Month: March, 2010

Tetanus vaccine

 
เสาร์ที่ 13 มีนาคม 2552
ขณะที่กรุงเทพ กำลังมีเหตุการณ์เสื้อแดงแผลงฤทธิ์
เรา มีหน้าที่ขับรถพาพ่อ และแม่ ไปเยี่ยมป้า (พี่สาวพ่อ)
ที่โรงพยาบาล พระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมุทรสงคราม
เนื่องจากป้ามีแผลนิดหน่อยที่ขา แต่สำหรับขาของคนที่เป็นเบาหวานนั้น
ทำให้ติดเชื้ออย่างมากได้โดยง่าย ผลของการรักษา คือ ตัดขา
ดังนั้น ป้าจึงขาดไป 1 ขา ทำให้ไม่สามารถตั้งวงไพ่ให้ครบ 4 ขาได้
ดูหลานมันกตัญญูมาก แซวป้า เจริญจริงๆ
ถึงแม้ป้าต้องปรับตัว แต่ตอนนี้ก็โอเค พอทำใจได้ กับขาข้างซ้ายที่หายไป
จริงๆ ขาของป้า ไม่สามารถเดินได้เป็นปกติ ตั้งแต่ก่อนตัดแล้ว คล้ายๆ กล้ามเนื้อไม่มีแรง
 
ระหว่างเดินไปตึกศัลยกรรม ที่ป้านอนพักฟื้นอยู่ นั่นเอง ซุ่มซ่าม หรือ โง่ก็ไม่ทราบ
เราก็เดินไปเตะรถเข็นคนป่วย wheel chair ที่จอดไว้เฉยๆ โดยที่ตาตุ่มด้านซ้าย เจ็บเล็กน้อย
ไม่มีไรมาก ขึ้นไปยังห้องพิเศษ พูดคุยกับป้า แล้วแม่ก็เห็นว่า เลือดเริ่มไหลซึมออกมา
เรายังชิวๆ บอกนิดเดียวไม่เป็นไร แม่บอกให้ไปทำแผล เรายังบอกแม่ว่า อย่าเวอร์ค่ะแม่ขา
แผลที่ตาตุ่มเนี่ย ห่างไกลหัวใจอีกเยอะ ไอ้ที่โดนใจแหลกละเอียดเต็มๆ ยังรอดมาได้
ด้วยความที่แม่ overeation แม่ขู่ว่า เดี๋ยวจะติดเชื้อ โดนตัดขา ไม่รู้นะเอ้า
จึงลากเราไปหาพยาบาลหน้าห้อง ให้ช่วยดูให้ ไม่ยักรู้ว่าพยาบาลที่นี่ ก็เล่นบทตามแม่ด้วย
พยาบาลบอกว่า แผลที่ตาตุ่ม ถึงจะนิดหน่อยแต่น่ากลัวนะคะ เพราะมันมีเส้นเลือด
ถ้าโดนแถวกล้ามเนื้อ ไม่ค่อยน่าห่วง แต่ถ้าเกิดติดเชื้อในกระแสเลือด อันนี้ไม่งามแน่นอน
เพราะรถเข็นคนป่วย ก็มีเชื้อโรคอยู่แล้ว แน่นอนคะ ไม่ต้องห่วง คอนเฟิร์ม 555+
 
เอ่อ….  ขนาดนั้นเลยหรอคะ พี่พยาบาลขา
ณ ตอนนั้น เราก็ยังคิดอยู่ว่า เว่อร์ทั้งแม่ ทั้งพยาบาล
เค้าแนะนำให้ไปทำแผล ที่แผนกฉุกเฉิน ณ บัดนาว อย่าได้ช้า รอให้เชื้อเพาะตัว
ก็เดินๆ ไปกับแม่ 2 คน งมๆ หาทางกันไป เพราะไม่เคยโผล่ที่นี่มาก่อน
ต้องไปทำบัตรคนไข้ก่อน กรอกประวัติกันไป เค้าถามว่าเป็นอะไรมา
พอเล่าว่า เดินเตะรถเข็นที่โรงบาลนี่แหล่ะคะ (ฟ้องร้องได้ไหมค่ะ) ก็เห็นเค้าแอบขำเล็กน้อย
ทำประวัติเสร็จ ไปห้องฉุกเฉิน วัดความดัน ขึ้นเตียง พยาบาลก็มาทำแผลให้ แสบโคตร
 
