขอถ่ายรูปด้วยเลย
สงสัย 2 เรา จะเป็นของแปลกกันซะแล้ว อืม อยากถ่ายๆ ไป เต็มที่ อย่าได้แคร์
แล้วเค้าก็มีจุดหมายเดียวกับเรา คือ ปราสาทเงิน ก็นั่งบัส ไปพร้อมกัน
แต่สุดท้าย จิ๊กปฎิบัติการ สะบัดเนื้องอกหลุดไปได้ 555
แหม มาญี่ปุ่น จะเอาหนุ่มเกาหลี ทำไมใช่ไหมค่ะ
 
เที่ยววัดมา ก็มีจุดสกัดเซียนคล้ายๆ กัน คือ ที่ขายของที่ระลึก
น่ารักมากๆ เครื่องลาง (ถ้าไม่นับเจ้าแม่คิดตี้) ก็ขลัง และดูดีน่าห้อย
ส่วนของที่ระลึก ที่เป็นตุ๊กตาต่างๆ ก็สร้างสรรค์เสียนี่กระไร
ที่วัดปราสาททอง เหล่าตุ๊กตาก็เกาะ หรือไม่ก็ขี่ ปราสาททอง
ส่วนปราสาทเงินก็ขี่ประสาทเงิน ไปที่ไหน มีสัญลักษณ์อะไร
ตุ๊กตาเหล่านี้หล่อหลอมเป็นส่วนหนึ่งกับสัญลักษณ์นั้นๆ ได้อย่างกลมกลืน
โอ้วแม่เจ้า เจอน้องกวางวันพีช Tony-tony chopper ทุกวัด อยากฉกมาให้หมด
 
จากวัดสงบจิตใจ ก็ไปต่อที่ Gion เป็น หมู่บ้านแห่งเกอิชา
ไปเวลาดีมาก เกอิชานอนอยู่ ยังไม่ได้เวลาทำงาน ไม่เป็นไร ได้บรรยากาศพอ
ต่อจากเกอิชา ก็ไปยืนรอรถเมล์ จะเข้าไปชมเมือง
มองคนผ่านไป ผ่านมา นักเรียนยืนรอรถเมล์ไรๆ
เออ มองกระเป๋าน้องๆ นักเรียนนี่เพลินมาก
ห้อยตุ๊กตากันซะ นึกว่า แขวนขาย มือถือก็ห้อยซะ จะเยอะไปไหน
ยืนนานจนผิดสังเกต ที่ไหนได้ ยืนผิดป้าย สายที่จะขึ้นมันผ่านอีกถนนนึง
อืม เจริญ เดินไปตามหาป้ายรถเมล์ใหม่ มีไหมวันไหน ที่จะไม่หลง ฮา…
 
กลับไปสถานีโตเกียว (ข้างวัดใหญ่อีกรอบ) ไปถามรอบรถไฟ
พรุ่งนี้จะไปโอซาก้า แล้วก็ถามไรๆ ด้วย
ได้ข้อมูลมาเรียบร้อย พนง. คนที่คุยด้วย พูดอังกฤษเก่งมาก
เค้าแนะนำว่า คืนนี้ให้ไปเดินถนนสายชอปปิ้ง ก็โอเค ไปค่ะ ไป
นั่งรถเมล์ชมสีสันค่ำคืน แล้วก็ลงเดินเล่นไปตามถนนสายชอปปิ้ง
สองคนนี้ก็ยังไม่วาย เข้าร้านขายยา หิ้วโฟม หิ้วมาร์ส กลับมา เช่นเคย
 
พอดึกๆ ได้เวลากลับรัง รอรถเมล์กันหน้าร้านเกมส์ หรือร้านสล็อตนี่แหล่ะ
ยืนกันไป คุยกันไป ขำกันไป ซักพักใหญ่ จิ๊ก สะกิดเบาๆ ให้ดู
The memory of Kyoto!!!!!
สิ่งที่มองเห็นคือ สันฐานล่างเดินสองขาแบบมนุษย์ สวมรองเท้าทำงานแบบผู้ชาย
ถุงเท้าสีดำ สูงเท่าหัวเข่า โชว์ท่อนขาอันเล็ก เรียว และขาว
กระโปรงสีม่วงลายแบบเสือ ผ้ายืดๆ รัดๆ สั้นๆๆ เสมอจิ๋ม/จู๋
ด้านบนสวมเสื้อสูท ใบหน้าเป็นคุณลุงหน้าญี่ปุ่นๆ ผมหงอกๆ รองทรง
OMG!!! ฮาราจูกุ แห่งเกียวโต
กร๊ากกก เราสอง หัวเราะกันไม่หยุด ไม่เกรงใจ ไม่มีมารยาท
วิเคราะห์กันว่า คุณลุงนำแฟชั่น หรือแกรเสียสล็อต จนหมดตรูด
เอากระโปรงเด็กเชียร์สล็อตมาใส่
ไม่ใช่แค่เรานะ สาวๆ หนุ่มๆ ที่แต่งกายแบบนำแฟชั่นแล้ว ยังเหลียวกันไปดู
มันต้องเห็นเอง อธิบายอาจไม่ได้อารมณ์ชัดเจน
เสียดายอีกแล้ว ณ จุดนั้น ไม่ได้ถ่ายรูปไว้
โอ้ว คุณลุงขา หนูรักโตเกียว
 
เกียวโตมีอะไรให้เราตื่นตา ตื่นตัว ตื่นใจ ตลอดเวลา
หลังจากหัวเราะเกือบขาดใจ เราสองถึงได้ตระหนักว่า…
รอรถเมล์ผิดป้าย อีกแล้ว!
แต่ไม่เสียใจเลย การรอรถเมล์ผิดป้ายในครั้งนี้ ทำให้เราได้พบคุณลุงเกียวโต
คุณลุงจะอยู่ในมโนภาพของพวกหนูตลอดไป
เศร้าครั้งใด ผิดหวัง ท้อแท้ เมื่อไหร่ ภาพของคุณลุง จะเบ่งบานในใจ
สร้างเสียหัวเราให้แก่พวกเราได้แน่นอน
 
เอาหล่ะ นั่งรถเมล์กลับมาลงแถวหน้าวัดเหมือนเดิม
บอกแล้ว ต้องกลับมาวันละหลายรอบ จะศักดิ์สิทธิ์ไปไหนค่ะ
ถ้าเริ่มต้นเดินกลับจากหน้าวัดกลับที่พัก จะไม่หลงแน่นอน
 
วันนี้วันเกิดคุณแม่ กะซื้อการ์ดโฟนโทรกลับส่งเสียง hbd ซักหน่อย
หาตั้งแต่เช้า ซื้อไป 1 พันเยน แต่ก็โทรไม่สำเร็จ เครื่องพูดเป็นภาษาญี่ปุ่น
สุดท้าย ได้ skype ที่เรียวกัง โทรก่อนนอน 
คุยครบทั้งบ้าน จ่ายไป 2 ร้อยกว่าเยน จบข่าว
 
คืนนี้หลับสบายมาก เพราะเดินกระหน่ำอีกแล้ว
กู๊ดไนท์ค่ะ คุณลุงแห่งเกียวโต
 
เกียวโต สอนฉันว่า บางทีการออกนอกเส้นทาง ไม่ได้หมายความว่า เราหลงทาง
หากแต่หมายถึง การที่เราได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ อย่างไม่คาดคิดเสียมากกว่า
 
เกียวโต เปลี่ยนใจฉัน ให้หลงรักความเป็นญี่ปุ่น ซะแล้ว
I Red heartKYOTO
 
(28 May’10) 
 

(3/6) TOKYO Drift! Puroland then kyoto

 
หลังจากเมื่อวานระหว่างหลงทาง เจอตู้ลอกเกอร์ฝากกระเป๋าเดินทางได้
เพื่อประหยัดเวลา เพราะวันนี้เราต้องจับชินคังเซนเพื่อไปเกียวโตให้ทันเช็คอินที่พัก
เลยลากกระเป๋าออกมาตั้งแต่เช้าด้วย แล้วใส่ลอกเกอร์หยอดเหรียญ 500 เยน
พวกเราจะได้ไม่ต้องย้อนกลับไปเอาของ แล้วออกมาอีกรอบ
จุดหมายเช้านี้คือ พูโรแลนด์ ดินแดนแห่ง sanrio
ออกมันมาแต่เช้ามาก ไปสถานีชินจูกุ หารถไฟสาย เคอิโงะ จริงๆ ชื่อ keio
วันนี้เอาอยู่ เพราะเมื่อวานหลงทุกทิศทางแล้ว พอจำทางได้ลางๆ
ทุกเช้า เราจะแวะทักทายพนักงานตรงช่องตั๋ว เพื่อถามเรื่องตั๋ว และทาง เสมอๆ
พนักงานก็หล่อ หน้าใส ได้ใจคนถามทุกวัน เห็นหน้าแล้ว บางทีอยากจะถามสักร้อยคำถาม
เช้านี้ก็เช่นกัน ได้ตั๋วมาเรียบร้อย ถามเบอร์ชานชราเรียบร้อย ไปยืนรอรถไฟได้
 
