Month: May, 2008

29th OF ME!

 
 
Here I was : a 29-year-old single woman with no financial stability,
but many life experiences behind me. Did that mean nothing?
 
Today I just relize something.
Something tt always happen
but i dunno why it’s just hit me on 29th bd. 
Something that will change my attitude for good.
 
While i was dinner with my friends
[some of ’em not even know today is my bd 😉
but that’s not the point]
 
At the same time…..
Some waiting me home, like my family.
Some drop by and brough me a gift, like my aunt & uncle
Some keep calling to wish me happy b4 they go to bed, grandpa-ma.
Some ring me home bcoz they don’t hv my mp.no. after i back here.
Some send me piles of e-meails gave me loads of comments.
Some of friends abroad left me note on MSN. 
…. i wasn’t there.
 
Actually, i dun feel today is kindda speacial
bcoz as 29th nothing left to be exciting, rite?
But when these things happen
I just pop up idea tt i shouldn’t’ve take this for grant.
Their good intentions cn’t be take for free.
 
Why they hv to wait one minute past midnite to text me bd.
Why they hv to ring me on bloody busy friday or fabulose friday nite.
Why they drive from the other side only just for drop sth.
Why they hv to buy sth. for me.
Sth. that represent both of us, give and take.
It’s not only about ‘buy’ stuffs,
but it’s about how they choose and time to think about this thing.
The way they put the wishing words in the card.
 
That’s so adorable, isn’t it?
 
Not bcoz my bd, they have to do this.
But bcoz they so kind and care enough to do this!!!
Turn just a birthday to be a very happy birthday, more than i could ask for.
 
For the records, these day i relize to value e’ry good things in my life.
I shudda wudda cudda take every single minute w/ these lovely guys!
Better late than never.
 
I hv experienced for spending more than a month
looking for stuffs to someone n my friends.
Some of ’em not even pretent to mind.
Imagine, how would I feel?
Yep.
That’s one.
 
I’ve been told once tt…
"Nicky, i do care/love u and u never appreciate it
when u do really care/ love someone and they don’t appreciate it
U’ll know!"
Yep. Now i know.
That’s two.
 
2 enough for all.
 
Being more adult not an excuse to less childish.
Still can cherish about every wee things
make them to be yr tiny big memory!
 
The more you live, the more you learn.
 
I just make "Shoes reversal" up to be my motto.
Always put someone mind in yr heart, they will put yr in ’em as well.
 
Tks for being 29th that fulfill me, indeed.
 
Advertisements

มหาสมุทร

 
 
ณ ที่ที่ฉันไปอยู่ Perth, W.A. (Western Australia)
เป็นที่ที่ฉัน enjoy กับทะเลมากที่สุด เรียกได้ว่า ไปทุกอาทิตย์ทีเดียว
หากจะมีบ้างที่เว้นช่วง แต่อย่างน้อย ไม่เกิน 2 อาทิตย์ ก็ต้องไปรายงานตัว
กับเหล่าฝูงนกตัวขาวๆ ที่บินว่อนอยู่ ซึ่งมันคงรู้สึกว่าทะเลเป็นบ้านอีกหลังนึง เหมือนฉัน
 
Mandurah – นั่ง cruise ชมบรรยากาศทะเล แล้วก็ลงเล่นน้ำ
Busselton Jetty – มี Jetty ที่ยาวที่สุดในโลก พาดผ่านน้ำสีใสๆ ของทะเล
Bunbury – ทะเลที่เต็มไปด้วย ปลาโลมา (แต่ต้องไปให้ถูกเวลา)
Rockingham – นั่ง ferry ไปบนเกาะ จะมีเพ็นกิ้น รออยู่ หรือจะเดินจากฝั่งไปก็ได้
Rottness Island – ทะเลสวยมาก แถมมีกิจกรรมต่างๆ บนเกาะให้ทำด้วย
Fremantle Beach – ทะเลที่แวดล้อมไปด้วย ประวัติศาสตร์ของเมืองนี้
City Beach – คลื่นใหญ่ นักSurf เยอะ
Scarborough Beach – ทะเลเป็นเกร็ดเพชร blink blink เลย สวยมาก
Cottesloe Beach – เป็นทะเลที่ได้รับการปรากฎตัวจากฉันมากที่สุด
นอกจากจะสวยแล้ว ยังไปง่าย นั่งรถไฟไปซัก 15 นาที เดินอีกนิดหน่อย ก็ถึงแล้ว
จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่วันดี คืนดี หลังเลิกเรียน เลิกงาน หรือวันว่าง
ฉันก็จะเอา beach towel ยัดใส่กระเป๋า แล้วหายหัวออกจากบ้านไป
กลับมาหลังพระอาทิตย์ตก พร้อมด้วยหัวใจที่สดชื่น
ต่อเติมพลังงานชีวิต ช่วยให้กลับไปดำเนินตามวิถีปกติต่อไปได้
 
