Similan Babe!

by Nicky

 
‘Similan here I come! สิมิลันจ๋า ไปมาแล้วจ้า ‘
 
ฉันไม่แน่ใจว่าเหตุผลจริงๆ ที่ไปสิมิลัน เพราะ….
อยากเล่นทะเล อยากดื่มด่ำธรรมชาติ
อยากเห็นทะเลที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ทะเลที่สวยที่สุดของโลก
หรือ อยากไปเพราะใครๆ ก็ไปกัน? มันก็คงรวมๆ กันหลายๆ เหตุผล
จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ฉันก็ได้มาปรากฎกายที่นี่แล้ว
กาเลทน้อย แอนด์ นิกกรี้ ณ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน
 
ระหว่างอยู่ที่นี่ 3วัน 2คืน (26-28 Feb’10) กิจกรรมไม่มีไรมาก
ตื่นเช้าขึ้นเรือใหญ่ กินข้าวเช้าบนเรือ ดำน้ำๆ ขึ้นเรือ กินข้าวเที่ยง ดำน้ำๆ
พาเข้าฝั่ง เล่นทะเลหน้าหาด (ใสและสวยมาก เล่นได้ทั้งวันไม่เบื่อ)
กลับขึ้นเรือ ดำน้ำๆ กินข้าวเย็น ดูพระอาทิตย์อัศดง กลับถึงฝั่งประมาณ 1 ทุ่ม ประมาณนี้
สิมิลัน มี 9 เกาะ เกาะ 1-3 เหมาะแก่การดำน้ำลึก ส่วนเกาะ 4-9 สำหรับการดำน้ำตื้น
ซึ่งพวกเราก็ snorkel กันจนครบ 4-9 บางเกาะไปซ้ำเสียด้วย
ปลาว่ายมาบอก อ้าวหน้าคุ้นๆ เคยเจอกันแล้วนิ กร๊าก
เกาะ 4 และ 8 เป็นเกาะที่มีที่พัก (ซึ่งเราพักที่เกาะ 4)
 
ตั้งแต่เห็นทะเลมาพอสมควร จนถึงวันนี้ เราว่าที่นี่ สีน้ำทะเลสวยที่ 1 ในใจเรา
สีน้ำทะเล เห็นแล้วเหมือนฝันอ่ะ stunning ประทับใจมาก
 
แน่นอนว่า การได้เห็นของสวยงาม มันก็มีราคาของมัน
สิมิลันครั้งนี้ เราจ่ายด้วย การขอออกจากออฟฟิตเร็ว และลางานอีก 1 วัน
ขามา 12 ชั่วโมง หลับๆ ตื่นๆ เมื่อยๆ บนรถทัวร์ จากสายใต้ใหม่ สู่ทับละมุ พังงา
นั่งสปีดโบ๊ท 1ชม.ครึ่ง มายังอุทยาน นอนเต้นท์ ใช้ห้องน้ำรวม 
ขากลับ กลับด้วยรถกะบะ มาต่อรถตู้ อีก ชั่วโมงกว่าๆ ไปยังสนามบินภูเก็ต
กินข้าวแสนแพงที่แอร์พอร์ต ขนเครื่องประทินโฉมทิ้ง เพราะจะไม่โหลดกระเป๋า
อยู่แอร์พอร์ต 4 ชั่วโมง เพื่อรอเครื่องออกตอนเที่ยงคืน
การอดนอนบนเครื่องบิน เพราะเด็กต่างด้าว เอ๊ยต่างชาติ ข้างหลังแหกปากไม่หยุด
เกือบได้ตบเด็กแล้ว ถ้าไม่กลัวโดนยึดมงกุฎนางงามคืนเสียก่อน
และนี่ก็คือ ราคาสำหรับทริปนี้ ซึ่งก็คุ้มค่าทุกอย่างที่ได้จ่ายไป
 