รถมา ก็ขึ้นไปนั่งๆ กันไป มองเห็นที่ monitor ในรถไฟ โชว์สถานีที่จะจอด
ปรากฎว่าทำไมไม่มี tama-center หว่า ชี้กันดู งงๆ เลยหันไปถามคนข้างๆ
can you speak english? ได้รับคำตอบว่า NO.
ไม่เป็นไร งั้นลงไปก่อนสถานีหน้านี่แหล่ะ
ตอนจะลงที่ประตู หันไปถามอีกคนว่า can u speak english คำตอบลอกกันมา NO.
ไม่เป็นไร 2 สาว ลงไป เห็นป้ายใหญ่ๆ บอกสถานที บอกทาง
นั่งยองๆ ลงพร้อมๆ กัน แล้วใช้นิ้ว กับสายตา ไล่บนแผ่นป้ายทีละสถานี
โอเค สายนี้มันผ่านหล่ะ ไม่ผิดแล้ว คือจริงๆ หน้าจอ มันโชว์ยังไม่ถึงสถานีที่เราจะลงไง
แล้วก็ลุกขึ้น หันไป รถไฟยังไม่ปิดประตู ก็รีบกระโดดเข้าไป
นั่งรถขบวนเดิม ทำหน้าตาเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น ฮา กันอีกแล้ว
คิดดู ช่วงเวลาออกจากขบวนรถ นั่งดูข้อมูล จนกลับขึ้นไป
ประตูรถไฟยังเปิดอยู่ ไวกว่าแสงมาก 2 คนนี้
 
จากประสบการณ์สอนพวกเราว่า ถ้าจะถามทางใคร ใส่คำถามไปเลย
อย่าถามว่า คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม เพราะคนญี่ปุ่น ขี้อาย
จะถ่อมตัวไว้ก่อน ว่า NO, sorry I can’t speak english.
ได้ trick แระ ต้องตรงประเด็น อย่าเปิดโอกาสให้เค้ามี second thought
ถ้าถามทางไปเลย ส่วนใหญ่เค้าจะพยายามอธิบาย อังกฤษบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง มือบ้าง
หรืออย่างเก๋สุด ก็พาเดินไปส่งเลย 555+
 
โอเค นั่งรถไฟกันไป ซัก 1 ชั่วโมง ก็ถึง เรามาถึงประมาณ 9 โมงได้
เช้าได้โล่ห์ ทำเวลากันดีมาก พูโรแลนด์ เปิด 10 โมง
มีเวลานั่งกินอาหารเช้า ซึ่งเป็น McDonald’s เดินเล่น แล้วไปต่อคิวรอซื้อบัตร
เราสองคน บอกกันว่า ต้องออกจากที่นี่ 10.30
เพื่อไม่ให้พลาดชินคังเซนเที่ยวบ่ายสอง ซึ่งต้องกลับเข้าไปในเมือง
แล้วก็ไม่รู้จะหลงไปไหนกันอีกไหม เผื่อๆ เวลาไว้นิดหน่อย
ดังนั้น มีเวลาแค่ 30 นาที ในเมืองซาริโอ้ 3000 เยน แห่งนี้
 
เมื่อประตูเปิด สองเราจูงกันวิ่งเข้าไป จุดไหนน่าสนใจ ผลัดกันถ่ายรูป
ถ่ายๆ ไปก่อน เดี๋ยวไปสำรวจรายละเอียดในรูปถ่ายทีหลัง 555+
เข้าห้องโน้น ออกโซนนี้ แสงแฟลช วูบวาบ ผลัดส่งกล้องกันเป็นระยะๆ
ขึ้นชั้นบน ลงชั้นล่าง ห้องซ้าย ห้องขวา ถ่ายนั่นนี่โน่น วิ่งกันให้พล่าน
ใครมาเห็นคงนึกว่า 2 คนนี้ แข่งเกมส์โชว์อะไรซักอย่าง วิ่งหา RC คำใบ้ไรๆ
จนกลับมายืนที่เดิม หอบแฮ่กๆ ทั้งหมดนี้ กินเวลาไปเพียง 15 นาที
โอ้ว เหลืออีก 15 นาที จึงเป็นรอบเก็บตก เดินพินิจห้อง หรือการ์ตูนที่อยากดู
โอเคแระ 30 นาทีแห่งฝัน จบลงแล้ว เราสองต้องตัดใจ แล้วเดินจากออกมา
 
ตรงทางออกนั้นเอง พนักงานเห็นเราเดินออกมา จึงถามว่า
Will you come back? เพราะเค้าคงต้องทำอะไรกับตั๋วซักอย่าง ให้รีเทินเข้าได้
แต่เราก็หันไป ทำหน้ามั่นใจ พูดว่า "No. Thank you"
อ่าๆๆ งง ไปเลยค่ะ คุณขา เหมือนเราไปดูถูกพูโรแลนด์หรือเปล่า
พนักงาน คงมึนๆ มันเข้ามาแว๊บเดียว แล้วก็ออกไป โดยไม่คิดจะย้อนกลับมาอีก
โถ่ๆ อย่าเสียใจไปเลยค่ะ มันเป็นความจำเป็น บวกความบ้าส่วนตัว
คนธรรมดา ปกติ คงไม่มีใครทำเยี่ยงนี้หรอกค่ะ
 
พอออกมาก็ วิ่งกันเพื่อไปให้ทันรถไฟ เคอิโงะ ไปต่อชินคังเซนที่โตเกียว
2 สาวแห่งบ้าน AF ผู้โดนโหวตให้ออกจากโตเกียว
แต่ยังไม่ละทิ้งความฝัน ลากกระเป๋าไป หวังจะเป็นดาวเด่นในเกียวโต
จากความ alert กลัวไม่ทัน ปรากฎ เหลือเวลาสบายๆ เลย นั่งกิน รอรถกันไป
 
แล้วที่นี่ วันสุดท้ายแห่งโตเกียว เราก็ได้พบสิ่งของที่พวกเราต้องการมาตลอด
ตั้งแต่เหยียบสนามบินนาริตะ นั่นก็คือ Tokyo Banana
พระเจ้า สำเร็จแล้ว กลับไปบ้านเกิดได้ไม่อายใคร เหมากันไป
พอพ้น kios ที่เราซื้อกันมา เข้ามาข้างใน
พระเจ้าอีกรอบ โตเกียวบานาน่า มีขายมันทุกร้าน หน้าตาดี
มีหลายรสกว่าด้วย เป็นร้านเฉพาะเลย
อืม บทจะเจอ มันก็เจอซะเยอะเอียน เชื่อเค้าเลย
 
++ KYOTO ++
รถไฟหัวกระสุน ก็ได้ทะยานพาพวกเราไปถึงที่หมาย เกียวโตสเตชั่น
ใหญ่โต พลุกพล่าน ดูดี มีเกียวโตทาวเวอร์ด้วย แล้วไป info center เหมือนเดิม
เพื่อขอข้อมูล แล้วขอร้องให้เค้าช่วยโทรไปที่ เรียวกัง (ที่พัก) เนื่องจาก
ตามในอีเมล เค้าบอกว่า ให้ช่วย check-in ก่อน 6 โมงเย็น
แล้ว ณ ตอนนั้น เหลือไม่กี่นาที ก็ 6 โมงเย็นแล้ว พนักงานใจดี ช่วยโทรให้
หลังจากเค้าคอนเฟริมให้แล้ว ว่า 2 คนนี้ ไปแน่ แต่ไปช้าหน่อย
ก็ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว เดินไป เล่นไป ถ่ายรูปไป ช้าได้อีก 
พวกเราเดินกันไปได้ เกือบชั่วโมงแหล่ะ ทั้งๆ ที่แค่ 20 นาทีก็ถึง
 
มือซ้ายลากกระเป๋าพร้อมกำแผนที่ มือขวาถือกล้อง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
ขอสารภาพว่า พอก้าวเท้าออกจาก สถานี เราก็ตกหลุกรักเมืองเกียวโตนี่ทันที
บอกไม่ถูก เหมือนเราจะเคย ได้เจอกันชาติก่อน 555 ที่นี่ต่างจากโตเกียวมาก
มีความเป็นญี่ปุ่นสูง อากาศดี บรรยากาศก็ดีมากๆ เกียวโตจ๋า ไอ เลิฟ ยู
 
เดินออกจากสถานี ผ่านหน้าวัดแห่งหนึ่ง ใหญ่ และ สวย มาก ต้นไม้เยอะๆ
Stunning! เราถึงกับยกมือไหว้ แล้วบอกหน้าวัดว่า
"ท่านขา ขอให้หนูได้กลับมาที่นี่อีกเถอะ อาเมน"
 