ฉันชอบทะเล ชอบไปอยู่ที่ทะเล
ฉันคิดเล่นๆ ว่า ความเค็มของน้ำทะเล คงจะช่วยชะล้าง
อะไรๆ ในใจ หรือเรื่องราวรกสมองต่างๆ ออกไปได้หล่ะมั๊ง
นอกจากนั้น มันยังเป็นวิถีชีวิตง่ายๆ อ่านหนังสือ นอน ลงเล่นน้ำทะเล
ไม่มีอะไรต้องวุ่นวาย ฉันอยากมีชีวิตแบบนี้ตลอดไป
แต่ฉันก็ได้รับคำปฎิเสธอย่างน่าฟัง
เพราะฉันต้องกลับสู่สภาพเป็นจริง ฉันต้องทำงาน ฉันต้องทำงาน
และ หากฉันกินอยู่หลับนอน บนผืนทรายทุกวัน ฉันอาจเบื่อมันก็เป็นได้
แต่ก็ไม่แน่เหมือนกัน บางที ฉันอาจกลายร่าง เป็นเม็ดทรายเม็ดหนึ่ง
กลิ้งไปตามฟองคลื่นขาวๆ หยอกล้อกับปลาดาว
ส่งสายตาไปยังเส้นขอบฟ้า ที่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันอยู่ไกลแค่ไหน
รอคอยการมา และการจากไปของพระอาทิตย์ อันเป็นสัจธรรมที่สุด
และหลับไปในแสงนวลๆ อุ่นๆ ของดวงจันทร์
ฉันคงเป็นเม็ดทรายเม็ดเล็กๆ ที่มีความสุขที่สุดในโลกก็ได้ ใครจะไปรู้
 
มีคนถามว่า เสน่ห์ของทะเลอยู่ตรงไหน?
ฉันคงมีคำตอบง่ายๆ ตื้นๆ ว่า จะมีที่ไหนอีก ที่คุณจะได้เห็น
ดวงอาทิตย์ เม็ดทราย และผืนน้ำ อยู่ ณ แห่งเดียวกัน
‘BEACH’ U see just one, u see them all – sea, sand, sun.
และมีที่ไหนบ้าง ที่เราจะได้ทอดสายตาไปไกลได้มากมายขนาดนี้
Nothing between your eyes มองไปได้อย่างสุดสายตาที่สุด
คำตอบเกือบโรแมนติก ได้น่าถีบมาก แต่ฉันก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
ช่วยไม่ได้ ลึกๆ แล้วฉันเป็นคนโรแมนติกนี่หว่า
 
บางคน ปุจฉาฉันสั้นๆ ว่า R u cranky?
เพราะฉันสามารถไปทะเลคนเดียวได้ แต่ฉันก็มีเหตุผลของฉัน
หากเราเดินทางออกจากสถานที่เดิมๆ ซึ่งเราอยู่ทุกวัน
ออกจากคนรอบตัวที่รู้จัก ไปยังที่ไม่มีใครรู้จักเราเลย
เราก็เป็นเพียงก้อนอะไรซักก้อนหนึ่ง เป็นสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งของที่แห่งนั้น
และนั่น เป็นเวลาที่เราอยู่อย่างโดดเดี่ยว จากชีวิตเก่า
แต่ก็เป็นโอกาสที่ได้อยู่อย่างอิสระเสรี ในชีวิตใหม่
บางที เราอาจได้ยินเสียงของตัวเรา ที่พูดกับตัวเอง
อย่างที่เราอาจไม่เคยได้ยินมาก่อนก็ได้
 
(เหมือนที่ฉัน ออกเดินทางจากสิ่งแวดล้อมที่ฉันคุ้นเคยมาตลอด 27 ปี
มายังที่แห่งนี้ มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันได้ศึกษา เรียนรู้อย่างที่สุด)
 
แต่หากมีเพื่อนมาทะเลด้วย ฉันก็สุขใจไม่น้อยกว่ากัน นั่งพูดคุยกัน ได้ทุกเรื่อง
ทั้งๆ ที่บางเรื่องฉันไม่นึกว่าจะเล่าให้ใครฟังเสียด้วยซ้ำ
คงเป็นเพราะทะเลมันแสนกว้างใหญ่ ไร้ขอบเขต
ก็เลยทำให้ฉันรู้สึก ไม่จำเป็นต้องมี boundary ใดๆ ตามไปด้วยกระมัง
 
