The last chapter

by Nicky

 
ปกติแล้วเราจะมีโอกาสได้ไป โรงพยาบาลจุฬาฯ อยู่เนืองๆ
เพราะแม่ต้องมีหน้าที่พาคนในครอบครัว ญาติคนโน้น คนนี้ ไปหาหมอ
หรือใครเดือดร้อน ไม่รู้จะหาหมอยังไง ก็จะโทรหาแม่ เพราะแม่เป็นผู้ชำนาญ
ในการติดต่อโรงพยาบาล และให้คำแนะนำ และให้กำลังใจคนไข้
จนพนักงาน และพยาบาล รวมถึงคุณหมอบางคน คุ้นหน้ากันหมด
ถ้ามีตราสแตมป์การเหยียบ รพ แม่คงได้ยอดสะสมอันดับ 1 ชัวร์
ซึ่งทำให้พ่อ กับเราเป็นนักเยี่ยมไข้ VIP ไปด้วย
เพราะพ่อไปส่งไปรับ ส่วนเราเด็กเดินตาม
 
เมื่อวาน ได้มีโอกาสอยู่ในวงสนทนา ของคุณหมอ กับญาติๆ
คือ ป้า (พี่สะใภ้พ่อ) ไม่สบาย เดิมเป็นโรคไต ซึ่งต้องฟอกไตทุกวีค
แล้วตอนนี้มีอาการของกำเริบในระยะที่ 4 ของมะเร็งตับ ซึ่งตัวคนไข้เอง ยังไม่ทราบ
ระหว่างที่คุณลุง สามีป้า นั่งคุยกับป้าข้างๆ เตียงในห้อง
ตัวคุณป้าเองก็กำลังสดใส เพราะดีใจจะที่คุณหมอจะให้กลับบ้าน
หลานสาวตัวเล็กๆ วิ่งเล่นไปมารอบๆ ด้วยความไร้เดียงสา
ก็เป็นเวลาเดียวกับที่คุณหมอ กำลังให้คำปรึกษากับ ลูกสาว และลูกชาย ของป้า
โดยมีพ่อ แม่ เรา สามีของลูกสาวป้า ยืนฟังอยู่ด้วย อย่างเคร่งเครียด
 
สาเหตุที่หมอต้องยืนฟัง และให้คำปรึกษาด้วย
เพราะ คนในครอบครัวยังหาข้อสรุปที่ตรงกันไม่ได้
 
ลูกชายคนน้อง อยากให้คุณหมอรักษาถึงที่สุด ให้อยู่นาน และอยู่ดี (เท่าที่ร่างกายจะอำนวย)
ซึ่ง ณ ตอนนี้ถึงรู้ว่าเป็นแคนเซอร์ ก็ต้องเจาะตับ เอาชิ้นเนื้อออกมาวิเคราะห์ดู
เพื่อวิเคราะห์ว่าจะเหมาะกับการให้ยาแบบไหน เพราะเชื้อแต่ละชนิดมีผลกับยาต่างกัน
การให้ยา ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะหาย แย่ลงกว่าเดิม ก็เคยมี
รวมถึงการเจาะ อาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อ และผิดพลาด
ซึ่งในคนไข้ที่เป็นโรคไตอยู่แล้ว ก็เสี่ยงอยู่พอควร
 
ส่วนลูกสาวคนพี่ อยากนำตัวป้ากลับไปให้พักผ่อนอยู่บ้าน
รักษาทางธรรมะ ให้ป้าได้อยู่กับลูกหลาน และคนใกล้ชิด ไม่อยากให้แม่เจ็บตัว
เพราะเจ็บตัวไปก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้นานกว่าไม่เจ็บตัวหรือไม่
 
คือ มันเป็นไปได้ยาก ที่คุณหมอจะสามารถชี้ชัดว่า
ควรจะเดินหน้ารักษาอย่างเต็มที่ หรือปล่อยไว้แบบนี้
รักษาอาจยื้อชีวิตได้ แต่เจ็บตัวมาก หรือ รักษาแล้วอาจไปเร็วกว่าเดิม
ถ้าไม่รักษา ให้ป้าแกได้อยู่กับครอบครัว อาจจะช่วยให้สบายใจ
หากมีกำลังใจดีอาจอยู่ได้ 1เดือน 3 เดือน หรือเป็นปีเลยก็ได้ 
แต่ถ้าไม่มียาช่วยกดภูมิ เชื้อร้ายที่แพร่กระจายอยู่
ก็ทำให้ร่างกายทรมานเจ็บปวด จากเดินได้ กินได้ ก็อาจทำอะไรไม่ได้เลย
 
สิ่งที่หมอทำได้ ก็เพียงแค่อธิบายถึง สิ่งที่น่าจะเป็นในแต่ละทางเลือก
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับ คนในครอบครัวเอง ว่าจะตัดสินใจอย่างไร
ซึ่งการตัดสินใจนั้น ก็ควรเป็นสิ่งเดียวกัน เห็นชอบด้วยกัน จะดีกว่า
 
เราเองถือว่าเป็นหลานนอก หรือคนนอกนั่นเอง ซึ่งยากที่จะช่วยแสดงความคิดเห็น
ว่าจะให้เค้าเลือกทางใด เพราะมันไม่สามารถย้อนกลับมาทดลองทำอีกทางนึงได้อีกแล้ว
แต่ส่วนตัวเรา รู้สึกว่า คุณป้าน่าจะได้รับรู้ว่า ณ ตอนนี้ร่างกายเค้าต้องเผชิญกับอะไรอยู่
ให้เค้ารู้ว่าเค้ามี option อะไรบ้าง แล้วแต่ละทางเลือก ผลลัพธ์น่าจะเป็นอะไร
ตัวเค้าเองอยากได้แบบไหน อยากให้บทสุดท้ายของชีวิตเป็นไปในทิศทางใด
 