ลัลลา กันมาจนถึงเรียวกัง แล้ว โอ้ววว วิถีญี่ปุ่น อย่างแรง ชอบๆ
บ้านพัก เป็นแบบประตูเลื่อนๆ คล้ายๆ กระดาษ เหมือนอิกคิวซัง
นอนพื้นเสื่อ มีฟูก และ ยูคาตะ ให้ด้วย แอร๊ยยยย ชอบมากค่ะ
พนักงาน อธิบาย ไรๆ ร้านค้าใกล้บ้านไรๆ ไป ฟังไปบ้าง ผ่านบ้าง
(พนักงานทุกคน หน้าตาดี ติดใจพี่เครา ใส่แว่น โพกหัวมาก มีคาแรกเตอร์จริงๆ 
เสียดาย หญิงไทยขี้อาย ไม่ได้ขอถ่ายรูปมา รู้สึกจะพลาดหลายคนแล้วนะ)
 
วางกระเป๋า ทำห้องเค้ารกเสร็จ ก็ออกดื่มด่ำ เกียวโตยามค่ำคืน
บรรยากาศดีมาก ไม่รู้จะย้ำหลายรอบทำไม 555
คนที่นี่ ใช้จักรยานกันเป็นส่วนใหญ่ เห็นแล้วอยากกระโดดขึ้นซ้อนท้าย
 
พวกเราไป ร้านสะดวกซื้อ fessco เปิด 24 ชม.
สนุกมาก อาหารญี่ปุ่นละลานตา ซื้อมาเป็นอาหารค่ำกันด้วย
เดินไปจนถึงร้านขายยา (ไม่มีวันไหนที่ไม่เข้าร้านขายยา) แล้วก็ 100เยน
แล้วเดินกลับบ้าน จำได้หน้าซอย มี 7-11 เลี้ยวเข้าไปเลย
เดินไปเดินมา จิ๊กบอกว่าทางเริ่มไม่คุ้น แต่เรายังคุ้นอยู่ 555 เหวอ
จนแน่ใจกันแล้ว ว่าไม่ใช่แน่นอน ยืนมองโตเกียวทาวเวอร์ กันอยู่ซักครู่
อ่า… มีเหยื่อกำลังผ่านมา 1 ราย เสร็จเลย คุณได้เป็นฮีโร่ของพวกเรา
เอาแผนที่ ที่พักให้เค้าดู เค้าก็เอาไฟฉายมือถือส่องๆ ดู
โอเค เค้าบอก เดี๋ยวเค้าพาไป อืม 2 สาว เดินตามผู้ชายไปเลย ในซอยเปลี่ยว
 
เดินไปคุยไป เค้าเพิ่งเลิกงาน กำลังจะกลับบ้านไรๆ ก็ว่าไป
ซักพัก เค้าทำท่าตกใจ แล้วบอกว่า ผิดทาง กร๊าก หน้าตาใส ให้อภัยได้
เลยพาไป ทางที่ถูกต้อง อ่า คุ้นๆ แล้ว หน้าวัดเดิม
แล้วบอกเค้าว่า โอเคแล้ว ขอบคุณมาก จำทางได้แล้วค่ะ ร่ำลากันไป
 
วัดใหญ่ ที่อยู่ติดเกียวโตสเตชั่น ที่เรายกมือไหว้ขอท่านว่า ขอให้ได้กลับมาที่นี่อีก
ท่านขา หนูหมายถึง ที่เมืองเกียวโต ค่ะ ไม่ใช่ หน้าวัดท่าน -_-” ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ค่ะ ท่าน
อยากถ่ายรูปหน้าวัด เก็บภาพกว้าง แต่ด้วยอะไรก็แล้วแต่
จิ๊ก กดชัตเตอร์ไป 3 รอบ แฟลชก็เปิดแล้ว ไม่ติด แต่พอหันไปมุมอื่น กดติดซะงั้น
เลยยกมือไหว้ ขอโทษท่านไป ไม่รบกวนก็ได้ค่ะท่าน งั้น หนู 2 คน ลากลับบ้านนะคะ
ไม่ต้องให้วกมาหน้าวัดอีกแล้วนะคะ กู๊ดไนท์ค่ะ
 
อยู่เกียวโต 2 วัน พวกเราต้องมาผ่านหน้าวัดนี้ ทั้ง 2 วัน เช้า และ ค่ำ
แปลก แต่ จริง ท่านค่ะ เอาหนูไปอยู่เกียวโต เลยเถอะค่ะ พลีส
 
คืนนี้ ไม่ค่อยง่วงมาก มัวแต่คึก ตื่นตา ตื่นใจ
เที่ยงคืน อาบน้ำ เปลี่ยนใส่ชุด ยูกาตะ แล้ว 2 คน ค่อยๆ ย่อง ออกไปถ่ายรูป
คนอื่นเค้านอน สองคนนี้ แอ๊คท่า อย่างสงบๆ ถ่ายรูป
พอกลับเข้ามานอน ซัก ตี 1 เราปวดอึมาก แต่ด้วยสภาพห้องนอนญี่ปุ่น
แต่ละห้องกั้นด้วยกระดาษ แล้วเงียบสงัดมาก เกรงใจนะเนี่ย
แต่ไม่ไหวแระ ภาระกิจต้องทำ จัดไป จัดหนัก
เพื่อนจิ๊ก กลัวน้อยหน้า ตื่นมาต่อคิว จัดไป จัดหนัก ด้วยคน ตี 1 ตี 2 เข้าส้วมกัน
กดชักโครกกันไป ชักโครกเสียงก็ดังสนั่นดีหนักเชียว
ห้องข้างๆ คงอยากเห็นหน้าจับใจ 5555
 
(27 May’10)
 

(2/6) TOKYO Drift! at Mt.Fuji

 
วันที่ 2 ณ เมืองโตเกียว
ตื่นมาแต่เช้า เพราะมีแพลนไปที่ Mt.Fuji
2 สาวเล่าเรื่อง ไม่มีทางรู้เลยว่า วันนี้จะมีเหตุการณ์ตื่นเต้นอะไร รอพวกเธออยู่บ้าง
 
นั่งรถไฟไปสถานีโตเกียว จำได้เมื่อวานเค้าบอกให้ขึ้นรถบัสแถวๆ นี้
(ซึ่งเรายังไม่ได้เดินไปเช็คสถานีรถบัสเลย มัวแต่ imperial palace กันอยู่)
เป็นสถานีที่ใหญ่มาก มัน link กับสายไรๆ ไม่รู้ เกลื่อนไปหมด
ถามทางก็แล้ว เดินวนๆ ก็แล้ว info center ก็แล้ว
ตกลงว่า พวกเรา 2 คน ใช้เวลาอยู่ในสถานีนี้ เกือบ 2 ชั่วโมงได้มั๊ง
 
เมื่อชีวิตมาถึงทางแยก ข้างหลังเป็นทางเข้าอะไรไม่รู้ ดูมืดๆ ซ่อมๆ
ข้างหน้าเป็นถนน ตึกๆ เรามั่นใจมากว่าสถานีต้องไปทางถนน แน่นอน
เกือบข้ามไปแล้ว จิ๊กไปถามทางซะก่อน ได้หญิงสาวน่ารัก บอกทางให้
จิ๊กบอก 1 สัญชาตญาณเรื่องทิศทางแกรแรงมาก ไปอีกด้านตลอด ชั้นไม่เชื่อแกรแล้ว
สาวน้อยผู้ใจดี ได้นำทางพาพวกเรามาจนถึงที่ขายตั๋วรถบัสไปฟูจิ
เค้าเข้าไปเจรจาให้ แล้วเดินออกมาบอกว่า วันนี้พยากรณ์อากาศ ว่า ฝนตก
ถามเราว่าอยากไปไหม เพราะมีโอกาสที่หมอกลง อาจมองไม่เห็นฟูจิซังได้
เราก็คุยๆ กับเค้าซักพัก เลยว่า ถ้างั้นเราเปลี่ยนแพลนไป พูโรแลนด์ แทนแล้วกัน
แล้วพรุ่งนี้ค่อยไป ฟูจิซัง อืม อาริกาโต โกไซมัส สาวผู้ใจดี แล้ว ซาโยนาระกันไป
ก่อนจาก สาวหน้าใสได้มองหน้าด้วยความห่วงใย แล้วกล่าวว่า "Take care"
ขอบคุณค่ะ ซึ้งมาก จริงๆ เค้าคงนึกในใจ 2 ตัวนี้ มันจะรอดกันไหม 5555
 