มันเป็นเรื่องวิเศษแค่ไหนหล่ะ ลองคิดดู
หากหนึ่งวันล้าๆ ของคุณ จบลงด้วยการได้ไป (กับใครก็แล้วแต่)
นั่ง ringside ติดขอบทะเล บนพรมสีขาว ที่ทอจากเม็ดทรายอย่างละเอียด 
มองพระอาทิตย์ค่อยๆ หมดภาระกิจลงอย่างช้าๆ
ณ เส้นบางๆ ที่แบ่งระหว่างผืนน้ำ และแผ่นฟ้า
แล้วเมื่อคุณลุกขึ้นยืน หันกลับมามองบนท้องฟ้า
ก็พบกระต่ายในดวงจันทร์ ยืนโบกมือทักทายคุณ
และยิ้มส่งคุณกลับบ้าน Fully sick! So wicked!!
 
มันจะทำให้หนึ่งวันอันแสนจะธรรมดานั้น พิเศษซักแค่ไหน?
 
 
ทีนี้คงได้คำตอบแล้วสินะ ทำไมต้องทะเล
 
 
เอ้า ใครรักทะเล ยกมือขึ้น?
 
 
Beach gal!
Nicky mermaid^^
 

เคยไหม?

 
 
เคยไหม?
 
เคยหลงใครหัวปักหัวปำ จนกระทั่งกล้าพูดว่า
ถ้าเค้ายังไม่แต่งงานชั้นก็จะโสดรออยู่อย่างนี้ไหม?
แล้วก็ได้รู้ว่า ทำดีให้ตาย ก็ไม่สามารถเปลี่ยนสถานะได้
และต่อให้เวลาผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหน ก็ซื้อใจเค้าไม่ได้
เคย รอ จน เลิกรอ ไหม?
 
เคยมีคนมาหลงหัวปักหัวปำ ทำอะไรให้หลายๆ อย่าง
อาจมากกว่าที่เราทำให้กับคนในข้อแรก แต่ก็ไม่สามารถทำให้เราซาบซึ้ง ไหม?
จนเราเริ่มมองเห็นสัจธรรมว่า ดีให้ตาย ถ้าคนเค้าไม่มีใจ ยังไง ก็เปลี่ยนไม่ได้
มองดูเค้า ก็เหมือนเงาสะท้อนมองตัวเอง ไม่มีผิด ไม่มีถูก แค่ใจไม่ตรงกัน
เคย มีเหตุการณ์แบบนี้ในทางกลับกัน แล้วทำให้คิดได้ ไหม?
 
เคยแอบปลื้ม คนบางคน แต่ใช้ความเป็นเพื่อนที่ดีบังหน้า
แค่แอบชอบ แต่ไม่ได้หวังครอบครอง ไม่ได้หวังจะได้ควง ไหม?
ที่ไม่หวังเพราะรู้ว่า เป็นไปไม่ได้ แค่คุยอย่างเพื่อนไปวันๆ ก็ดีใจแล้ว แต่พอรู้ว่า เค้ามีแฟน
ก็อดไม่ได้ที่จะ ใจเสีย น้อยใจ เต็มไปด้วยคำถาม เพราะเราไม่ได้ ก็ไม่อยากให้ใครได้ด้วย
เคย รู้สึกว่าจริงๆ แล้วตัวเองก็ขี้ขลาด และเห็นแก่ตัว ไหม?
 
เคยอยู่คนเดียว โสดๆ มานมนาน สบายตัว สบายใจ
และคิดว่า ฉันสบายมาก ไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไร ไหม?
ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร อยู่กับงาน อยู่กับเพื่อน อยู่กับงานอดิเรก อยู่กับตัวเอง
บางทีก็เหงาให้พอคันๆ แต่บางครั้งก็มันส์อย่างสบายใจ ไม่ต้องทะเลาะ เหมือนบางคู่
เคย รู้สึกว่า เป็นโสดก็สบายใจดีนี่หว่า ไหม?
 
เคย ลองคบบางคนที่เข้ามาพัวพัน
อาจเพราะ เวลา โอกาส ความคะนอง หรือเพราะอยากลอง ไหม?
ก็เพราะไม่มีใครซักที ลองมีดูบ้างดีกว่า ชอบไม่ชอบไม่เป็นไร ถือว่า ลองของ
ถ้าเข้ากันไม่ได้ ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะไม่ได้ชอบ หากถ้าเค้าดี ก็ถือเป็นกำไรชีวิต
เคย ลองคบ แล้วสุดท้ายก็หลงเค้าเข้าให้จริงๆ บ้าง ไหม?
 