ทำแผลเสร็จ นั่งรอคุณหมอมาตรวจ ว่าต้องให้ยาแก้ติดเชื้อหรือไม่
นั่งรอหมออีก 20 นาที คุณหมอสาวสวย เด็กมาก ใส่คอนแท็กสีเทาๆ ฟ้าๆ ด้วย
ท่าทางจะเป็นหมอที่ โดนส่งไปฝึกงานจากกรุงเทพ ดูทันสมัยไม่หยอก
หมอก็ดูๆ ประวัติ ถามพยาบาลว่าแผลเป็นไง แล้วก็บอกว่า การติดเชื้ออาจไม่น่ามี
เพราะแผลไม่ลึกมาก แต่ฉีดบาดทะยักล่าสุดเมื่อไหร่จำได้ไหม
โห จำไม่ได้ค่ะหมอ หมอก็เลยถามว่า เคยผ่านการมีลูกมาหรือไม่
เอ่อ.. เกี่ยวไรคะหมอ บาดทะยัก กะมีลูกเนี่ย??!! แต่ก็ยังไม่ผ่านการมีลูกค่ะ สามีก็ไม่เคยค่ะ
หมอก็เลยถามว่า จะฉีดไหม เราก็ตอบเลยว่า ไม่ค่ะ หมอก็เลยบอกว่า ฉีดแล้วกันนะคะ
เอ๋า! แล้วถามทำไมเนี่ย หมอสมัยนี้ เคารพการตัดสินใจคนไข้บ้างไหม
สรุป ต้องฉีด ก็เดินไปจ่ายเงิน ซื้อยา อีกตึกนึง แล้วค่อยเดินกลับมาห้องเดิม
รอให้พยาบาลฉีดยาให้ แผลตาตุ่มด้านซ้าย ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหัวไหล่ด้านซ้าย
ปวดมากกก ปวดตั้งแต่ตอนฉีด จนกระทั่งตอนนี้ อ๊าคคค เตือนกันบ้างไหม ว่าจะปวดแบบนี้
บอกแล้วใช่ไหม ว่าไม่ฉีดๆ เคยฟังกันบ้างไหม กาซิกๆๆ
 
จากเดิมตั้งใจมาเยี่ยมคนป่วย กลายต้องมาเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลซะเอง
 
แล้วยาบาดทะยัก ต้องฉีด 3 เข็ม โชคดีที่ไม่ต้องกลับไปฉีดที่เดิม
ฉีดที่ไหนก็ได้ แต่ต้อง ตรงตามวันที่ระบุ ห้ามขาด ห้ามเกิน
แล้วดูนะ เข็มแรก 13 มีนาคม
เข็มสอง 13 เมษายน วันสงกรานต์ พอดี๊ พอดี จะไปเที่ยวได้ไหมคะ
ฉีดเสร็จแล้วโดนน้ำสาด จะเป็นพิษสุนัขบ้าด้วยไหม ต้องฉีดรอบสะดืออีก
เข็มสุดท้าย 13 ตุลาคม พอครบ 3 เข็ม จะคุมอาการได้ 10 ปี ตามนั้น
 
นั่งขำไป สมน้ำหน้าตัวเองไป เหตุการณ์จาก 1 วินาที ที่เอาตาตุ่มไปกระแทกรถเข็น
มีภาระผูกพันส่งผลต่อเนื่องไปอีก 8 เดือน จนกว่าจะฉีดยาครบ 
อะไรกันเนี่ย เรื่องแค่นี้นี่นะ อย่างคำโบราณท่านว่า แกว่งเท้าหาเสี้ยน แท้ๆ
 
แล้วฉันก็รอดชีวิตไปได้อีก 1 วัน
 
เรื่องที่คิดว่าเล็กน้อย อาจไม่เล็กน้อยอย่างที่คิด
 
Advertisements

Up in the Air

 
เหตุเกิดจากใจเพลีย และอยากผ่อนคลายเกลียวสมอง (อันน้อยนิด) ด้วยหนังซักเรื่อง
เมื่อวาน 11 มีค. เกิดภาวะ อยากหนีเข้าสู่โรงหนังอย่างแรง
ไม่อยากเห็นหน้าคนในโลกความจริง อยากเห็นหน้าจอหนังในโรงอย่างเดียว
โทรศัพท์หา Banky บอกว่า อยากดูหนังแก้เครียด
หลังเลิกงาน เจอกัน หน้าโรงหนัง SF MBK
 
แบงค์แวะไปตัดผม เสริมสวยก่อน ระหว่างรอเราเดินทางไปหา
ไม่ได้ตั้งใจจะดูเรื่องไหนเป็นพิเศษ พอไปถึงหน้าโรง ก็สุ่มๆ เอา เรื่องที่เวลาเข้าทาง
ก็มี บ้านฉันตลกไว้ก่อน พ่อสอนไว้ 18.30 กับ
Up in the Air 19.00 สรุปได้ว่า เอารอบ 1 ทุ่มแล้วกัน น่าจะโอกว่า ไม่รีบมาก
เราก็ไปจองเลย ปรากฎ เป็นโรง VIP ที่นั่งละ 240 บาท
อืม คุยกับแบงค์ แล้วรู้สึกว่า พวกเราเองก็เป็น Very important person คนนึง
เลยตกลงว่า ไหนๆ ก็จะดู ก็ดูๆ ไปแล้วกัน ก็ VIP ก็ได้ตามนั้น
หนังเกี่ยวกับอะไร ก็ไม่รู้ทั้งคู่ แต่ก็ VIP ไป ซะงั้น
 
ก่อนเข้าโรง แวะกิน ข้าวเหนียว ส้มตำ ยำ ลาบ ตรงฟู๊ดคอร์ท
ทำตัวสมกับเป็น VIP มาก 555 แต่ร้านนี้อร่อย แซ่บอีหลี ดีฌีเชียส
แล้วก็เข้าโรง 6 เป็นโรงที่มี เค้าเตอร์ โซฟา ให้นั่งรับรอง ต่างหาก
มี welcome drink ให้ฟรีคนละแก้ว คือ น้ำพันช์ นะ ถ้าลิ้นไม่รับรสผิด
แล้วก็ที่นั่งในโรงก็จะมีผ้าห่มให้คนละผืน นั่งติดกัน 2 คน สวีตน่าดู
 
