Month: August, 2007

Mommy’s Day

 
 
เพิ่งเลยวันแม่แห่งชาติมาไม่กี่วัน
กลิ่นอายแห่งบรรยากาศยังคงอยู่
 
ไปอ่านเจอบทความนึง เคยได้รับทาง fw mail แล้ว
พอเห็นอีกรอบ ก็สะกิดเตือนใจ ต่อมน้ำตาได้ปฎิบัติหน้าที่ทันใด
 
เลยเอามาเก็บไว้ เผื่อปีหน้าๆ หรือปีไหนๆ จะได้อ่านอีก
รักแม่ทุกๆ ลมหายใจ
 
(Blog วันนี้ดูซึ้ง แถมยังหากินง่าย เอา fwd mail มาลง หุหุ)
===================================
 

Mom’s love

When you were 1 year old, she fed you and bathed you.
You thanked her by crying all night  long.

When you were 2 years old, she taught you to walk.
You thanked her by running away when she called.

When you were 3 years old, she made all your meals with love.
You thanked her by tossing your plate on the floor.

When you were 4 years old, she gave you some crayons.
You thanked her by coloring the dining table.

When you were 5 years old, she dressed  you for the holidays.
You thanked her by plopping into the nearest.

When you were 6 years old, she walked you to school.
You thanked her by screaming,  "I’M NOT GOING!"

When you were 7 years old, she bought you a baseball.
You thanked her by thorwing it through the next-door-neighbor’s window.

When you were 8 years old, she handed  you an ice cream.
You thanked her by dripping it all over your lap.

When you were 9 years old, she paid for piano lessons.
You thanked her by never even bothering to practice.

When you were 10 years old, she drove you all day, from soccer to gymnastic to one birthday party after another.
You thanked her by jumping out of the car and never looking back.

 

When you were 11 years old, she took you and your friends to the movies.
You thanked her by asking to sit in different row.

When you were 12 years old, she warned you not to watch certain TV shows.
You thanked her by waiting until she left the house.

When you were 13 years old, she suggested a haircut.
You thanked her by telling her she had no taste.

When you were 14 years old, she paid for a month away at summer camp.
You thanked her by forgetting to write a single letter.

When you were 15 years old, she came home from work, looking for a hug.
You thanked her by having your bedroom door locked.

When you were 16 years old, she taught you how to drive her car.
You thanked her by taking it every chance you could.

When you were 17 years old, she was expecting an important call.
You thanked her by being on the phone all night.

When you were 18 years old, she cried at your high school graduation.
You thanked her by staying out partying until dawn.

When you were 19 years old, she paid for your college tuition, drove you to campus, carried your bags.
You thanked her by saying good-bye outside the dorm so you wouldn’t be embarrassed in front of your friends.

When you were 20 years old, she asked whether you were seeing anyone.
You thanked her by "It’s none of your business."

When you were 21 years old, she suggested certain careers for your future.
You thanked her by " I don’t want to be like you."

When you were 22, she hugged you at your college graduation.
You thanked her by asking whether she could pay for a trip to Europe.

When you were 23, she gave you furniture for your first apartment.
You thanked her by telling your friends it was ugly.

When you were 24, she met your fiance’ and asked about your plans for the future.
You thanked her by glaring and growling, "Muuhh-ther, please!".

When you were 25, she helped to pay for your wedding,  she cried and told you how deeply she loved you.
You thanked her by moving halfway across the country.

When you were 30, she called with some advice on the baby.
You thanked her by telling her, Things are different now.

When you were 40, she called to remind you of a relative’s birthday.
You thanked her by saying "you were really busy right now."

When you were 50, she fell ill and needed you to take care of her.
You thanked her by reading about the burden parents become to their children.

And then, one day, she quietly died. And everything you never did came crashing down like thunder on your HEART.

IF SHE’S STILL AROUND, NEVER FORGET TO LOVE HER MORE THAN EVER..

AND IF SHE’S NOT, REMEMBER HER UNCONDITIONAL LOVE.