 
สิ่งที่ฉันได้เห็นจากสิมิลัน
ทำให้ฉันไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมใครๆ ก็ชื่นชม สิมิลัน
แค่ snorkel ก็จะเห็นสัตว์น้ำ และปลา ต่างๆ สายพันธ์ กันไป
หลายขนาด หลากสีสัน แหวกว่าย วนเวียน ตามปะการังสีต่างๆ
ขณะที่เราอยู่ในทะเล เพียงแค่ก้มหน้า มองผ่านกระจกแว่นตา ขยับ fin เบาๆ ทำตัวขนานน้ำ
ผ่อนลมหายใจเป็นจังหวะ จากปากขึ้นสู่ผิวน้ำ โดยผ่านท่อที่ติดอยู่กับหน้ากาก
เหมือนเรากำลังมองวิถีชีวิต หมู่บ้าน สังคม หรือแม้แต่ประเทศ ของเหล่าประชากรสัตว์น้ำ
โดยที่พวกมันก็ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ได้มีอาการเขินอาย ประดักประเดิด
หรือรับรู้ถึงสิ่งแปลกปลอมอย่างเราๆ ผู้มาเยือนแต่อย่างไร
สงสัย จะชินกับมนุษย์สอดรู้สอดเห็นพวกนี้แล้ว ก็เป็นไปได้
 
หากจะให้กล่าวถึงความงดงาม สถานที่นี้งดงามมาก
คล้ายๆ กับมองผ่านจอกระจกทีวีในรายการ discovery channel
เพียงแต่ เรามองผ่านกระจกแว่นตาแทน และเปลี่ยนจากการนั่งชมบนโซฟาตัวนุ่ม
มาเป็นการแช่ตัวในท้องทะเล สีน้ำเงินเข้ม สลับสีเทอควอยซ์ ใสสะอาด สบายตามาก
ห่างจากเต่า หมู่ปลา แค่คืบเท่านั้น แค่คืบจริงๆ บางทีต้องรีบว่ายหนีเต่าทะเลเลย กลัวโดนกัด
ปลาบางฝูง ถึงกับว่ายไปพร้อมๆ กับเรา เหมือนมันเห็นเราเป็นหนึ่งในสมาชิกฝูงด้วยเลย
 
มหัศจรรย์ไหมหล่ะ
 
 
สิ่งที่ฉันได้ฟังจากสิมิลัน
จากคำบอกเล่าของลูกเรือคนนึง ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่สิมิลันมากว่า 20 ปี
ณ วันนี้ พี่แกรมีลูกสาว 1 คน ซึ่งเกิด และอาศัยบนเรือตลอด ตอนนี้ 2 ขวบแล้ว
(น้องเค้า พูด accent ใต้มากๆ ยังเด็กแท้ๆ แล่งใต้ได้แล้วอ่ะ แล้วยังสามารถดำน้ำได้ด้วยนะ)
บอกว่า เมื่อก่อนนี้ หาดทรายขาวมาก ขาวกว่านี้มากๆ และละเอียดเหมือนแป้ง
เพราะไม่ค่อยมีใครไปยุ่ง นึกสภาพว่าทรายโดนน้ำทะเลพัดๆ ใช้เวลาขัดตัวมันเองจนขาว
มีแค่ชาวบ้าน และเรือประมงอยู่ประปราย คนที่เข้าเที่ยวก็เอาเต้นท์มาเอง อาศัยเรือประมงมา
แต่ตอนนี้ผู้คนหลั่งไหล ทำให้หาดค่อยๆ เปลี่ยนสี ไม่ว่าจะจากของเสีย น้ำมันเรือสปีดโบ๊ท
น้ำมึนเมาที่เหล่านักท่องเที่ยวนั่งดื่มชิวกันบนหาด หรือแม้แต่ปฎิกูล ที่ขับถ่ายบนพื้นทราย
ยังไม่รวมถึงความสะดวกสบายต่างๆ ที่ขนขึ้นมาบนหาด เพื่อทำให้ที่พักนั้นให้บริการได้
แม้จะมีช่วงปิดพักเกาะ แต่แค่ 6 เดือน คงไม่สามารถทำให้หาดฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่หรอก
ลูกเรืออธิบายให้พวกเราได้ฟัง
 