เคย ได้ยินที่คนเค้าบอกว่า ผู้ชาย กับ ผู้หญิง รักไม่เท่ากัน
เค้าว่า ผู้ชายรักจาก 100-0 แต่ผู้หญิง รักจาก 0 -100 ไหม?
ก็คงจริงแหล่ะ เหมือนเด็กอยากได้ของเล่น แง๊วๆ เอาใจ ทำดีสารพัด ทุกอย่างให้ได้มา
พอคนเค้าเริ่มใจอ่อน ค่อยๆ เห็นความดี จนเทใจให้หมด 4 ห้อง เค้าก็ไม่รอซะแล้ว
เคย เห็นใครที่เริ่มและเลิกรัก พร้อมๆ กัน ไม่ต้องสวนทาง พอจะมีบ้าง ไหม?
 
เคย คบคนที่ต้องทะเลาะกันทุกๆ ครั้งที่เจอหน้า
พอไม่เจอก็คิดถึง พออยู่ใกล้ๆ ก็มีเรื่องกันทุ๊กที ไหม?
บางที เราคบคนนึง เพื่อให้ลืมคนนึง คบแบบไม่เลือก ถึงแม้จะมีทัศนคติที่ต่างกัน
แต่ก็คบๆ ไปก่อน เพราะกลัวหัวใจว่างงาน กลัวฟุ้งซ่าน สุดท้าย ก็ต้องเลิกลากันไปอยู่ดี
เคย รู้สึกว่า ทำไมตัวเองถึงได้ pathetic ขนาดนี้ ไหม? 
 
เคย มีหลายๆ เหตุการณ์ เป็นประสบการณ์ในชีวิต ที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ
อาจเรียกได้ว่า หลักสูตร เร่งรัก ไหม?
มันรู้สึกดีนะ ทำให้เราเรียนรู้หลายๆ อย่าง ทำให้มองอะไรๆ นิ่ง มากขึ้น
แล้วก็คิดว่า มันจะช่วยให้เราทำอะไรๆ ได้สมควร อย่างเหมาะสม ในอนาคต
เคย รู้ป่ะ ว่าจริงๆ แล้ว ประวัติศาสตร์ ไม่ได้สอนให้เราเรียนรู้อะไรเลย เชื่อ ไหม?
 
 
เราก็ว่างั้นแหล่ะ เรื่องแบบนี้ มันจะมาเรียนรู้ แล้วนำไปใช้ คงไม่ได้
รัก ไม่ใช่เรื่องทฤษฏี ไม่ใช่เรื่องเหตุผล ไม่ใช่เรื่องกฎเกณฑ์
บางทีเราเคยคิดว่า แต่งๆ งานไปซะ ก็จะได้จบเรื่องรักๆ ซักที
แต่จริงๆ แต่งงาน มันก็คงเป็นแค่จุดเริ่มต้น ของรักแบบใหม่
รัก คงเหมือนน้ำ ไร้รูปแบบ ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ไม่มี pattern
มันขึ้นกับ ภาชนะ หรือสิ่งที่ห่อหุ้มมันต่างหากหล่ะ เปลี่ยนไปได้ตามสถานการณ์
เรียนรู้รูปแบบ แล้วลืมแบบแผนทั้งหมด เพื่อหาแนวทางของตัวเอง
 
ไร้รูปแบบ อย่างมีรูปแบบที่สุด
ความมีรูปแบบ ที่ไร้รูปแบบ
 
ไร้สาระ อย่างมีสาระที่สุด
ความมีสาระ ที่ไร้สาระ
 
นั่นเอง
 
ใช่ไหม?
 

4 BIA

 
 
มีคนชวนไปดูหนัง แถมเป็นเรื่องที่อยากดูด้วย "4 แพร่ง"
ชื่อภาษาปะกิตว่า โฟเบี่ย (ญาติกับโฟมด) เค้าแปลผิดเนอะ ทึ่ถูกควรเเป็น Intersection
หลังจาก เปลี่ยนเวลานัดไปๆ มาๆ ไม่รู้มันจะเอาไงของมัน
เดี๋ยวก็จะดู 4 ทุ่ม เที่ยงคืน บ่ายสอง อะไรก็ไม่รู้ มาจบลงที่ รอบ 4.15
เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ศูนย์กลางแห่งการนัดพบ (ของเรา อิอิอิ)
 
อธิบายผังที่นั่งในโรงเล็กน้อย
ขวามือเรา เป็นเพื่อนที่มาดูดัวยกัน
ซ้ายมือเรา เป็นหญิงสาว นั่งติดแฟนเค้าอีกข้างนึง 
 
หนังเริ่มฉายได้….!
 