ระหว่างดูตัวอย่างหนังเรื่องอื่น ก่อนเพลงยืนตรง
มีมิวซิกวีดีโอเพลง จัดทำโดย weloveking.com เราเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก
เอาภาพการชุมนุมครั้งที่แล้วมา ที่บ้านเมืองเสียหาย
พาราก้อนปิด แอร์พอร์ตปิด คนบาดเจ็บ เสียใจ ร้องไห้
เพลงเนื้อหา ประมาณว่า อยากเห็นคนไทย..รักกันได้อย่างเดิม
เราว่าที่นำมาเปิด คงเพราะวันรุ่งขึ้น จะมีการชุมนุม เสื้อแดง
ฟังแล้วอิน แอบซึ้ง แต่คิดในใจ ทั้งโรงมีอยู่ 4 คู่ 8 คน เป็นฝรั่งซะครึ่งนึง
แล้วพวกที่จะทำการประท้วง เค้าจะมาดูหนังกันไหม
คงไม่ช่วยให้มีจิตสำนึก กลับมารักประเทศที่มีในหลวงองค์เดียวกัน ได้หรอก
บ้านเมืองคงวุ่นวายกันต่อไปอีกซักพัก น่าจับส่งไปนับหิน ในสวนเซนให้หมด
ที่สุดของทุกสิ่ง ก็คือความว่างเปล่า จะดิ้นรน แย่งกันเอาชนะไปไย
 
แล้วหนังก็เริ่มฉาย เรื่องของตัวหนัง ดูต้นๆ เรื่อง เนือยๆ เล็กน้อย
พอผ่านไปนิดหน่อย หนังดีนะ ไม่ใช่หนังสนุกมากมาย แต่เป็นหนังที่ดี มีข้อคิด
ประโยคบางประโยค มันกระแทกใจ ได้อย่างแรง
เล่าเรื่องของชายคนนึง ที่มีอาชีพที่ต้องเดินทาง
เค้าต้องเดินทางไปทั่วประเทศ literally ทั่วประเทศ เพื่อ ไล่คนออก
จากการที่ต้องเดินทาง ทำให้เขามีเป้าหมาย คือ ไมล์สะสม 1 ล้านไมล์ เพื่อได้การจารึกชื่อ
 
ก่อนจะครบเป้าไมล์ที่ตั้งไว้ เค้าต้องพบกับสาวใหญ่ที่เข้ามาพัวพัน ป่วนหัวใจ 
และยังต้องมาร่วมงานกับ สาวน้อยหัวกะทิ จบใหม่ ไฟแรง
เด็กที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน ชี้ว่า สามารถไล่คนออกทางอินเตอร์เนทได้
ไม่จำเป็นต้องเปลืองค่าใช้จ่ายในการบินว่อนไปเรื่อย ดังนั้นเขาจึงต้องลงมาบนพื้นดิน
แต่ก่อนจะลงพื้นนั้น เขาได้พาน้องใหม่ไปศึกษางานจริง ไล่คนออกซึ่งๆ หน้า
ซึ่งระหว่างการเดินทาง และการทำงานนั้น ก็ได้เปลี่ยนทัศนะคติ และความคิดของทั้งคู่
ไม่ใช่ว่าจะลงเอยเป็นแฟนกัน แต่ต่างคน ต่างมีมุมมองใหม่ ต่อเรื่องที่ตนเคยยึดมั่นอยู่
 
เราว่า หนังเรื่องนี้มันสะท้อนเรื่องจริงมากนะ ไม่ว่าจะในเรื่องของ
เด็กจบใหม่ ในหัวมีแต่ความมุ่งมั่น ทฤษฎีจ๋า proud ในความเก่ง (วิชา) ของตัวเอง
เด็กที่พูดเสมอว่า It’s not call a problem if there is no solution!
เราเชื่อว่าเด็กจบใหม่ๆ ทุกคน เป็นอย่างนี้
ทุ่มเท วางเป้าในทุกสิ่ง อายุ 23 จะเรียนจบ มาทำงาน มีหน้าที่การงานที่ดี เลื่อนตำแหน่ง
อายุ 25 แต่งงาน มีลูกซัก 1-2 คน เลิกงานไปสังสรรค์กับเพื่อน
กลับมาถึงบ้านก็พูดคุยกับครอบครัว มีความสุขแบบนี้  
มองเรื่องความรักเป็นเรื่องที่จับต้องได้ อธิบายได้
 
พอถึงวัยที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ จะเข้าใจได้ว่า การวางแผนอันสวยหรูนั้น ไม่ได้ดีไปกว่า
การรับมือกับเรื่องที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่ได้คาดเดามาก่อน และทำใจยอมรับให้ได้
มองโลกอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราต้องการให้มันเป็น
 
เห็นคนที่โดนไล่ออก คนที่ตกงาน ความรู้สึกมันชัดเจน
และบทสนทนาที่พยายามชี้ให้เห็นข้อบวก ของการเสียงานไป
Anybody who ever built an empire,
or changed the world, sat where you are now.
And it’s *because* they sat there that they were able to do it.
 