 
สิ่งที่ฉันเรียนรู้จากสิมิลัน
ฉันได้เรียนรู้ว่า การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ไม่มีจริง
มันก็เป็นเพียงแค่การสรรคำ มาเป็นประโยคสวยหรู ที่อาจช่วยทำให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลง
ตราบใดที่เราอยากรู้อยากเห็น อยากสัมผัสธรรมชาติ การทำลายล้างก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
อยู่ที่ว่า ความเสียหายจะส่งผลให้เห็น ช้าหรือเร็วเพียงใด
แล้วเราเรียนรู้ที่จะจดจำ ประสบการณ์จากความเสียหายนั้นได้มากน้อยแค่ไหน
แค่รักษาธรรมชาติให้ดีเท่าเดิมยังยาก อย่าไปหวังถึงทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมเลย
ถึงเราจะแก้ผ้าลงน้ำก็ตาม แต่พวกสารเคมีกันแดด ที่พวกเราประโคมเข้าไปต่อคนเท่าไหร่ๆ
มิพักเอ่ยถึงพวกที่ใส่ชุดเต็มยศเล่นน้ำ หลายยี่ห้อเสื้อผ้า หลายสีสันเส้นใย
เปล่าประโยชน์ที่ฉันจะไปบ่นว่า ตัดพ้อใดๆ กับคนเหล่านั้น
เพราะฉันเองก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในขบวนการก่อความเสียหายนี้แล้ว อย่างไม่มีข้อแก้ตัว
หรือ ฉันอาจพูดให้ดูดีว่า ฉันมาเพื่อศึกษาธรรมชาติ เรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ ฟังขึ้นไหม
 
มันก็จริงอยู่ การท่องเที่ยวสามารถทำรายได้เข้าประเทศได้อย่างมากมาย
นี่ยังไม่พูดถึงชื่อเสียง Thailand อันเป็นที่รู้จัก ก็เพราะสถานที่ถ่ายทำหนังต่างๆ
ของสวย ของดี ถ้าไม่โปรโมท ใครเล่าจะรู้จัก
ของสวย ของดี ถ้ามัวแต่เก็บไว้ มันจะมีประโยชน์อันใดเล่า
การเผยแพร่ความรู้ การต่อยอดทางธรรมชาติศึกษา มันฟังดูมีเหตุผลกว่ามิใช่หรือ
เราเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่ามีวิธีไหนบ้างหรือไม่
ที่ทำให้ความสวยสมบูรณ์แบบนั้น ไม่ลดน้อยไป ตามจำนวนการเยี่ยมชมที่เพิ่มขึ้น
 
มีกิจกรรมหนึ่ง บนเกาะ ตอนกลางคืน คือ พาชม ‘ปูไก่’ (mountain crab)
ผู้นำชม อธิบายว่า เป็นปูที่ตั้งชื่อจากเสียง เวลาก้ามกระทบกัน เสียงเหมือนลูกไก่ร้อง
เราจะไม่ได้เห็นง่ายๆ เพราะตามนิสัย ปูจะหลบคนอยู่แล้ว
แล้วหากปูสู้ ใครเอาอะไรให้ปูหนีบ หากมันสู้ไม่ได้ มันจะสลัดก้ามทิ้ง
หากสลัดทิ้งทั้ง 2 ก้าม ก็กินอะไรไม่ได้
สุดท้ายคือตายไป กลายเป็น ปู ไปสวรรค์ คงดูไม่ดีและไม่เซ็กซี่เท่า ปู ไปรยา
แต่เค้าจะต้องไปจับ (อย่างถูกวิธี) มาให้พวกเราดู ‘เพื่อเป็นการศึกษา’
หากใครจะถ่ายรูป กรุณาอย่าเอาไฟฉายส่องปู เดี๋ยวปูตาพล่า
จะได้กินพล่าปู รสชาติอาจดีกว่าพล่ากุ้ง ประมาณนั้น ทึ่งโป๊ะ!
ระหว่างทาง ระวังเหยียบปูเสฉวนด้วย มันเดินตัวเล็กๆ แบกเปลือกหอย อยู่บนดิน -_-‘
เมื่อได้ฟังอารัมบทก่อนเดินทาง ณ จุดนั้น เราก็รู้สึกว่า ทำไมตรูต้องระรานปูขนาดนั้น?
 