พอเดินออกมา ก็คุยกันว่า เออ งั้นกลับไปถามรอบรถก่อนดีกว่า พรุ่งนี้จะได้กะเวลาถูก
เดินย้อนกลับไป ต่อแถวช่องซื้อตั๋ว คุยงูๆ ปลาๆ กับพี่ขายตั๋วได้ความว่า
ตอนนี้มีรถไปเที่ยว 10.10 ซึ่งไม่กี่นาทีก็ 10.10 แล้ว
หันมองหน้ากัน เอาว่ะ ไปวันนี้ก็ได้ ฝนก็ช่างฝน ตกจริงหรือเปล่าไม่รู้ ไปก็ไป ซื้อตั๋วไป 2 ที่
(จริงๆ แค่จะมาถามรอบรถไม่ใช่หรอ ทำไมจู่ๆ ได้ไปกันเลย??!!? อะไรของมัน 2 คนนี่)
ได้ตั๋วเสร็จ วิ่งเหมือนแข่งเกมส์อะไรอยู่ หาชานชรากันเลย โผล่ไปเจอรถบัสจอดอยู่เรียงราย
เจอคันแรกใกล้สุด ก็ก้าวขึ้นไป โชว์ตั๋วให้เค้าดู เค้าก็ส่ายหน้า แล้วชี้ๆ ไปข้างหน้า
เราก็ขึ้นๆ ลงๆ กันอยู่ 3 คัน จนคันสุดท้าย คนขับเช็คตั๋วแล้วพยักหน้าหงึกๆ ชี้ให้ขึ้นได้
อูยยย นึกว่าจะตกรถซะแล้ว บอกคนขับว่าถึงสถานีแล้วเรียกด้วย
คือ คนขับฟังไม่รู้เรื่องหรอก ไม่เป็นไร ถือว่าบอกแล้ว
 
เค้าบอกว่า จะใช้ประมาณ 3 ชั่วโมง เพื่อไปถึง
นั่งไป หลับไป จนตื่นมาเพราะจิ๊กปลุก บอกว่า เฮ้ย 1 คนลงหมดรถแล้วอ่ะ
เราก็งงๆ ตาลีตาเหลือกตื่น เดินไปหาคนขับ งงๆ เพราะมันยังไม่ถึง 3 ชั่วโมง
ถามคนขับ ว่าถึงแล้วหรอ ผู้โดยสารหายไปไหนกัน ก๊ะ? พยายามสื่อสารกันยืดยาว
คนขับตอบภาษาญี่ปุ่น เราก็ไม่เข้าใจกัน สุดท้าย เค้าก็เขียนบนกระดาษว่า "54"
54 แล้วขีดเส้น เอาปากกาจิ้มๆ ให้หวยหนูหรอพี่ขา พวกหนูก็ งง สิ
จะให้ไปต่อรถสถานีชานชราที่ 54 หรอ???
พอดีมีหนุ่มคนนึงขึ้นมา เค้าพูดอังกฤษได้นิดหน่อย เค้าอธิบายว่า
ตอนนี้ พักรถ 10 นาที จะออกรถอีกทีตอน 11.54 อืม ชัดเจนแระ "54"
พี่คนขับขา จะเขียน 11.54 ได้ไหมค่ะ หนูจะได้เข้าใจว่า พูดถึงเรื่องเวลา
จะลงก็ไปเดินเล่นบ้างอะไรบ้างก็ไม่กล้าลง เพราะเหลือไม่กี่นาที ที่นี่ยิ่งตรงเวลากันเป๊ะๆ
ซึ่งก็จริงๆ ผู้โดยสารขึ้นมากัน 11.54 ปุ๊ป พี่คนขับออกรถปั๊ปเลย
 
เคๆ หลับไปต่ออีกนิดหน่อย ถึงแล้ว เค้าก็ปล่อยพวกเราลง
จิ๊กได้ข้อมูล (จากไหนไม่รู้) มาว่า มันจะมี คาวาคูจิโก lake อะไรซักอย่าง ซึ่งเดินไปได้
เดินเล่นในร้านขายของซักพัก แล้วก็กินอาหารกัน เป็นอุด้งที่อร่อยมาก เป็นมื้อแรกของวัน
กินเสร็จ เดินชิวๆ ไปหา info center ถามทางไปทะเลสาป เค้าก็งงๆ ชี้ให้ถามอีกที่นึง
เดินไปอีกที่นึง เค้าบอกว่า walk ไม่ได้ จากนี้ไปจุดชมวิว มีที่ 5th station ซึ่งต้องไปโดยบัส
แล้วต้องมาซื้อตั๋วตรงตึกแรก ที่เราจากมา ก็โอเค กลับไปซื้อตั๋วที่โน่นก็ได้
พอกลับไปถึง เค้าเอาตารางรถให้ดู วันนึงมี 4 เที่ยว แล้วนี่เป็นเที่ยวสุดท้ายแล้ว!
if you want to go, please go now! hurry up! NOW!
อ้าว ซื้อตั๋วๆ คนขายยื่นตั๋วให้จิ๊ก 2 ใบ บอก go go ยื่นตั๋วให้เรา 2 ใบ บอก come come
ซักพักจึงเข้าใจว่า โอเค ของจิ๊ก ตั๋วขาไป ของเราตั๋วขากลับ
แล้วบอกว่า เร็วๆ เพราะรถจะออกแล้ว เอาอีกแล้ว ได้ตั๋วเสร็จ 2 คน จูงกันวิ่ง
ฉิวเฉียดตลอด นึกในใจ ถ้าเดินเล่นในร้านขายของนานกว่านี้อีกนิดนะ
ฟูจิ คงมีโอกาสเห็นแค่ใน google 555+
 
แล้วฝนก็ตกจริงๆ พยากรณ์กันแม่นมาก
 
นั่งรถไปซัก 45 นาที ก็ถึงจุดชมวิว ฟูจิซัง ออกจากรถมานี่ ควันออกปากเลย เย็นมาก
วันนี้ จิ๊กไปแบบ เสื้อยืด กับผ้าคลุมเดินชายหาด บอกว่าให้ติดเสื้อกันหนาวมา ก็ไม่เอา
เรายังติดไป แต่ก็ไม่คิดว่าจะหนาวขนาดนี้ หมอกเยอะมาก มองทางแทบไม่เห็นเลย
ใครฟร่ะ บอกว่าหน้าร้อน กลับไปจะตบ จูบ ตบ จูบ ให้เข็ด
 
ลงมา ดีใจมาก จะได้เห็นภูเขาไฟฟูจิ แต่พอมองไป โหย หมอกเต็มเลย
ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราก็มาถึงแล้ว ถึงแม้จะเห็นแค่ ฟูจิขี้อาย ฟูจิในม่านหมอก
ถ่ายรูปกันนิดหน่อย จิ๊กบอกว่า เอ๊ะ ทำไมคนหันไปอีกด้านหว่า
ปรากฎ….. 2 คนนี้ มันถ่ายรูปผิดฝั่ง คือ ภูเขาฟูจิ อยู่อีกด้านนึง ! -_-‘ ทึ่งโป๊ะ!
นี่ไม่ได้แกล้งโง่กันนะ โง่จริงๆ หันมา โหยยย ฟูจิลูกเบ้อเร่อ มีหิมะปกคลุมอย่างน่ารัก
ยืนฮากันอย่างบ้าคลั่ง พอได้สติ ก็ถ่ายรูป โชคดีมาก ถ่ายรูปมาได้นิดหน่อย
แล้วหมอกลงเยอะมาก คราวนี้บังภูเขามิดจริงๆ เฮ้อออออ ฟูจิซัง เอ๋ยยยย
 
เวลามีจำกัด เดินเลือกซื้อของในร้านซูวีเนียร์ไรๆ กันลัลล้าอย่างรีบเร่ง
คนขายพูดไทยได้บางคำ มีป้ายภาษาไทยเขียนด้วย สงสัยทัวร์ไทยมาลงเยอะ
ซื้อขนม ของเล่นไรๆ ไร้สาระมาเรื่อยเปื่อย
ขากลับยังอุตส่าห์ หารถบัสกันเกือบไม่เจออีก
แล้วก็นั่งรถกลับตามเส้นทางเดิม ต่อรถเหมือนเดิม
 
ตามแพลน วันนี้ว่าจะไป ฟูจิซัง และ ฮาโกเนะ  เอาจริงๆ แค่ฟูจิซัง ก็ทั้งวันแล้ว
ตรงตามที่ 2 หนุ่ม ที่เจอวันแรกบอก impossible one day fuji san and hakone
 
พอถึงในเมือง ก็นั่งรถไปแวะเที่ยว Ginza
วันนี้ฝนพรำ นิดๆ ทั้งวัน พอให้โรแมนติกหัวใจตลอด
หาร้านเนื้อ-หมูย่างกินกัน บอกเลยว่า อาหารค่ำมื้อนี้ น้องกุ๊กหน้าตาดีบาดใจมาก
แล้วเดินเล่นในร้านขายของ เจอผลิตภัณฑ์ของบริษัทตัวเองด้วย
ซื้อกลับมาเป็นที่ระลึกซักหน่อย เพราะเมืองไทยไม่มีขาย
แล้วก็พอแระ กลับบ้านดีกว่า
 