ออกมาจากโรง ด้วยความรู้สึกอิ่มๆ แอบปนหดหู่นิดหน่อย แต่ก็เป็นในทางที่ดี
ไปดู บทสนทนาคมๆ ระหว่างพระเอก กับเด็กใหม่
การพูดของผู้แจ้งข่าวร้าย กับประโยคตอบรับของผู้ฟังข่าวร้าย
เราอาจจะคิดอะไรในบางเรื่องได้ชัดเจนขึ้น 
 
You know why kids love athletes?
Kids love them because they follow their dreams.
 
แล้วเมื่อไหร่ ที่พวกเราจะได้ทำตามความฝันที่ฝันไว้
หรือต้องรอให้โดนไล่ออกจากงาน เสียก่อน ถึงจะเริ่มได้เสียที?
 

Alice in wonderland

 
จำไม่ได้ว่าเคยอ่านเรื่องนี้หรือไม่ ถ้าเคยอ่าน ก็คงอ่านเมื่อยังเด็กนัก
แต่พอมาโลดแล่นบนจอเงิน เราก็ไม่อยากพลาด
ที่ไม่อยากพลาด หาใช่เพราะ คำว่า Alice in wonderland ไม่
หากเป็น เพราะ Johnny Depp จริงๆ เพียงแค่พี่เดปป์อย่างเดียว
เราก็พร้อมจะควักเงินตลอดเวลา นี่บวกกับ Tim burton ไม่ต้องคิดเลย ดูกันเลยดีกว่า
 
จอห์นนี่ เดปป์ plus ทิม เบอร์ตัน
การันตีฝีมือการแสดง บทหนังที่หลุดจินตนาการ เนื้อหาเหนือจริง
ความสร้างสรร และ ดาร์ก มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Edward Scissorhands,
Sleepy Hollow, Charlie and the Chocolate Factory, Corpse Bride และ
Sweeney Todd ซึ่งเรื่องหลังนี้ออกนัวร์มาก และก็ได้ผ่านตาเรามาทั้งหมดแล้ว
ดังนั้น Alice in Wonderland ก็คงพลาดไม่ได้เช่นกัน
 
ณ วันที่ 5 มีนา สยามพาราก้อน โรง 3 มิติ
ไพเราะ อิศราเบลล่า และเรา ก็ได้ร่วมผจญภัยในจิตนาการครั้งนี้ด้วยกัน
ขอขอบคุณ ไพเราะ ที่เอื้อเฟื้อ ให้พวกเราได้ชมหนังฟรีๆ น่ารักที่สุด อิอิอิ
 
หนังนี้เขียนเรื่องต่อจากตัวเดิมของหนังสือ
คือ เป็นภาคที่กล่าวถึง อลิซเป็นสาวแล้ว และค้นพบว่า
จริงๆ สิ่งที่เธอคิดว่าฝันนั้น มันมีอยู่จริง
และเธอเป็นผู้ชี้ชะตา A very important date ซึ่งคือ A Frabjous Day
ร่วมผจญภัยกับ ช่างหมวกหลุดโลก กระต่ายเสื้อกั๊ก แมวล่องหน หนูบ๊องซ์ๆ หนอนกัญชา
ความโหดร้ายปนขำ ของราชินีแดง และท่าเดินสุดเก๋ หน้าตาแสนดีเฟกๆ ของราชินีขาว
ทุกตัวละคร น่ารัก มีเสน่ห์มาก ตัวร้ายก็มีแอบขำ ปนน่าสงสาร ตัวดีก็ดูดี ปนน่าหมั่นไส้
ดูไป ดูมา แล้วคงคิดเหมือนกันว่า ‘คิดได้ไง’
ในส่วนของ 3D เรื่องนี้ยังไม่เท่าไหร่
ยังคงต้องยกให้กับ Avatar เพราะอันนั้นสวยของจริง มีให้ 3D งามๆ อึ้งๆ ตลอดเรื่อง
 
แต่ก็เป็นหนังที่เรา อยากให้ดูนะ บางที เราควรจะปล่อยสมองไปกับเรื่องจินตนาการบ้าง
โลกจะได้สดใส และน่าอยู่ขึ้นอีกนิดนึง
The only way to achieve the impossible is to believe it is possible.
 
หลังดูเรื่องนี้จบ การตามล่าหนังสือฉบับหน้าปก พี่เดปป์ ก็เริ่มขึ้น
ต้องใช้คำว่าตามล่า เพราะสังเกตว่า ทุกครั้งที่เราอยากหนังสืออะไร
มันมักหมดจากเชลฟ์ และเรื่องนี้ก็เช่นกัน เริ่มจากAsia book งามวงศ์วาน หมด
ที่พาราก้อน Asia book โซน South และ kinokukiya โซน North หมดๆๆ
เดินไป เดินมา ส้นสูง 4 นิ้วแทบหัก สุดท้าย มาได้ที่ เอเชียบุ๊ค siam discovery
ได้กลับมานอนกอดสมใจ
จริงๆ เค้าสามารถโอนจากสาขาอื่นมาให้ได้ แต่ต้องรอ 2 วัน ถึงกลับมารับ
รอเป็นที่ไหน อยากได้ ก็แปลว่า อยากได้ ณ บัดนาว เดือดร้อน 2 ขา เดินจนเปลี้ยเลย
สำเหนียกได้ว่า ทำไมตัวเองถึงได้มีความพยายามในเรื่องไร้สาระขนาดนี้ 555
 
เอาเป็นว่าถ้ามีเวลาก็ไปนั่งดูพี่เดปป์ กันก็แล้วกันเน้อ
หรือจะดูเป็น DVD ก็ได้ เราก็ว่าควรจะซื้อเก็บ
สำเนียงอังกฤษจ๋าๆ ฟังแล้วสนุกดี ^^
  
Off with their heads!!!!!!