พอเดินถึงจุดแรก เค้าชี้ให้ดูปู กว่า 20 คนที่ไป กรูกันเข้าไปถ่ายรูป แฟลชเอย ไฟฉายเอย
เรารู้สึกขึ้นมาทันทีว่า ไม่เอาแล้ว เราว่ามันเพื่อความสนุก มากกว่าการศึกษานะ
หากอยากดูจริงๆ google ไหม ได้รูปหลากหลายมุม ประวัติ แถมชื่อทางวิทยาศาสตร์ด้วย
เลยตัดสินใจเดินกลับมากัน 2 คน มืดๆ มานอนเต้นท์ ฟังเสียงค้างคาวร้อง
เสียงหนูวิ่ง เสียงคลื่นกระทบหาดทราย และเสียงคนเชียร์บอล -_-” คงดีกว่า
อย่างน้อยในค่ำคืนนี้ ก็มีคน 2 คน ที่ยุติการศึกษาปู ขอให้ปูไก่ จงเจริญ!!!!!!
 
 
ส่งท้ายระทึก call ปลิดความง่วง
คืนสุดท้าย ระหว่างการหลับอย่างสนิท มือถือดังขึ้น
ทีแรกเรานึกว่า เช้าแล้วนาฬิกาปลุกดัง แต่หน้าจอโชว์ชื่อ Kay
อ่อ เก๋นี่เอง เลยบอก อรุณสวัสดิ์จ้าเก๋จ๊ะ เก๋จ๋า เก๋งง เพราะเพิ่ง 5 ทุ่มกว่าเอง
เก๋โทรมาคุยเรื่อง น้องแป๊ะสุดเท่ห์ พนักงานคนนึงบนอุทยาน 
เด็กหนุ่ม จากเกษตรศาสตร์ หน้าตาเข้ม เล่นกีต้าร์เริ่ด เสียงชวนฝัน มัดใจเก๋
คุยโน่น นี่ นั่น กันไปพักใหญ่ บอกให้โทรบอกน้องแป๊ะให้มาเต้นท์เรา เก๋ก็ไม่ยอม
 
แล้วเก๋ก็พูดขึ้นว่า ‘หนึ่ง อย่าตกใจนะ’
นั่นไง ประโยคคลาสสิกแบบนี้แหล่ะ ชี้นำนักเชียว เรารีบตกใจเลย alert
เก๋บอกว่า เมื่อกี้เราดูข่าว มันมีแผ่นดินไหว 8 ริกกี้ เอ๊ย ริกเตอร์ ที่ชิลี
อาจส่งผลสึนามิ ฮาวาย Nz Au แล้วก็เจแปน คิดว่าไม่เข้าเมืองไทยนะ
แต่ถ้าเข้าประเทศไทย ก็น่าจะเป็นช่วงเช้าๆ เป็นห่วงเฉยๆ เลยโทรมาบอก
-_-”
ขอบคุณมากเลยเก๋ เราก็ hit thailand หรือ ไม่hit ไม่รู้ แต่คิดเตรียมการณ์แล้ว
เชื่อเก๋บ้าง คิดว่าไม่ใช่บ้าง แต่คิดพลางๆ ว่าต้องหยิบอะไรติดตัวไปบ้างแค่นั้น 555+
วางหูจากเก๋ ก็เลยเปรยเบาๆ ว่า กิ๊ก แกรหลับหรือตื่น?
กิ๊ก คงด่าอยู่ในใจเงียบๆ คุยกันหนวกหูขนาดนั้น ใครจะหลับลงว่ะ
ก็เลยบอกกิ๊กว่า เก๋โทรมาเตือนเรื่องสึนามิ ถ้าเข้าคงเข้ามาถึงช่วงเช้า เตรียมตัวกันไว้นะ
นี่เรามีวิธีบอกเพื่อนให้ดูน่าตกใจน้อยกว่านี้ไหม?? 555+
 