แพร่งที่ 1 : เหงา / happiness
แฮปปรี้เนส … คนข้างขวาอ่าน(ออกเสียง)
ผู้หญิงใครอ่ะ น่ารักดีเนอะ .. แฟนคนข้างซ้ายถาม
เพื่อเอาใจแฟน คนข้างซ้าย ก็อธิบายให้ฟัง….. นุ้ย เพื่อนสนิทไง ไข่นุ้ยอ่ะ
ในหนังกำลังส่ง เมสเสซกัน … โทรศัพท์รุ่นไรหล่ะนั่น (มันถามแฟนมันอีกแล้ว)
(เอาโทศัพท์เราไปดูมั๊ย รุ่นเดียวกัน โมโต วี3 กรำ)
คนขับแท๊กซี่ แน่เลยตัวเอง (มีการเดาเผื่อ เดาแผ่)
ไอ้คนข้างขวา ดูไป เปิดมือถือดูไป เป็นหิ่งห้อยเลย ส่งแสง แวบๆ แวบๆ เข้าใจว่าเช็คเวลา (มีนัดต่อ) 
ผ่าง!
เค้ากลัวอ่ะตัวเอง (เสียงจากด้านซ้าย)
(เออ ตรูก็กลัว ดูไปปิดตาไปอยู่นี่)
ผ่าง!!   กรี๊ดดดดดดดดด
เออนะ กำลังปิดตาอยู่ ไม่ดู ก็สะดุ้งได้ เพราะเสียงจากลำโพงด้านข้าง ขอบใจมาก
 
แพร่งที่ 2 : ยันต์สั่งตาย / tit for tat
ดูดิโหดว่ะตัวเอง….
น่ากลัวอ่ะ ดูหน้ามันดิ……
ว๊ายยยยย….
ดูหน้าผีสิ ตลกดี
(คนข้างขวา ก็ส่องแสงแวบๆ ยังคงเป็นหิ่งห้อยอยู่
ไม่เข้าใจว่า มันจะทำชีวิตให้วุ่นวายทำไม)
ตัวเอง มันมายัง (แฟนสาวปิดตาอยู่)
ผ่าง!! กรี๊ดดด
เฮ้ออออ (ถอนหายใจ เออ ตรูก็ถอนด้วย โล่งใจ จบไปอีก 1)
 
แพร่งที่ 3 : คนกลาง
กร๊ากๆๆ ฮ่าๆๆ
มันตายมั๊ยอ่ะ ตกลง (ปรึกษากัน คู่นี้)
ผ่าง!! … ว๊ายยย
แสงแวบๆ จากด้านขวา ยังคงอยู่
ผ่าง!! … ว๊ายย โธ่ นึกว่าใคร เพื่อนมัน ตกลงมันเป็นผีป่ะ
จบแพร่งที่ 3 ทางคนข้างขวา ขอตัวกลับ ไปทำธุระ
วังเวง เลย ขวาว่าง ซ้ายก็สยอง แวร้ก
 
แพร่งที่ 4 : เที่ยวบิน 224 / last flight
….
ในห้องน้ำ เสียงไอมาจากในห้องน้ำไง ผ่าง!!! ว๊ายยย ไม่มี
ผีมันอยู่ไหนอ่ะ เค้ากลัว ตะเอง เค้ากลัว
ทำไมกัปตันไม่เปิดประตู ผ่าง!!! กรี๊ดดดด
กรี๊ดดดดด (ไม่รู้มันกรี๊ดอะไร เพราะปิดตาอยู่ -_-)
เฮ้ย ข้างใต้ๆ ผ่าง!!! กรี๊ดดดด (ถึงปิดตาอยู่ เราก็เดาสถานการณ์ได้ ว่าผีอยู่ไหน)
ผ่าง!! จบ
เฮ้อออ โล่ง จบแล้ว
 
เดินออกจากโรงหนัง อะโลน ก็หนุกดี ขำๆ
 
ขากลับแวะซื้อ อาหารญี่ปุ่นให้น้อง ร้อยนึง
ซื้อขนมให้กอลลั่ม ร้อยหกสิบ
ซื้ออาหารเย็นให้ตัวเอง มิโกแร้น* 2 ซอง ยี่สิบบาท -_-”
 