Similan Babe!

 
‘Similan here I come! สิมิลันจ๋า ไปมาแล้วจ้า ‘
 
ฉันไม่แน่ใจว่าเหตุผลจริงๆ ที่ไปสิมิลัน เพราะ….
อยากเล่นทะเล อยากดื่มด่ำธรรมชาติ
อยากเห็นทะเลที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ทะเลที่สวยที่สุดของโลก
หรือ อยากไปเพราะใครๆ ก็ไปกัน? มันก็คงรวมๆ กันหลายๆ เหตุผล
จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ฉันก็ได้มาปรากฎกายที่นี่แล้ว
กาเลทน้อย แอนด์ นิกกรี้ ณ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน
 
ระหว่างอยู่ที่นี่ 3วัน 2คืน (26-28 Feb’10) กิจกรรมไม่มีไรมาก
ตื่นเช้าขึ้นเรือใหญ่ กินข้าวเช้าบนเรือ ดำน้ำๆ ขึ้นเรือ กินข้าวเที่ยง ดำน้ำๆ
พาเข้าฝั่ง เล่นทะเลหน้าหาด (ใสและสวยมาก เล่นได้ทั้งวันไม่เบื่อ)
กลับขึ้นเรือ ดำน้ำๆ กินข้าวเย็น ดูพระอาทิตย์อัศดง กลับถึงฝั่งประมาณ 1 ทุ่ม ประมาณนี้
สิมิลัน มี 9 เกาะ เกาะ 1-3 เหมาะแก่การดำน้ำลึก ส่วนเกาะ 4-9 สำหรับการดำน้ำตื้น
ซึ่งพวกเราก็ snorkel กันจนครบ 4-9 บางเกาะไปซ้ำเสียด้วย
ปลาว่ายมาบอก อ้าวหน้าคุ้นๆ เคยเจอกันแล้วนิ กร๊าก
เกาะ 4 และ 8 เป็นเกาะที่มีที่พัก (ซึ่งเราพักที่เกาะ 4)
 
ตั้งแต่เห็นทะเลมาพอสมควร จนถึงวันนี้ เราว่าที่นี่ สีน้ำทะเลสวยที่ 1 ในใจเรา
สีน้ำทะเล เห็นแล้วเหมือนฝันอ่ะ stunning ประทับใจมาก
 
แน่นอนว่า การได้เห็นของสวยงาม มันก็มีราคาของมัน
สิมิลันครั้งนี้ เราจ่ายด้วย การขอออกจากออฟฟิตเร็ว และลางานอีก 1 วัน
ขามา 12 ชั่วโมง หลับๆ ตื่นๆ เมื่อยๆ บนรถทัวร์ จากสายใต้ใหม่ สู่ทับละมุ พังงา
นั่งสปีดโบ๊ท 1ชม.ครึ่ง มายังอุทยาน นอนเต้นท์ ใช้ห้องน้ำรวม 
ขากลับ กลับด้วยรถกะบะ มาต่อรถตู้ อีก ชั่วโมงกว่าๆ ไปยังสนามบินภูเก็ต
กินข้าวแสนแพงที่แอร์พอร์ต ขนเครื่องประทินโฉมทิ้ง เพราะจะไม่โหลดกระเป๋า
อยู่แอร์พอร์ต 4 ชั่วโมง เพื่อรอเครื่องออกตอนเที่ยงคืน
การอดนอนบนเครื่องบิน เพราะเด็กต่างด้าว เอ๊ยต่างชาติ ข้างหลังแหกปากไม่หยุด
เกือบได้ตบเด็กแล้ว ถ้าไม่กลัวโดนยึดมงกุฎนางงามคืนเสียก่อน
และนี่ก็คือ ราคาสำหรับทริปนี้ ซึ่งก็คุ้มค่าทุกอย่างที่ได้จ่ายไป
 
 
สิ่งที่ฉันได้เห็นจากสิมิลัน
ทำให้ฉันไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมใครๆ ก็ชื่นชม สิมิลัน
แค่ snorkel ก็จะเห็นสัตว์น้ำ และปลา ต่างๆ สายพันธ์ กันไป
หลายขนาด หลากสีสัน แหวกว่าย วนเวียน ตามปะการังสีต่างๆ
ขณะที่เราอยู่ในทะเล เพียงแค่ก้มหน้า มองผ่านกระจกแว่นตา ขยับ fin เบาๆ ทำตัวขนานน้ำ
ผ่อนลมหายใจเป็นจังหวะ จากปากขึ้นสู่ผิวน้ำ โดยผ่านท่อที่ติดอยู่กับหน้ากาก
เหมือนเรากำลังมองวิถีชีวิต หมู่บ้าน สังคม หรือแม้แต่ประเทศ ของเหล่าประชากรสัตว์น้ำ
โดยที่พวกมันก็ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ได้มีอาการเขินอาย ประดักประเดิด
หรือรับรู้ถึงสิ่งแปลกปลอมอย่างเราๆ ผู้มาเยือนแต่อย่างไร
สงสัย จะชินกับมนุษย์สอดรู้สอดเห็นพวกนี้แล้ว ก็เป็นไปได้
 