กลับที่พัก ก็เตรียมแพ็กของ กระเป๋าเริ่มงอก พรุ่งนี้เช็คเอ้าท์
แพลนไป พูโรแลนด์ แล้วก็ย้ายกันไปเมืองเกียวโต
 
โตเกียววันนี้สอนให้เรารู้ว่า บางครั้ง จุดหมาย
ก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ และตื่นเต้นไปกว่า สองข้างทางก่อนไปถึงปลายทางนั้น
สำหรับเรา การเดินทาง คงสำคัญกว่า เส้นชัย กระมัง
 
ประทับใจ ฟูจิซัง เหลือเกิน เกือบได้วิวที่ไม่เหมือนชาวบ้านแล้ว
 
 
คืนนี้นอนที่โตเกียว คืนสุดท้ายแล้ว ขอกล่าวถึงที่พักซักหน่อย
ที่นี่ ข้าวสาร โตเกียว ออริจินัล คล้ายๆ YHA เป็นบ้าน 3 ชั้น
ชั้นล่างเป็น common area มีครัว มีห้องนั่งเล่น มีความพิวเตอร์ มีทีวี
ชั้น 2 ชั้น 3 เป็นห้องนอน ชั้นละตกประมาณ 4 ห้อง ห้องอาบน้ำ มีที่ ชั้น 1 และ 2
ห้องนอนที่เรากับจิ๊กนอน เป็นเตียง 2 ชั้น ห้องขนาด ความยาวเดิน 4 ก้าวชนผนัง
ถ้าทางขวางก็ซัก 2 ก้าวได้ มีทางเดินข้างๆ เตียงได้ 1 คน เดินตะแคง
เดินสวนกันได้ แต่ต้องข้ามหัวกันไป 555+ ส่วนเตียง ห้ามนั่งตรงๆ หัวจะชนข้างบนได้
เรื่องความสะอาด ยอมรับว่า สะอาดมาก (ก่อนพวกเราเข้าไปนอน)
ห้องน้ำ ชักโครกแบบญี่ปุ่น ปุ่มโน่น นี่นั่น เยอะแยะ กดกันเล่นไป
แต่ไม่ใช่ฝาชักโครก ระบบอุ่นก้นได้
ห้องอาบน้ำรวม บางห้องมีตะกร้าผูกไว้ที่ประตู บางห้องมีถุงพลาสติกห้อย ไว้ใส่ผ้าแห้ง
อาบน้ำ อย่าออกลีลามาก เพราะแขนขา จะชนผนัง ห้องข้างๆ ก็ผนังสะเทือนไปด้วย
นอกเหนือจากพื้นที่จำกัดจำเขี่ยแล้ว โดยรวมทั่วๆ ไป ก็ถือว่าโอเค
 
เค้าแจกบัตรสาเกฟรี จนวันนี้ ยังไม่ได้ไปเอา
หายหัวออกไปแต่เช้า กว่าจะกลับเข้ามา ก็ดึกมากแล้ว ที่รับสาเกฟรีปิดไปแล้ว
 
(26 May’10)

(1/6) TOKYO Drift ! landing Asakusa

 
แอร๊ยยย ถึงแว้ววว นาริตะ 8 โมงเช้า
….เริ่มขี้นแล้ว วันแรกของวันที่เหลือ….
ตื่นมา เมาๆ ขี้ตา ลากกระเป๋าผ่านด่านสนามบินกันออกมา
จุดแรก จริงๆ เราควรจะต้องไปหาซื้อ tokyo banana เพราะโดนกรอกหูมา
แต่ด้วยว่า เช้าๆ มึนๆ ง่วงๆ จุดแรกที่เราสองเดินไปหา คือ Tourist Information center
แต่ คุณทำถูกแล้ว เพราะมันสองคน ไม่ได้มีข้อมูลอะไรเลย
จิ๊กมีหนังสือแนะนำท่องเที่ยวมาเล่มเดียว ส่วนเรามีแต่ข้อมูลทางไปที่พัก
ถึงตรงไหน เปิดหนังสือมันตรงนั้น หาเอาที่สารบัญ ศึกษากันสดๆ
 
เราจะหาทางเข้าเมืองโดยทำตามหนังสือแนะนำ คือ ขึ้นรถไฟสาย Keisei
สำหรับผู้ที่ไม่มีตั๋ว JR แล้วสายนี้ราคาถูกโอเค ใช้เวลา 75 นาทีโดยประมาณ
 
เริ่มต้นด้วยการถามทาง ถามแล้วมันยังก็ไม่เชื่อเค้าอีก ถามคนอื่นต่อ
เพราะเราเข้าใจกันว่าน่าจะเป็นสถานีฝั่งนี้ แต่เค้าบอกต้องอีกฝั่งนึง
ตกลงว่า มันสองคน รู้ดีกว่า เจ้าของประเทศ สุดท้าย ยอมรับความจริง ยืนผิดชานชรา
อืม เริ่มสนุกตั้งแต่เหยียบประเทศเค้าเลย เคๆ ขึ้นรถไฟได้แล้ว นั่งไปจนถึงโตเกียว
 
ขึ้นสถานีตามแผนที่ ที่ print มา ทางไปที่พัก ต้องออกที่สถานีอังซะกุสะ
ก่อนออกจากสถานี ก็ได้แผนที่ subway กันมา คนละแผ่น
สีสันตะการตามาก ที่นี่เค้ามีรถไฟทับกันไปกันมา 10 สายได้ งง กันได้อีก
ไม่เป็นไร มีเวลาทำความเข้าใจอีก 3 วัน
 
โผล่ขึ้นมาบนพื้นดิน เอ๋อกันเลยทีเดียว อย่าได้ช้า มีปาก ถามเข้าไป
เจอความประทับใจแรก เหมือนฟ้าประทาน มีชายหนุ่มสองคน ยืนคุยกันอยู่
เราก็ยื่นแผนที่ให้เค้าดู ว่าจะไปที่นี่ ต้องเดินไปยังไง ทางไหนดีค่ะ
พอมองเห็นหน้าจังๆ โอ่ย คิดไม่ผิดที่ถาม 2 คนนี้ หน้าตาน่ารักมาก 555
สองหนุ่มเทพบุตร ก็หยิบไปดู แล้วก็กดโทรศัพท์ ดู GPS บอกตำแหน่งแก่เรา ชี้ทางให้
เดินงี้ๆ แต่ก็เข้าใจยากเหลือเกิน เพราะสมาธิไปอยู่ที่หน้าตาขาวๆ ใสๆ หมดแล้ว กร๊าก
เค้าคงเห็นหน้ามึนๆ เลยบอกว่า ตามมา เดี๋ยวเค้าสองคนเดินไปส่ง อ๊ะ!!
โห คนบ้านนี้เมืองนี้ ทำไมหน้าตาดี แถมมีน้ำใจเยี่ยงนี้
เดินไปคุยไปนิดหน่อย ส่งกันถึงหน้าที่พักเลยทีเดียว
สุดท้าย คนเราคงพบเพื่อลาจาก แค่นี้ใช่ไหม ได้แต่ขอบคุณ และบอกลากันไป
เรากับจิ๊ก เสียดาย น้ำลายยืดกันมาก ไม่ได้ขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก
 
เข้าเช็คอิน ถามข้อมูลเล็กน้อย ได้ข้อมูลนึงว่าเราต้องซื้อตั๋ว ชินคังเซน เตรียมไว้ไปเกียวโต
ที่ JTB ข้างวัดอังซะกุสะ คนที่ รร.ข้าวสาร น่ารักมาก เค้าโทรไปเจรจาให้แล้ว
ได้ราคาพิเศษด้วย ปกติจะหมื่นสอง หมื่นสามพันเยน แต่นี้เค้าขายที่ 9800 เยน 
พอพ้นจากประตูที่พักออกมา การเดินทางวันแรก ก็เริ่ม ณ ตรงจุดนี้ 
 
ระหว่างทางเดินจริงๆ ไม่ค่อยไกล แต่สิ่งล่อตา ยั่วใจ ดาษดื่นสองข้างทาง
อะไรมันจะน่ารักกันไปหมดขนาดนี้ ของกิน ของเล่น ไรๆ อูยยย เล่นเอาเมื่อยตา
เอางี้ เราสองคนใช้เวลากว่าจะผ่านแต่ละด่านก่อนเข้าวัดนานมาก
แถมยังมาเจอด่านสะกัดเซียน –> ร้านขายยา มัสซึโมโตะ
เครื่องสำอางค์ทุกอย่างกระจุกอยู่ในร้าน ทุกแบรนด์บรรดามี ละลานตามากโกยกันไป
จิ๊ก โฟมล้างหน้า ชิเชโด้ วิปโฟม  (เดี๋ยวสรุปให้ ว่าทั้งหมดกี่หลอด คาดว่าใช้ได้อีกหลายปี)
ส่วนเรา ที่มาร์สหน้า เห็นไม่ได้ หยิบทันที แล้วก็เข้าสู่ภาระกิจหาของที่เพื่อนๆ ฝากซื้อด้วย
มือนึงถือเครื่องคิดเลข อีกมือหนึ่งเลือกหยิบของ แยกย้ายกันไปตามความสนใจ 
ไม่น่าเชื่อสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกในญี่ปุ่น ที่เงินออกจากกระเป๋าพวกเรา คือ ร้านขายยา!
 