คืนนั้น เลยนอนฟังเสียงธรรมชาติ ค้างคาวยังร้องอยู่ไหม หนูวิ่งขึ้นเขาหรือยัง
เสียงคลื่นยังเป็นจังหวะเดิมหรือเปล่า หรือหายเงียบไปแล้ว กำลังม้วนหางอยู่
ณ ตรงนั้น เราว่ามันน่ากลัวนะ เพราะเต้นท์นอนติดหาดมาก แถมจะวิ่งไปทางไหนก็ไม่รู้
จุดชมวิว ชมพระอาทิตย์บนภูเขา เรา 2 คน ก็ไม่เคยตื่นเดินไปดู
ทางเดินดูปูไก่ในภูเขา เราสอง ก็ทำกระแดะต่อต้าน walk-out ออกมา 
ถ้ามาจริงๆ จะรอดไหมตรู ก็คงวิ่งไปทางไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ลงทะเล
ขนลุกเหมือนกันนะ นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่สึนามิ hit เมืองไทยหนแรก
ช่วงเช้าๆ แบบนี้ด้วย คนกำลังนอนหลับสบาย
แล้วไม่มีใครโทรเตือนเพื่อนอย่างที่เก๋โทรด้วย
ขอบใจนะเก๋ เพื่อนทราบซึ้งจนนอนไม่หลับเลยคืนนั้น
 
แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรนะ เพราะมันไปทางแปซิฟิก
ถ้ามีจริงๆ คงไม่ได้มานั่ง blogging อย่างนี้หรอก 
จบเรื่องตื่นเต้น hi-light ของค่ำคืน
 
 
เรื่องที่ฉันคงไม่ลืมจากทริปนี้ คือ
ระยะทางที่ว่ายน้ำ จากเรือ ไปยังเกาะหินเรือใบ ไกลพอควร
ไกลไม่ว่า พอใกล้ถึงชายฝั่ง พื้นเป็นหินทั้งหมด หินที่เป็นเปลือกหอยฝังอยู่
ใส่ฟินก็เดินไม่ได้จะล้มหัวฟาดหินเอา ต้องถอดฟินเดิน ก็เจ็บตรีนมากๆ
กว่าจะเดินถึงฝั่ง ตรีนบ่นท้อเลยทีเดียว
ทั้งลำเค้านั่งเรือยางเข้ามา มีเรากะกิ๊ก บ้าพลังว่ายกันเข้ามา -_-”
ไกด์ ก็ไม่แนะนำกันซักหน่อย ว่าก่อนขึ้นชายฝั่ง จะมีอุปสรรคเยี่ยงนี้รออยู่ 
ขากลับ นั่งเรือกลับ ไม่ไหวแล้ว สงสารตรีน
 
 
สิ่งที่ฉันรู้สึกได้จากสิมิลัน
อยู่ที่นี่ ฉันได้ศึกษาตัวเอง เรียนรู้เพื่อนเก่า และพบเจอผู้คนใหม่ๆ
ฉันได้แต่คุยกับตัวเองว่า ฉันรู้แค่ว่า ฉัน รัก ทะเล
แต่ฉันไม่รู้ว่า ฉันสามารถ รักษ์ ทะเลได้ดีที่สุดแค่ไหน 
แล้วสิมิลัน จะได้อะไร (ดีๆ) จากการไปเยือนของฉันบ้างไหมหนอ
 
 
ขอบคุณ เพื่อนยุ้ย เอื้อเฟื้อบ้านให้อาบน้ำ พากินข้าว และขับรถไปส่ง
ขอบคุณ เพื่อนกิ๊ก ที่ช่วยกันเริ่มทริปนี้ และจบทริปลงอย่างสวยงาม
ขอบคุณ ผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างสัญชาติ ที่มาสร้างสีสรร และจากกันไป
ขอบคุณ ทีมงานเม็ดทรายทัวร์ (Medsye) พี่ไกด์ทั้ง 2 เทห์มาก 😉
สุดท้ายขอขอบคุณ หัวใจ ที่ไม่เคยหยุด ที่จะอยากออกเดินทาง
 
และทั้งหมดนี่ ก็คือ สิ่งที่ฉันอยากจะบอก จากการไปเยือนสิมิลัน.
 
Advertisements