เราเห็นด้วยกับตอนที่คุณหมอ พูดว่า
พวกเราอย่าไปคิดแทนคนไข้เลยครับ พวกเราอยู่ในวัยหนุ่มสาว อาจมีความคิดแบบนึง
แล้วไม่คิดหรอครับ ว่าคนไข้ใช้ชีวิตมาขนาดนี้แล้ว เรื่องร้ายๆ เค้าเจอมาเยอะกว่าเราเท่าไหร่
ทำไมถึงคิดว่าเค้าจะรับไม่ได้ คิดว่าเค้าจะไม่เฉลียวใจหรือ คนแก่ไม่ใช่ ไม่ฉลาดนะครับ
คิดว่าคุณแม่ของคุณ ยังมีอะไรที่เค้าอยากทำ แล้วยังไม่ได้ทำอีกหรือเปล่า
ควรให้เค้าเตรียมใจจะดีไหม
 
คุณหมอยกตัวอย่าง คนไข้ เตียงนึง เป็นแบบนี้เหมือนกัน อยู่ได้อีกไม่นาน
คำขอสุดท้ายคือ อยากไปงานบวชลูกชาย ที่จะบวชให้
หมอยื้อสุดชีวิตเลย ให้ยา ฉีดยา กดภูมิให้ ให้แกเดินทางได้
เช้ามืด จับใส่รถเข็น ไปงานบวชลูกชายที่ต่างจังหวัด แค่นี้คนไข้ สบายใจแล้ว
วันถัดไป หลวงพี่ก็ยังมาเยี่ยมที่ รพ เลย ขอบคุณคุณหมอใหญ่โต
เพราะช่วยทำให้คุณแม่เค้าสุขใจ ก่อนจากกัน
 
แล้วก็ตอนที่คุณหมอ บอกว่า
จริงๆ แล้ว การที่พวกเรามายืนคุยกันแบบนี้ หากเป็นเมืองนอก ผมคงโดนฟ้องไปแล้ว
เนื่องจาก เรื่องของคนไข้ คนไข้จะมีสิทธิ์ขาด ที่ได้รู้เรื่องก่อนเป็นอันดับแรก
เพราะมันคือชีวิตเค้า เค้ามีสิทธิ์อย่างเต็มที่ ว่าจะจัดการกับชีวิตเค้าอย่างไร
 
แต่พี่สาว และน้องชาย ซึ่งใกล้ชิดกับคุณแม่เค้ามาโดยตลอด ก็รู้ว่า
คุณแม่เค้า มีจิตใจที่ไม่เข้มแข็งพอ กับเรื่องแบบนี้ แน่นอน
การบอกไป อาจทำให้อาการทรุดลง อย่างไม่จำเป็น
 
ดังนั้น คุณหมอจึงให้คนไข้กลับไปอยู่บ้านก่อน 1 อาทิตย์
เมื่อได้ข้อสรุปในทิศทางเดียวกันแล้ว ค่อยมาคุยกับคุณหมอใหม่ ว่าจะเอาอย่างไร
เพราะอาทิตย์เดียว ไม่ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่
 
ตอนหลังๆ เราก็ไม่ได้ยืนฟังมากแล้ว แม่เค้าก็ กำลังคุยไปน้ำตาไหลไป 
เราเลยไปชวนน้อง ที่เป็นลูกสาวเค้าเล่นไปเรื่อย เบี่ยงเบนความสนใจ
 
พอแยกย้ายกันกลับ เราก็ยังคุยกับแม่ต่อเลย ถ้าเป็นเรา
นอกเหนือจากตาย peacefully เราว่าเป็นมะเร็งตาย ดีกว่าเป็นอุบัติเหตุตายนะ
หากเราเลือกได้ เราอยากรู้เวลาที่เหลือของชีวิต จะได้เป็น happy hour
ให้เราได้ทำอะไรที่อยากทำ no excuse ให้ผลัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไป
ได้บอกลาคนที่รักอย่างจริงจัง เพราะเราจะจากไปจริงๆ ไม่ได้ล้อเล่น
รวมถึง ยังได้เตรียมงานของตัวเองด้วย
 
แต่ก็อย่างว่า เป็นเพราะเราคิดในวัยที่เต็มเปี่ยมด้วยพลัง ไม่มีความกลัว
ไม่มีภาระ ไม่มีลูกหลาน ที่อยากอยู่ดูการเติบโต ไม่ได้ผ่านอดีตมากมาย ให้ระลึกถึง 
ดังนั้น หากเรารู้ว่าจะต้องจากไป อาจเป็นการทำใจได้ง่ายกว่า
 
 
นึกถึง เรื่อง The Bucket List หนังที่มีคนแก่ 2 คนดำเนินเรื่อง ค่อนข้างกินใจ
ถ้ามีโอกาส ลองหามาดูกัน Jack Nichoson กับ Morgan Freeman
ชายชรา 2 คน ที่มี background ชีวิตที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
มาเจอกันโดยบังเอิญ ที่ห้องในโรงพยาบาล เพราะมะเร็งขั้นสุดท้าย ทั้งคู่
แล้วทั้งสอง ก็ได้ร่วมเดินทาง สานฝันที่คั่งค้าง ก่อนลาโลกนี้ไป
When he closed his eyes, his heart was opened.
 
ครอบครัวเรา ยังคงเป็นกำลังใจ ให้ครอบครัวของคุณป้าอย่างแน่นอน
ตราบใดที่ยังหายใจ ขอให้ยังยิ้มได้ก็พอ
 
May Jesus bless you na ka.
Advertisements