หากจะให้กล่าวถึงความงดงาม สถานที่นี้งดงามมาก
คล้ายๆ กับมองผ่านจอกระจกทีวีในรายการ discovery channel
เพียงแต่ เรามองผ่านกระจกแว่นตาแทน และเปลี่ยนจากการนั่งชมบนโซฟาตัวนุ่ม
มาเป็นการแช่ตัวในท้องทะเล สีน้ำเงินเข้ม สลับสีเทอควอยซ์ ใสสะอาด สบายตามาก
ห่างจากเต่า หมู่ปลา แค่คืบเท่านั้น แค่คืบจริงๆ บางทีต้องรีบว่ายหนีเต่าทะเลเลย กลัวโดนกัด
ปลาบางฝูง ถึงกับว่ายไปพร้อมๆ กับเรา เหมือนมันเห็นเราเป็นหนึ่งในสมาชิกฝูงด้วยเลย
 
มหัศจรรย์ไหมหล่ะ
 
 
สิ่งที่ฉันได้ฟังจากสิมิลัน
จากคำบอกเล่าของลูกเรือคนนึง ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่สิมิลันมากว่า 20 ปี
ณ วันนี้ พี่แกรมีลูกสาว 1 คน ซึ่งเกิด และอาศัยบนเรือตลอด ตอนนี้ 2 ขวบแล้ว
(น้องเค้า พูด accent ใต้มากๆ ยังเด็กแท้ๆ แล่งใต้ได้แล้วอ่ะ แล้วยังสามารถดำน้ำได้ด้วยนะ)
บอกว่า เมื่อก่อนนี้ หาดทรายขาวมาก ขาวกว่านี้มากๆ และละเอียดเหมือนแป้ง
เพราะไม่ค่อยมีใครไปยุ่ง นึกสภาพว่าทรายโดนน้ำทะเลพัดๆ ใช้เวลาขัดตัวมันเองจนขาว
มีแค่ชาวบ้าน และเรือประมงอยู่ประปราย คนที่เข้าเที่ยวก็เอาเต้นท์มาเอง อาศัยเรือประมงมา
แต่ตอนนี้ผู้คนหลั่งไหล ทำให้หาดค่อยๆ เปลี่ยนสี ไม่ว่าจะจากของเสีย น้ำมันเรือสปีดโบ๊ท
น้ำมึนเมาที่เหล่านักท่องเที่ยวนั่งดื่มชิวกันบนหาด หรือแม้แต่ปฎิกูล ที่ขับถ่ายบนพื้นทราย
ยังไม่รวมถึงความสะดวกสบายต่างๆ ที่ขนขึ้นมาบนหาด เพื่อทำให้ที่พักนั้นให้บริการได้
แม้จะมีช่วงปิดพักเกาะ แต่แค่ 6 เดือน คงไม่สามารถทำให้หาดฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่หรอก
ลูกเรืออธิบายให้พวกเราได้ฟัง
 
 
สิ่งที่ฉันเรียนรู้จากสิมิลัน
ฉันได้เรียนรู้ว่า การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ไม่มีจริง
มันก็เป็นเพียงแค่การสรรคำ มาเป็นประโยคสวยหรู ที่อาจช่วยทำให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลง
ตราบใดที่เราอยากรู้อยากเห็น อยากสัมผัสธรรมชาติ การทำลายล้างก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
อยู่ที่ว่า ความเสียหายจะส่งผลให้เห็น ช้าหรือเร็วเพียงใด
แล้วเราเรียนรู้ที่จะจดจำ ประสบการณ์จากความเสียหายนั้นได้มากน้อยแค่ไหน
แค่รักษาธรรมชาติให้ดีเท่าเดิมยังยาก อย่าไปหวังถึงทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมเลย
ถึงเราจะแก้ผ้าลงน้ำก็ตาม แต่พวกสารเคมีกันแดด ที่พวกเราประโคมเข้าไปต่อคนเท่าไหร่ๆ
มิพักเอ่ยถึงพวกที่ใส่ชุดเต็มยศเล่นน้ำ หลายยี่ห้อเสื้อผ้า หลายสีสันเส้นใย
เปล่าประโยชน์ที่ฉันจะไปบ่นว่า ตัดพ้อใดๆ กับคนเหล่านั้น
เพราะฉันเองก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในขบวนการก่อความเสียหายนี้แล้ว อย่างไม่มีข้อแก้ตัว
หรือ ฉันอาจพูดให้ดูดีว่า ฉันมาเพื่อศึกษาธรรมชาติ เรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ ฟังขึ้นไหม
 