กว่าถึงวัดอังสะกุสะก็บ่าย 3 -_-” แต่ก็ใจพองโตไปกันของเล่นที่สร้างสรรและน่ารัก
สัญลักษณ์วัดคือ โคมสีแดง เหล่าตุ๊กตาของที่ระลึก เช่น โดเรมอน คิดตี้ วันพีซ สติช ฯลฯ
พากันเกาะโคมแดงถ้วนหน้า จะน่ารักกันไปไหน ไม่ไหวจะเคลียร์
ซื้อไม่ไหว คูณ 0.36 แล้วปวดใจ ขนาดปวดใจ ยังหยิบโน่นนี่ ติดมือกันมาได้อีก
จนมาถึงวัดซักที ตวักน้ำพอเป็นพิธี ไหว้พระเล็กน้อย แล้วเดินฝ่าด่านของที่ระลึกอีกรอบ
ถ่ายรูปกันไป ป้ายไรๆ เค้าเขียนไรไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น อ่านไม่ออก ก็ถ่ายๆ มา
อาจจะเขียนว่า ห้ามถ่ายรูป หรือไม่ก็ ทิ้งขยะที่นี่ ไม่รู้หล่ะ เราถ่ายกันหมด
อยากไม่มีภาษาอังกฤษกำกับนี่หว่า ช่วยไม่ได้
 
จบอังสะกุสะ ต่อไปที่ไหนดี กางแผนที่ subway ดูทิศทาง
วัยรุ่นอย่างเราๆ จิ้มไปที่ ชิจูกุ กันดีกว่า ดูตึก ร้านค้า ดูคนไป แล้วไปต่อที่โตเกียว
ก่อนเดินเล่นในโตเกียว แวะเข้า info.ถามทางไป ฟูจิซัง เตรียมไว้วันรุ่งขึ้น
เค้าชี้ทางไปสถานีรถ เราสองคนว่าจะเดินไปดู แต่ไปๆ มาๆ โผล่ไป Imperial Palace
โอเค งั้นก็ไปเที่ยวอิมพิเรียลพาเลซ ก่อนก็ได้นิ
กว่าจะถึง หมดมนุษย์หนุ่มนำทางไป 3 ท่าน ทุกคนน่ารักมาก
เค้าเข้าใจเรา ว่าจะไปไหน แต่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ สุดท้ายพาเดินมาด้วยกันเลย 
สงสารเค้าเหลือเกิน คงคิดในใจ ตรูกำลังจะเดินกลับบ้านอยู่ดีๆ ต้องย้อนมาส่งมัน 555
คนที่สอง พาไปหาตำรวจเลย พยายามอธิบายพวกเรา ว่า palace นี้ ดูได้เฉยๆ เข้าไม่ได้
เค้าเปิดให้เข้าได้ปีละ 2 หน ซึ่งไม่ใช่เดือนนี้ นะจ๊ะหนูๆ
พวกเรานึกว่า เดินเข้าไปดูข้างในได้ไง แล้วที่สำคัญ ตอนนั้นมัน 5 โมงกว่าแล้ว
พระราชวังปิด 5 โมง ตำรวจก็อธิบายกันไป ฮาซะ
แล้วเราก็เดินลัดเลาะเล่น ชมเมืองไปเรื่อย ลมแรงมากๆ ที่ manurochi square
 
** สายรถไฟ manurochi เส้นสีแดง ปราบเซียนมาก พาพวกเราหลงประจำ
เดินๆ ตามป้ายสีแดง ป้ายหายไปซะงั้น ต้องย้อนกลับมาเริ่มใหม่ คลาดสายตาไม่ได้เลย
หลังจากนั้น เราก็จะมีปัญหากับสายสีแดงกันเนืองๆ ไม่ว่าจะไปเมืองไหนก็ตาม **
 
จบจากนั้นก็ไปลัลลา ยามค่ำคืนที่ Ueno กันต่อ เจ๋งมาก ชอบสุดๆ
ความประทับใจของที่นี่คือ ตอนที่พวกเราเลือกร้าน dinner กันอยู่
ไปหยุดหน้าร้านข้าวแกงกะหรี่ร้านนึงเป็นร้านเล็กๆ เห็นจากตัวอย่างอาหารโชว์
น่ารับประทานยิ่งนัก จึงเดินเข้าไปในร้าน เจ้าของร้าน ชี้ไม้ชี้มือ ไปที่ตู้
คือ เราต้องหยอดเงิน กดเลือกอาหารจากตู้ แล้วเอาใบรายการไปยื่นให้เค้า
ติดอยู่นิดเดียวที่ว่า ตู้มันเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด แล้วไม่มีรูปให้ดูด้วย
เราสอง ยังไม่ละความพยายาม เดินออกไปหน้าร้านอีกรอบ
พยายามไปจำตัวอักษรอาหารที่จะกิน เพื่อจะเข้ามากดปุ่มให้ถูกต้อง
แต่เจ้าของ so cute & kind เค้าเดินออกมา เพื่อช่วยพวกเรา หรือเค้าจะสมเพช ก็ไม่รู้
เราชี้ตัวอย่างอาหารแล้วให้เงินเค้า เค้าก็จัดการหยอดตู้ให้
ทั้งร้านมีแต่คนญี่ปุ่น คาดว่าเป็นร้านแบบ local หน่อยๆ
อร่อยมากๆ จริงๆ บอกเค้าว่า โคเรว่ะ โออิชิ เดส! เค้าหัวเราะใหญ่
 
หลังจากเตร็ดเตร่กันจนหนำใจ ก็เดินทางกลับที่พัก
ช้าก่อน ก่อนกลับที่พัก แวะสักการะวัดอังสะกุซะอีกรอบ กลางคืนนี้แหล่ะขลังดี
ยังไม่จบแค่นั้น แวะ มัสซึโมโต๊ะ ร้านขายยา เสียเงินกันอีกซักรอบ ก่อนเข้าที่พัก
 
อืม วันนี้ เดินทรหดมาก เดินเยอะสุดๆ เข้าใจแล้วที่พี่ตูนบอกว่า
…คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อย ก็ยังต้องเดินต่อไป… 555
ยิ่งเดิน ยิ่งมันส์ บวกฮา
 
ประทับใจเหตุการณ์ imperial palace กับ ร้านข้าวแกงกระหรี่
 
โตเกียววันนี้สอนให้เรารู้ว่า
– ที่นี่คนเค้าเดินชิดซ้ายกัน ไม่ว่าจะขึ้นบันไดเลื่อนก็ชิดซ้าย
เค้าจะเว้นไว้ 1 เลน สำหรับผู้รีบเร่ง ให้วิ่งไปทางขวา
เราคนไทยมารยาทงาม แรกๆ ชิดขวาตลอด ได้จิ๊กคอยเตือน
หลังๆ จิ๊ก เอาตรีนเขี่ยแระ อีนี่ สอนไม่จำ 555
– ส่วนใหญ่ไม่เห็นคนคุยโทรศัพท์ เรียกว่าไม่มีเลยดีกว่า 
บนรถไฟก็จะมีป้ายเตือน ว่าปิดเสียงด้วย รักษาความสงบในพื้นที่สาธารณะมาก
แต่เค้าคงเก็บกดกันนะ คุยกันไม่ได้ เห็นนั่งมองจอโทรศัพท์กันใหญ่
แชตบ้าง เกมส์บ้าง เนท หนัง ไรๆ กันไป
 
(25 May’10)
 

Japan, Ikimashou desu

 
…ต่อจากตอนที่แล้ว…
 
วีซ่าเรียบร้อย ขั้นต่อไป ตั๋วเครื่องบิน ก็คุยๆ กันจะไปอะไรยังไง
สรุปลงที่ว่า บังคับตัวเองให้ตะลอนไปหลายๆ เมือง
ด้วยการ บินจากไทยไปลง นาริตะ โตเกียว แล้วบินกลับจาก คันไซ โอซาก้า
ไม่รู้แหล่ะ ยังไงมันต้องได้เที่ยว โตเกียว กับ โอซาก้าแหล่ะ ที่แน่ๆ
จังหวะดีมาก จิ๊กจองได้ช่วงโปรโมชั่น ตกประมาณ หมื่นแปดห้าร้อย นิดหน่อย
เป็นรอบบิน ออกจากกรุงเทพ เที่ยงคืนวันจันทร์ แล้วกลับเที่ยงคืนวันอาทิตย์
ถึงไทยเช้ามืดวันจันทร์ มาทันทำงานต่อได้พอดี
 