=====
 
*มิโกแร้น คือ บะหมี่สำเร็จรูปของอินโดนีเซีย
เราไปรู้จักตอนอยู่ที่เพิรซ์ เพื่อนญี่ปุ่นแนะนำให้กิน รสชาติใช้ได้เลย
เป็นมาม่าแบบแห้ง มีซองเครื่องปรุง 3 ซอง +1 ซอง กินแล้วจะติดใจ อร่อย….
ที่โน่น ซองละ 25เซ็นต์ ตอนหลังขึ้นเป็ฯ 26 เซ็นต์ ที่นี่ซองละ 10 บาท แพงกว่า
ทั้งๆ ที่ อินโด อยู่ติดกะไทยแค่เนี๊ย ส่งออกไปขายออส ถูกกว่าขายเมืองไทยได้ไงหว่า
เชื่อป่ะ เพิ่งสังเกตเห็นวันนี้ ว่าเมืองไทยมีขายด้วย
 
ไหนๆ พูดถึง บะหมี่สำเร็จรูป
ที่โน่น ของโปรดคือ ชินราเม็ง มาม่าสัญชาติเกาหลี ซองใหญ่ เส้นนุ่ม รสแซ่บ อูยยย เริ่ดด
รองมา เป็น โพเตโต้ นูดเดิ้น สัญชาติเกาหลี เช่นกัน เส้นทำจากมันสำปะหลัง อร่อย แซ่บ
แล้วก็มี บิ บิ เมี่ยง กะ จาปาเก็ตตี้ มาม่าเกาหลี แบบแห้ง อันแรกเผ็ด อันหลังธรรมดา
แล้วเค้าก้มีกินเปล่าๆ ด้วยนะ แต่ต้องเลือก ที่เส้นมันกินเปล่าๆ ได้
บี้ๆ ใส่เครื่องปรุง เขย่าๆ ซอง แล้วก็กินเลย อันนี้เพื่อนเกาหลี ก็สอนให้กิน
กินกับไส้กรอกเกาหลี เป็นแท่งเล็กๆ 80 เซนต์ แกะซองกินได้เลย
 
มาม่าแบบแห้ง ที่กินได้เลย เป็น snack เรียกว่า คุกกี้มอนสเต้อ
อันนี้ จิมมี่ ชอบกินมากๆ เราก็ได้กินไปด้วย (แย่งเด็กกิน)
รสชาติเหมือน ช้างน้อย ห่อละ 2 บาท สมัยยังเด็ก หากจำได้
 
แล้วก็ มิโกแร้น ก็อร่อย แต่ต้องไปซื้อร้านนึงในเมือง ขายตัดราคามากๆ
ถูกกว่า roll back ทุกเจ้ารวมกัน คอนเฟิมได้เลย เพราะ เราเช็กราคามาแล้วทุกร้าน
 
ส่วนมาม่าไทย ซื้อ ไวไว ซอง 4.50 บาท ไอ้ซองแดงๆ น่ะ
แต่ที่โน่น ตกประมาณ 15 บาทได้ (แต่ก็ซื้อ)
มาม่าต้มยำกุ้งก็มี ราคาก็ นะ นั่งเครื่องไป value added นิดนึง
 
อยู่โน่นชอบเข้าร้าน ขายของชำ เกาหลี ญี่ปุ่น แล้วก็เดินห้าง
หยิบๆ จับๆ ซื้อไร หน้าตาแปลกๆ มาลองเรื่อยเปื่อย
แรกๆ ก็ชวนเพื่อนเกาหลี ญี่ปุ่นไปด้วย ให้เค้าอธิบายให้ฟัง
หลังๆ ปีกกล้าขาแข็ง ก็ไปเองเลย พูดทักทายคนขายพอได้ ถูๆ ไถๆ
พอเข้าตาจนจริงๆ ก็ส่งภาษาอังกฤษ + ภาษามือกันไป
บางอันก็ภูมิใจในฝีมือการเสี่ยงดวงของตัวเอง บางอันลงถังขยะให้เสียดายตังไป
 
ในฐานะที่ทำกับข้าวเข้าขั้นเทพ
นอกจาก บะหมี่สำเร็จรูป อาหารกระป๋อง จะเป็นที่พึ่ง
ยังต้องใช้ความสามารถพิเศษ ในการเดินชอปปิ้ง ดูร้านโน้น เข้าร้านนี่
จึงได้ค้นพบ ร้านอาหารราคาพิเศษ เฉพาะ วัน เวลา ที่กำหนด
ดังนั้น เราจึงสามารถชวนเพื่อนไป นั่งร้านอาหาร กินอิ่ม ในราคาที่พอตัวได้
บางทีก็ซื้อ ซูชิ ของโปรด แต่ต้องดูเวลา หลัง 4-5 โมงเย็นเท่านั้น
Buy 1 get 1 นั่นแหล่ะ เข้าสเป็ก อิอิอิ
 
ก็งี้แหล่ะ ท้าทายกันไปตามฐานะ 
เพื่อนมันออกปากชมเลย เก่งจริงๆ เลยนะ เรื่องสรรหาของกิน
กร๊าก… 
 