มันก็จริงอยู่ การท่องเที่ยวสามารถทำรายได้เข้าประเทศได้อย่างมากมาย
นี่ยังไม่พูดถึงชื่อเสียง Thailand อันเป็นที่รู้จัก ก็เพราะสถานที่ถ่ายทำหนังต่างๆ
ของสวย ของดี ถ้าไม่โปรโมท ใครเล่าจะรู้จัก
ของสวย ของดี ถ้ามัวแต่เก็บไว้ มันจะมีประโยชน์อันใดเล่า
การเผยแพร่ความรู้ การต่อยอดทางธรรมชาติศึกษา มันฟังดูมีเหตุผลกว่ามิใช่หรือ
เราเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่ามีวิธีไหนบ้างหรือไม่
ที่ทำให้ความสวยสมบูรณ์แบบนั้น ไม่ลดน้อยไป ตามจำนวนการเยี่ยมชมที่เพิ่มขึ้น
 
มีกิจกรรมหนึ่ง บนเกาะ ตอนกลางคืน คือ พาชม ‘ปูไก่’ (mountain crab)
ผู้นำชม อธิบายว่า เป็นปูที่ตั้งชื่อจากเสียง เวลาก้ามกระทบกัน เสียงเหมือนลูกไก่ร้อง
เราจะไม่ได้เห็นง่ายๆ เพราะตามนิสัย ปูจะหลบคนอยู่แล้ว
แล้วหากปูสู้ ใครเอาอะไรให้ปูหนีบ หากมันสู้ไม่ได้ มันจะสลัดก้ามทิ้ง
หากสลัดทิ้งทั้ง 2 ก้าม ก็กินอะไรไม่ได้
สุดท้ายคือตายไป กลายเป็น ปู ไปสวรรค์ คงดูไม่ดีและไม่เซ็กซี่เท่า ปู ไปรยา
แต่เค้าจะต้องไปจับ (อย่างถูกวิธี) มาให้พวกเราดู ‘เพื่อเป็นการศึกษา’
หากใครจะถ่ายรูป กรุณาอย่าเอาไฟฉายส่องปู เดี๋ยวปูตาพล่า
จะได้กินพล่าปู รสชาติอาจดีกว่าพล่ากุ้ง ประมาณนั้น ทึ่งโป๊ะ!
ระหว่างทาง ระวังเหยียบปูเสฉวนด้วย มันเดินตัวเล็กๆ แบกเปลือกหอย อยู่บนดิน -_-‘
เมื่อได้ฟังอารัมบทก่อนเดินทาง ณ จุดนั้น เราก็รู้สึกว่า ทำไมตรูต้องระรานปูขนาดนั้น?
 
พอเดินถึงจุดแรก เค้าชี้ให้ดูปู กว่า 20 คนที่ไป กรูกันเข้าไปถ่ายรูป แฟลชเอย ไฟฉายเอย
เรารู้สึกขึ้นมาทันทีว่า ไม่เอาแล้ว เราว่ามันเพื่อความสนุก มากกว่าการศึกษานะ
หากอยากดูจริงๆ google ไหม ได้รูปหลากหลายมุม ประวัติ แถมชื่อทางวิทยาศาสตร์ด้วย
เลยตัดสินใจเดินกลับมากัน 2 คน มืดๆ มานอนเต้นท์ ฟังเสียงค้างคาวร้อง
เสียงหนูวิ่ง เสียงคลื่นกระทบหาดทราย และเสียงคนเชียร์บอล -_-” คงดีกว่า
อย่างน้อยในค่ำคืนนี้ ก็มีคน 2 คน ที่ยุติการศึกษาปู ขอให้ปูไก่ จงเจริญ!!!!!!
 
 
ส่งท้ายระทึก call ปลิดความง่วง
คืนสุดท้าย ระหว่างการหลับอย่างสนิท มือถือดังขึ้น
ทีแรกเรานึกว่า เช้าแล้วนาฬิกาปลุกดัง แต่หน้าจอโชว์ชื่อ Kay
อ่อ เก๋นี่เอง เลยบอก อรุณสวัสดิ์จ้าเก๋จ๊ะ เก๋จ๋า เก๋งง เพราะเพิ่ง 5 ทุ่มกว่าเอง
เก๋โทรมาคุยเรื่อง น้องแป๊ะสุดเท่ห์ พนักงานคนนึงบนอุทยาน 
เด็กหนุ่ม จากเกษตรศาสตร์ หน้าตาเข้ม เล่นกีต้าร์เริ่ด เสียงชวนฝัน มัดใจเก๋
คุยโน่น นี่ นั่น กันไปพักใหญ่ บอกให้โทรบอกน้องแป๊ะให้มาเต้นท์เรา เก๋ก็ไม่ยอม
 