ได้ตั๋วแล้ว ขั้นต่อไป แพลนที่เที่ยว
เป้าหมายญี่ปุ่นเรา คือ วัดเรียวอันจิ ส่วนของจิ๊ก คือ ฟูจิซัง
อ่ะจัดไป ที่ใจอยากให้เป็นตัวยืน  ว่าแต่ วัดเรียวอันจิ มันอยู่ เกียวโต
อ่า งั้นได้เป็น 3 จังหวัดหล่ะทีนี้ ที่เที่ยวอื่น เข้ากูเกิ้นดู ที่ไหน แนะนำ ก็ใส่ไปในแพลน
จริงๆ คนจะเที่ยว เค้าแพลนกันแบบนี้หรอ ยังงงๆ อยู่ แต่ไม่เป็นไร เราไม่ซ้ำทางใคร
 
ก่อนหน้าจะไป 1 วีค จิ๊กกับเรามีนัดเจอกัน สรุปผลความคืบหน้า
คือ 1 เดือนก่อนไป 4 วีคที่เหลือ วีคแรก ทำวีซ่า วีค 2 ทำเรื่องตั๋วเครื่องบิน
วีคสามแพลนเที่ยว วีคสุดท้าย หาที่พัก
ดูมัน แพลนกันล่วงหน้า 1 เดือน จะลน กันไปไหน??
วันที่นัดเจอกัน จิ๊ก เพิ่งซื้อหนังสือแนะนำท่องเที่ยวญี่ปุ่นมา
อ่านกันสดๆ แพลนกันตรงนั้น
 
เรื่องหาที่พัก ที่นอน พวกเราได้ข้อสรุป ดังนี้
โตเกียว ตกลงใจว่าเที่ยว 2 คืน 3 วัน เกียวโต 2 คืน 1 วัน และโอซาก้า 1 คืน 2 วัน
 
– โตเกียว พักตามที่หนังสือแนะนำ คือ Khaosan Tokyo Original
ห้องน้ำรวม นอนห้องเดียวกัน ฟิลคล้ายๆ youth hotel  2 คืน ตกที่ 5 พันเยน ต่อคืน
– เกียวโต อยากได้เป็นแบบเรียวกัง อยากสัมผัสวิถีญี่ปุ่น
หาจากอินเตอร์เนท จิ้มๆ มาลงที่ Nagomi Ryokan Yuu  ห้องน้ำในตัว
2 คืน ตกที่ 11000 เยน ต่อคืน ที่นี่รูปสถานที่ในเวป น่ารักมาก
– โอซาก้า อารมณ์แบบ นอนโรงแรม สไตล์เรียวกัง ณ Hotel CHUO OASIS
ห้องน้ำในตัว 1 คืน ตกที่ คนละ 3000 เยน
จองกันไปทางอินเตอร์เนท หักมัดจำทางการ์ด แล้วถ้าเค้าเป็นเวปหลอกหากิน จะรู้ไหม?
ไม่รู้หรอก จองๆ ไปก่อน มีปัญหาไรค่อยแก้กันเอา
 
สรุปว่า พวกเราจองโรงแรมเสร็จ คือ วีคสุดท้าย ก่อนเดินทาง จะพร้อมอะไรขนาดนั้น
แพลนว่า เดินทางวันจันทร์ วันเสาร์จะไปหาซื้อตั๋ว JR วันอาทิตย์จะไปแลกเงิน
 
ณ ตอนนี้ก่อนจะไป อย่างที่ทุกคนคงประสบเช่นเดียวกัน คือ วิกฤตกีฬาสี แผลงฤทธิ์
ธนาคารปิด บริษัทปิด ปิด bts/mrt เคอฟิว เผาห้าง เผาบ้านเผาเมือง กันถ้วนหน้า
ยังแอบลุ้นกันอยู่ว่า สนามบินมันจะปิดไหมเนี่ย
ช่วงนั้นเราต้องย้ายที่ทำงานจากกรุงเทพ ไปทำที่โรงงานศรีราชาเลยทีเดียว
ผลจากความวุ่นวาย ส่งผลให้ พวกเราไม่ได้ซื้อตั๋ว JR pass ไม่เป็นไร
ช่างมัน ไปตายเอาดาบหน้า JR ไม่ได้ ขึ้น subway ขึ้นรถเมล์เอาก็ได้
JR pass ซื้อได้เฉพาะนอกประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น เพราะเค้าส่งเสริมการท่องเที่ยวให้นักเดินทาง
แต่นักเดินทางอย่างเราสองคน คงรับสิทธิ์นั้นไม่ได้ในครั้งนี้ ต้องขออภัยด้วย
ต่อมา ที่แลกเงิน หายากมาก ได้เรทสูงด้วย
ถึงแม้จะมีอุปสรรคขวากหนาม ทดสอบการเดินทางของพวกเรา
แต่ก็หาได้ย่อท้อไม่ เดินหน้ากันต่อไป อีกนิดเดียว จะได้ไปเหยียบญี่ปุ่นแว้ววว
 
สำหรับการจัดกระเป๋าของเรานั้น ไม่มีอะไรมาก เนื่องจากเวลาไม่มี จัดล่วงหน้า 1 คืน
และไปแบบกึ่งๆ backpack ย้ายที่นอนมันบ่อยๆ มีคนบอกว่า เป็นช่วง summer ด้วย
เสื้อผ้าธรรมดาๆ กระเป๋าล้อลาก ไซส์ที่เอาขึ้นเครื่องได้ พอ จบ
เป็นการจัดของที่น้อยมาก นับตั้งแต่ไปเที่ยวมา
นี่จะไปสักการะวัดเซน เลยทำตัวให้น้อยล่วงหน้า เข้าวิถีแห่งเซน ไปด้วย
 
 
แล้วก็ถึงเวลา…
นัดเจอกัน สุวรรณภูมิ เครื่องออกเที่ยงคืน เจอกัน 3 ทุ่มนิดๆ เพราะเค้าเคอฟิว 4 ทุ่ม
จิ๊กมีผู้ชายมาส่ง ส่วนเรา พ่อ แม่ พี่ แฟนพี่ เพื่อนพี่ มาอีก 2 คน 
คือ งงๆ ว่า เราไปกี่วันหว่า แห่กันมาซะ 555
แล้วก็ร่ำลา ญาติพี่น้อง ลากกระเป๋าออกเดินทาง
 
นั่งเครื่องบิน 7 ชั่วโมง ก็จะถึงญี่ปุ่นแล้วนะ…..
 
++++++++++++++++++++++++++++++++++
เรื่องประทับใจก่อนไป ญี่ปุ่น นายญี่ปุ่นให้ของขวัญวันเกิด
เป็นตุ๊กตาหมาปั๊ก เป็นกระปุกออมสิน
เราก็บอกว่า ถ้า วาตาชิวะ ตั้งไว้บนโต๊ะ อานาตะโนะ จะมาหยอดทุกวันไหมค่ะ
555 มาหยอดจริงๆ หยอดเป็นเงินเยน ด้วย เป็นเงินขวัญถุง ก่อนไปญี่ปุ่น
น่ารักจริงๆ นายคนนี้ xoxo
+++++++++++++++++++++++++++++++++
 

Visa ….. we’re ซ่าส์

ครั้งแรกกับการทำวีซ่าด้วยตัวเอง
ออกนอกประเทศไม่กี่หน แต่ก็ไม่เคยต้องจัดการวีซ่าด้วยตัวเอง
เพราะไม่มีความสามารถที่จะไปยุ่งยากวุ่นวายกับสถานฑูต
กลัวทำไรเสร่อๆ แล้วติดแบล็กลิสต์ จะเสื่อมเสียวงศ์ตระกูลเสียเปล่าๆ
 
ขอเกริ่นย้อนนิดนึงถึงสาเหตุของการต้องไปทำวีซ่า
คุยกับคร่าวๆ กับ จิ๊กกะดิ๋ม a.k.a. Jikky ว่าอยากไปเป็น backpacker ซักที่หนึ่งบนโลกใบนี้
ปลายปีที่แล้วตั้งแผนกันว่า ไปดื่มด่ำธรรมชาติตามรอย the lord of the ring ที่NZ
แต่เนื่องจากตั๋วเต็มมาก waiting แล้ว waiting อีก และงบน่าจะบานปลาย
ปีนี้คุยเล่นๆ กันอีกทีใน msn ว่าไปญี่ปุ่นกันไหม (จู่ๆ ไอเดียนี้โผล่มาได้ไงไม่รู้)
เมื่อคนใจง่ายสองคน มาคุยกัน ก็ตอบกันง่ายๆ ว่า เออ ไปดิ
โอเค จิ๊กเสนอ ธันวาคม แต่เราว่ามันปลายปีเกินไป คุยกันต้นปี ไม่ต้องวางแผนนานขนาดนั้น
หรือจะเป็นตุลาคม มีวันหยุด แต่ก็ยังไม่ทันใจ คุยกันเดือนเมษายน ไปพฤษภาคมเลยแล้วกัน
คิดไรแล้ว ต้องรีบปฏิบัติ แถมยังเป็นเดือนเกิดเราด้วย ขอเป็นของขวัญวันเกิดนะเพื่อน
จิ๊ก เอาด้วย น่ารักมาก ไม่มีอิดออด
 