 

กลับมาหาเพื่อน

 
 
วันนี้ครบอาทิตย์พอดี ที่มาเหยียบ เมืองไทย เร็วจริงๆ แหะ
หลังจากกลับมา ไปเยี่ยมก๋งที่ ตจว (บ้านน๊อก บ้านนอก ซนบ๊ท ซนบท Note)
ไปเดินห้าง ซื้อของใช้ส่วนตัว (เนื่องจากทิ้งไว้ สนามบินหมด)
ไปงานศพ คนรู้จัก (เศร้า….)
แล้วก็เดินทางพบเพื่อน
 
ตอนที่ไปใช้บริการร้านตัดผม เป็นร้านวัยรุ่น (ซึ่งตรงกับวัยเรา) แต่เปิดเพลง ย้อนสมัยไปหลายสิบๆ ปี
เพลงที่ฟัง แล้วรู้สึก เออ อารมณ์ตอนนี้ได้แหะ คือเพลง กลับมาหาเพื่อน ของ เซเว่น
(จำได้ไหม ความรักทั้งเจ็ด ที่ศิลปินสาวแกรมมี่ นิโคล แอม ใหม่ นัท อุ๊ ฯลฯ มาใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว+ยีนส์ ร้องเพลงกัน)
 
Note ไม่พบไม่เจอกันนาน คิดถึงจนจะขาดใจ มีอะไรอยากเล่าให้ฟังมากมาย
เมื่อฉันและเธอจากกัน และฉันก็ไปอยู่ไกล โดดเดี่ยวเดียวดายเหลือเกิน
ไม่มีใครให้ฉันได้ปรับทุกข์ ไม่มีใครให้ฉันได้ระบาย…
……..
…..อยากกลับมาหา มาเจอคนที่พร้อมจะเข้าใจ ไม่ว่าเลวร้ายซักเพียงไหน
เมื่อรู้ว่าฉันได้ผิดพลั้งไป ยินยอมพร้อมให้อภัย
ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครต้องการ ไม่มีใครรักฉันเท่าเพื่อนอย่างเธอ….Note
 
ประมาณนี้ เนื้อเพลง
จริงๆ ชีวิตเราก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรเลยตอนอยู่โน่น แต่ความรู้สึกมันแบบ เออ กลับมาหาเพื่อน อีกครั้ง
และทุกๆ อย่าง ก็ยังเหมือนเดิม ถึงจากไป แต่ก็ยังต่อกันติด นี่แหล่ะเพื่อนกัน ไม่ใช้สลิง ไม่ใช้สแตนอิน ของจริงเทคนิคไม่ต้อง 
 
เริ่มจาก เหยื่อ เอ๊ย เพื่อนรายแรก
กิต – คิดถึงเป็นคนแรก กิต เป็นเพื่อนที่มีร้านโทรสับมือถือของตัวเอง
เพราะฉะนั้น เราต้องการกิตอย่างเร่งด่วน เนื่องจาก V3i พัง (ประจำ)
จึงนัดเจอ แบบไม่ลำบากกิตเล้ย ณ เดอะมอลล์งามฯ
กิตมารับเครื่องไปซ่อมให้ แถมเลี้ยงข้าวอีกต่างหาก บริการประทับใจมาก
ควรเกรงใจมันไหมเนี่ย
ตอนหลัง ได้ข่าวว่า ค่าซ่อม 1500 เพราะรวมบิล ค่ารถ ค่าข้าว เข้าไปด้วย กร๊าก….
 
เพื่อนแก๊งต่อมา
พี่ต้อม พี่น้อง ณิชา ซิลเดอลิลลี่ พี่น๊อต และพี่หลิน
ณ เอสพานาด จริงๆ พวกพี่น้อง เค้านัดคุยธุระกิจล้านล้าน กัน แต่เราก็ไปกินข้าวด้วย ตามคำชวน ใจง่ายอยู่แล้ว
อัพเดทชีวิต แต่ละคน เช่น ณิชามีแฟนแล้ว พี่น้องสวยขึ้น (ไม่จบไม่สิ้น สวยไม่สร่าง) พี่ต้อมเปลี่ยนงาน
ลิลลี่ ปากแข็ง เรื่องจุ๊ พี่หลิน ไปประชุมเรื่องหมูๆ พี่น๊อต เหมือนเดิม สารพัดเรือง 108-1009 จะคุยกัน
คิดดู คุยกัน ร้านแรก แม็คโดนัล ต่อด้วย ร้าน อูอิมาโช (อาหารญี่ปุ่น) แล้วก็ยังไป ร้านไอติม เจลาโตนี่
กว่าจะได้แยกตัวกลับ ก็น้ำลายแห้งผากกันไป
 