แล้วเก๋ก็พูดขึ้นว่า ‘หนึ่ง อย่าตกใจนะ’
นั่นไง ประโยคคลาสสิกแบบนี้แหล่ะ ชี้นำนักเชียว เรารีบตกใจเลย alert
เก๋บอกว่า เมื่อกี้เราดูข่าว มันมีแผ่นดินไหว 8 ริกกี้ เอ๊ย ริกเตอร์ ที่ชิลี
อาจส่งผลสึนามิ ฮาวาย Nz Au แล้วก็เจแปน คิดว่าไม่เข้าเมืองไทยนะ
แต่ถ้าเข้าประเทศไทย ก็น่าจะเป็นช่วงเช้าๆ เป็นห่วงเฉยๆ เลยโทรมาบอก
-_-”
ขอบคุณมากเลยเก๋ เราก็ hit thailand หรือ ไม่hit ไม่รู้ แต่คิดเตรียมการณ์แล้ว
เชื่อเก๋บ้าง คิดว่าไม่ใช่บ้าง แต่คิดพลางๆ ว่าต้องหยิบอะไรติดตัวไปบ้างแค่นั้น 555+
วางหูจากเก๋ ก็เลยเปรยเบาๆ ว่า กิ๊ก แกรหลับหรือตื่น?
กิ๊ก คงด่าอยู่ในใจเงียบๆ คุยกันหนวกหูขนาดนั้น ใครจะหลับลงว่ะ
ก็เลยบอกกิ๊กว่า เก๋โทรมาเตือนเรื่องสึนามิ ถ้าเข้าคงเข้ามาถึงช่วงเช้า เตรียมตัวกันไว้นะ
นี่เรามีวิธีบอกเพื่อนให้ดูน่าตกใจน้อยกว่านี้ไหม?? 555+
 
คืนนั้น เลยนอนฟังเสียงธรรมชาติ ค้างคาวยังร้องอยู่ไหม หนูวิ่งขึ้นเขาหรือยัง
เสียงคลื่นยังเป็นจังหวะเดิมหรือเปล่า หรือหายเงียบไปแล้ว กำลังม้วนหางอยู่
ณ ตรงนั้น เราว่ามันน่ากลัวนะ เพราะเต้นท์นอนติดหาดมาก แถมจะวิ่งไปทางไหนก็ไม่รู้
จุดชมวิว ชมพระอาทิตย์บนภูเขา เรา 2 คน ก็ไม่เคยตื่นเดินไปดู
ทางเดินดูปูไก่ในภูเขา เราสอง ก็ทำกระแดะต่อต้าน walk-out ออกมา 
ถ้ามาจริงๆ จะรอดไหมตรู ก็คงวิ่งไปทางไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ลงทะเล
ขนลุกเหมือนกันนะ นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่สึนามิ hit เมืองไทยหนแรก
ช่วงเช้าๆ แบบนี้ด้วย คนกำลังนอนหลับสบาย
แล้วไม่มีใครโทรเตือนเพื่อนอย่างที่เก๋โทรด้วย
ขอบใจนะเก๋ เพื่อนทราบซึ้งจนนอนไม่หลับเลยคืนนั้น
 
แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรนะ เพราะมันไปทางแปซิฟิก
ถ้ามีจริงๆ คงไม่ได้มานั่ง blogging อย่างนี้หรอก 
จบเรื่องตื่นเต้น hi-light ของค่ำคืน
 
 
เรื่องที่ฉันคงไม่ลืมจากทริปนี้ คือ
ระยะทางที่ว่ายน้ำ จากเรือ ไปยังเกาะหินเรือใบ ไกลพอควร
ไกลไม่ว่า พอใกล้ถึงชายฝั่ง พื้นเป็นหินทั้งหมด หินที่เป็นเปลือกหอยฝังอยู่
ใส่ฟินก็เดินไม่ได้จะล้มหัวฟาดหินเอา ต้องถอดฟินเดิน ก็เจ็บตรีนมากๆ
กว่าจะเดินถึงฝั่ง ตรีนบ่นท้อเลยทีเดียว
ทั้งลำเค้านั่งเรือยางเข้ามา มีเรากะกิ๊ก บ้าพลังว่ายกันเข้ามา -_-”
ไกด์ ก็ไม่แนะนำกันซักหน่อย ว่าก่อนขึ้นชายฝั่ง จะมีอุปสรรคเยี่ยงนี้รออยู่ 
ขากลับ นั่งเรือกลับ ไม่ไหวแล้ว สงสารตรีน
 
 
สิ่งที่ฉันรู้สึกได้จากสิมิลัน
อยู่ที่นี่ ฉันได้ศึกษาตัวเอง เรียนรู้เพื่อนเก่า และพบเจอผู้คนใหม่ๆ
ฉันได้แต่คุยกับตัวเองว่า ฉันรู้แค่ว่า ฉัน รัก ทะเล
แต่ฉันไม่รู้ว่า ฉันสามารถ รักษ์ ทะเลได้ดีที่สุดแค่ไหน 
แล้วสิมิลัน จะได้อะไร (ดีๆ) จากการไปเยือนของฉันบ้างไหมหนอ
 
 
ขอบคุณ เพื่อนยุ้ย เอื้อเฟื้อบ้านให้อาบน้ำ พากินข้าว และขับรถไปส่ง
ขอบคุณ เพื่อนกิ๊ก ที่ช่วยกันเริ่มทริปนี้ และจบทริปลงอย่างสวยงาม
ขอบคุณ ผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างสัญชาติ ที่มาสร้างสีสรร และจากกันไป
ขอบคุณ ทีมงานเม็ดทรายทัวร์ (Medsye) พี่ไกด์ทั้ง 2 เทห์มาก 😉
สุดท้ายขอขอบคุณ หัวใจ ที่ไม่เคยหยุด ที่จะอยากออกเดินทาง
 
และทั้งหมดนี่ ก็คือ สิ่งที่ฉันอยากจะบอก จากการไปเยือนสิมิลัน.