กากบาทปฎิธินกันไว้ที่ สิ้นเดือน 25-30 พค เราจะไปลุยญี่ปุ่นกัน
และแล้ว ปุ๊ปปั๊ปทัวร์ ลนๆ ทริป ลกๆ ทราเวล ก็เริ่มต้น ณ วันนั้น
 
ถัดมาได้ไม่กี่วัน ก็นัดกันไปทำวีซ่าเลย 30 เมษา เจอกัน ถ้าวีซ่าผ่าน ค่อยคิดแผนต่อไป
 
สถานฑูตญี่ปุ่น อยู่ตรงถนนวิทยุ เลยสวนลุมไนท์บลาซ่ามาหน่อยนึง
ตื่นเต้นนะ ไปทำวีซ่าด้วยตัวเองครั้งแรก
แถมยังจะตื่นเต้นเพราะเหตุการณ์การเมือง ที่มีพี่ๆ เสื้อแดง เสื้อเขียวอยู่แถวๆ นั้น
ทีแรกนัดกับจิ๊ก แถวสีลม แต่ที่บ้านบอกว่า น่าจะตื่นเต้นเกินไป
พ่อเลยอาสาไปส่งจะได้มั่นใจว่า ลูกจะไม่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองอย่างออกหน้าออกตา
ก็เลยมาเจอกันที่แถวสวนลุมไนท์ เรามาถึงก่อนเวลา
พี่ซีเคียวริตี้สุดเท่ห์ บอกว่า 8 โมงตรง ค่อยโผล่หน้ามานะครับ
เป็นคนไทย ตรงเวลากันหน่อย โอเค ค่ะ ก็เลยวนรถไปจอดรถรอข้างๆ ก่อน
 
เมื่อจิ๊กกี้มาถึง ก็เริ่มกิจกรรมได้ อันดับแรก กรอกใบสมัคร
ข้อมูลส่วนตัวก็กรอกไป ตามความเป็นจริง ข้อมูลใครข้อมูลมัน
ส่วนข้อมูลร่วม ต้องใส่ให้ตรงกัน เพราะเป็นการขอวีซ่าพร้อมกัน ไปด้วยกัน
มั่วๆ เขียนๆ กันไป คือจะไปเที่ยวไหนบ้างก็ยังไม่ได้คิด ที่พักก็ไม่มี กรอกๆ ไปก่อน
ใส่ไปว่า จะไปเที่ยว โตเกียว เกียวโต โอซาก้า โอกินาว่า -_-”
เค้าคงนึกว่าพวกนี้ไปประชุม 4 จังหวัด 555 แล้วโอกินาว่านี่ไกลมากๆ ด้วย
(โอกินาว่า นี่ ส่วนตัวอยากไปมากๆ)
เป็นการกรอกที่ไร้ประสิทธิภาพในการเดินทางมาก กร๊ากกก
สถานที่พัก YHA (Youth hostel) ไว้ก่อน กรอกไปให้ดูน่าเชื่อถือ
ถ้าไปถึงแล้วนอนข้างถนนเค้าคงไม่เรียกกลับแล้ว มั๊ง
 
อันดับที่สอง ไปยืนต่อคิวหน้าประตู
มีคนยืนกันซัก 10-20 คนได้ ก็ถือว่าไม่เยอะเท่าไหร่ ยืนรอเคารพธงชาติกัน
แล้วประตูสวรรค์ก็ได้เปิดออก นำเราจากดินแดนไทย เข้าสู่ดินแดนญี่ปุ่นสมมติทันใด
ผ่านด่านตรวจวัตถุต้องสงสัยเสร็จ ก็หลุดเข้าไป กดบัตรคิว รอเรียกเบอร์
ช้าก่อน ก่อนจะกดบัตรคิว นึกได้ว่า ไม่ได้ซีรอก สมุดบัญชี -_-”’
ต้องเดินออกไปข้างนอก ตึกสีเหลืองๆ ไปทำการซีรอก
จิ๊กบอกว่า หนึ่ง แกรเตรียมทุกอย่างพร้อมมาก กาว กรรไกร ปากกา 2 ด้าม ฯลฯ
ซึ่งจริงๆ แล้วอุปกรณ์พวกนี้เค้ามีบริการให้อยู่แล้ว
แต่ เอกสารส่วนตัว มันดันเตรียมมาไม่พร้อม ตรูหล่ะเครียด 555
เคๆๆ ถ่ายเอกสารเสร็จเดินผ่านด่านเดิมใหม่ เค้าจะสงสัยเราสองคนไหม
มันวนกลับมาทำไมสองรอบ แอร๊ยยยย โดนจับตามองไหมเนี่ย
 
เดินไปกดบัตรคิว
เอกสารพร้อมในมือแล้ว ดังนี้
– รูปถ่าย
ก่อนหน้านี้ดู dvd เดี่ยว 8 ถ้าใครดูคงจำตอนที่คุณโน๊ตเจอปัญหารูปถ่ายไม่เห็นหูได้
นั่นเลย วิตกจริตตามไปด้วย อย่างที่บอก ตามประสา คนไม่เคยทำไรเอง
ไปถ่ายรูป 2 นิ้วใหม่เลยค่ะ ตอนถ่ายเอาผมทัดหูอย่างแรง -_-” เป็นหนักนะเนี่ย กร๊ากกก
แต่จริงๆ เค้าไม่เห็นซีเรียสเลย จิ๊กใช้รูป 2 นิ้วธรรมดา ปล่อยผมสยาย ยังได้เลย
– สำเนาทะเบียนบ้าน
– สำเนาบัตรประชาชน
– สำเนาบัญชีเงินเดือน และเงินเก็บ (อันน้อยนิด)
– ใบรับรองการทำงาน
– พาสปอร์ต มีกี่เล่มขนไปให้หมด
– ติดตัวจริง สมุดบัญชี ทะเบียนบ้านไปด้วย
 
ระหว่างรอคิว ไปห้องน้ำ เดินผ่านมีห้อง interview ด้วย
ตกใจนิดหน่อย จะโดนสัมภาษณ์ไหมนี่ เตี๊ยมข้อมูลกับจิ๊กเล็กน้อย
เอาชื่อที่จำง่ายๆ เช่น พักแถว ฮาราจูกุ ไรๆ เอาชื่อที่ฮิตๆ จะได้ตอบลื่นไหล
 
ได้คิว 24 กับ 25 ระหว่างรอคิว ก็เม้าท์กันไปเรื่อยเปื่อย
มีผู้หญิงคนนึงเดินมาทัก …จำเราได้ไหม… หันไปมอง
อ้าว น้องแก้ว!
น้องแก้วนี่ เราไปรู้จักครั้งแรก ตอนไปสิมิรัน เป็นเพื่อนใหม่ตอนเที่ยวภาคใต้
เจอกันอีกทีทีกรุงเทพ ก็เลยนั่งคุยกัน น้องแก้วจะไปญี่ปุ่นเหมือนกัน ไปช่วงเดียวกันด้วย
คิดว่าเจอหนที่สาม คงเจอกันที่ญี่ปุ่น ฮามาก
 
และแล้วเค้าก็เรียกไปยื่นหลักฐาน
ไม่มีไรเลย ยื่นๆ ไป แล้วเค้าให้เบอร์เดียวกับจิ๊ก เพราะไปด้วยกัน
กลับมานั่งรอเรียกอีกรอบ นั่งเม้าท์กันต่อ 3 สาว
ไม่เกินอึดใจ เรียกไปรับใบ ว่าวันที่ 4 เมษาให้มารับผล
ยื่นวีซ่าง่ายนิดเดียว รวดเร็ว ไม่น่าเชื่อ เสร็จภายในไม่ถึงชั่วโมง
 
หลังจากนั้นก็ไปแถวเทเวศน์ ทำบัตรสมาชิก YHA
หาข้าวเที่ยงกิน แล้วเราก็กลับมาทำงานตอนบ่าย
เสร็จภาระกิจด่านแรก
 
ปล. ด้วยความกรุณาจากจิ๊ก ไปฟังผลให้ พาสปอร์ตก็ผ่านเรียบร้อยด้วยดี
 
เตรียมเข้าสู่ภาระกิจด่านต่อไป…..