วันถัดมา ต่อด้วย นัดข้าวเที่ยงกับอั้ม
อั้มสวยขึ้น มากกกกกกก… {งี้แหล่ะ ความรักชนะทุกสิ่ง}
อั้ม ก็มีข่าวมาให้อัพเดท และอิจฉาตาแหก ก็จะเรื่องอาไร๊ ไม่พ้นเรื่องปู้ชาย
สรุปง่ายๆ ภาษาไทยเค้าเรียกว่าไรนะ ไม้ใกล้ฝั่ง ใช่ป่ะ….  เอ๊ย! เป็นฝั่งเป็นฝา
กินข้าวซอย (ของโปรด) ไป นั่งสัมภาษณ์อั้มไป
แล้วก็ไปดูหนังกันต่อ หนึ่งฟัดหนึ่ง ใหญ่ต่อใหญ่ (แจ๊กกี้ ชาญ กะ เจ็ท รี)
พอดี เวลานั้นเป็นพากษ์ไทย นึกว่าจะไม่มันส์ ที่ไหนได้
ต้องขอบคุณ ทีมงาน พันธมิตร ให้เสียงภาษาไทย ฮาโคตรๆ
ตัวหนังไม่ได้มีไรเล้ย แต่บทสนทนา นี่ดิ กร๊าก สุดริด ฮามาก
 
หลังหนังจบ เดินชอปปริ้ง อัพเดทเทรนด์
อั้มต้องไปเรียนภาษาต่อ เลยส่งไม้ผัดต่อไป
อิสราภรณ์พรรณราย Banky boi เพื่อนเลิฟ
ไป dinner กัน ณ ฟูจิ สั่งเล้ย อร่อยทู๊กอย่าง
ปาไปเฉียด พัน กินกัน 2 คน -_-” (แต่เงินเสี่ยแบงค์ อุอุอุ)
ระหว่างกินก็เมาท์กันกระจาย แบงค์ก็ เจ้าพ่อคำผวน ฮา เช่นเดิม
คนอาไร๊ สวยด้วย ตลกด้วย เบญจกัลเกณี จริงๆ
 
อาหารเต็มท้อง ก็ไปหาเพื่อนจิ จิรสุดามณี กอล์ฟศรี ต่อ
ที่ไอริชผับแห่งหนึ่ง ย่านพร้อมพงษ์ พร้อมพงษ์ บ่ใช้ พัฒพงษ์ เด้อ
กอล์ฟ อยู่กับพี่ไก่ พี่ไก่ กำลังเมา น้ำเปล่าอยู่
และก็ตามมาด้วย พีท และ แอม
ตกลงว่า ทั้งโต๊ะ ถ้าไม่นับเราแล้ว 
นอกนั้นเป็นพวกเหนือมนุษย์ มิวแต้น แวร้ก ทึ่งโป๊ะ ! 
ฮาอีกตามระเบียบ ขำกันซะ หน้าจะย่นหมดแล้ว
ไปผับนี้แล้ว นึกถึงที่โน่นเลย บรรยากาศคล้ายๆ กัน แล้วก็ฝรั่งส่วนใหญ่
พวกเราก็ นั่งเบียร์ กะว๊อดก้า ซักพัก (ใหญ่) ก็กลับ
 
1 วีค ผ่านไป ชีวิต ยังลัลล้าอยู่
 
อยู่โน่น ก็คิดถึงเพื่อนที่นี่
อยู่นี่ ก็คิดถึงเพื่อนที่โน่น แหะ ก็ได้แต่ อีเมล, facebook, โป๊ดก๊าด กัน
 
นึกถึงช่วงใกล้ๆ ก่อนกลับด้วย ก็ไปงี้แหล่ะ lunch, dinner, lunch, dinner… + เที่ยว ส่งท้าย
นึกไม่ออกว่าจะขอบคุณอะไรดี แต่ก็ต้องขอบคุณ ที่ทำให้เราได้เจอเพื่อนเยอะแยะ แล้วก็เจอแต่เพื่อนดีๆ ด้วย
เกาหลี ญี่ปุ่น บราซิล สวิส มาเล ออสซี่ โคลัมเบีย ฝรั่งเศส… และไทย (1 คน ทั้ง perth สนิทกะมันคนเดียว 555)
ภาษาไหนคำว่า ‘มิตรภาพ’ ก็ยังคงงดงามเสมอ และความทรงจำ ก็ทำให้ยิ้มได้ ตลอดเวลา
 
I miz u already!!!
I so so miz u!!!
 
Left hug FRIENDSHIP Right hug