…ALWAYS REMEMBER TO LOVE YOUR MOTHER,

 

BECAUSE YOU ONLY HAVE ONE MOTHER IN YOUR LIFETIME!!!

 

===================================

 

วันถัดมา print ให้แม่อ่าน พอแม่อ่านเสร็จเอามาวางไว้ที่โต๊ะหนังสือในห้อง

มีเขียนด้วยดินสอ มาบนกระดาษว่า…

 

" But it’s not you!

You’re never do like this!

You did the opposite?

Thanks for your love!

Mom loves you"

 

555 นี่แม่เขียนจากใจ หรือปลาชดเคอะ ขำๆ

แต่ก็ซึ้งงงงง….

 

Advertisements

เว็ดดิ้ง อันแสนน่ารัก

 
 
11 สิงหาคม 2550
ญาติซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเรา แต่งงานกับเจ้าสาวของเค้า (ดังนั้นแปลว่า เราเป็นญาติทางฝ่ายเจ้าบ่าว)
จริงๆ แล้วเค้าคงจะรู้สึกโดนลดเกียรติ หากเราบอกว่าเป็นญาติโก โหติกากับเค้า
แต่เอาน่า พอดีว่า คุณยายของเรา เป็นน้องกับคุณยายของเขา 
เลยต้องเป็นญาติกันตามระบบระเบียบของสังคม
 
เป็นงานที่เหมือนในฝัน เทพนิยายกลายๆ แล้วก็ค่อนข้างน่ารักมากๆ
ก่อนหน้านี้ไปแต่งกันบ้านเจ้าสาวแล้ว รอบนึง เพชรบูรณ์
อ่อๆ ลืมเกริ่น ทั้งคู่เบญจเพส (สติว เด็กๆ กว่าเรา)  จบรั้วเดียวกัน เหลือง-แดง
ฝ่ายชาย นักโปรแกรมเมอร์ ฝ่ายสาวแพทย์หญิง เจอกันเพราะดนตรี
 
ตอนเช้ารดน้ำแบบพุทธ ที่บ้านชายจัดซุ้มดอกไม้ทั้งบ้าน ย้ำว่าทั้งบ้าน ยังกะสวนเอเดน เกินสวยไปมาก
โดยเฉพาะกล้วยไม้สีขาว พันธุ์อะไรไม่รู้ ไม่สันทัด แต่เราชอบมาก เพราะคล้ายๆ ดอกลีลาวดี (ไปชอบอะไรของเค้าเนี่ย)
 
ตอนบ่ายโมงเข้าพิธีทางคริสต์ โบสถ์อัสสัมชัน ซึ่งเป็นโบสถ์ที่ดารานิยมแต่งงาน
เนื่องจากความสวยงาม การตกแต่งอย่างหรูหรา สวยจริงๆ คอนเฟิร์ม
พ่อกับแม่ของเรา ไปเป็นพ่อแม่พยานในพิธีให้
เค้าเป็นให้มาหลายต่อหลายคู่แล้ว (งานลูกตัวเอง อย่ารอเลยนะพ่อนะ นะแม่นะ)
ตากล้องเดินกันยั้วเยี้ย ไฟสาดส่องยังกะถ่ายหนังกัน
พิธีเป็นแบบ 2 ภาษา คือการร้องเพลงเป็นภาษาปะกิต ส่วนการทำพิธี การเทศน์เป็นภาษาไทย
ก็ I do กันไป ตามธรรมเนียม โปรยดอกไม้ให้บ่าวสาว ตอนจบพิธี
แล้วก็ถึงเวลา ออกมาโยนดอกไม้ เสี่ยงทาย หาโสดผู้โชคดี
ไปมากี่งาน ไม่เค๊ย ไม่เคย รับดอกไม้ได้ซักหน
คราวนี้ก็เช่นที่แล้วๆ มา กลายเป็นน้องผู้ชายคนนึง ได้ซะงั้น กรำ
 
ช่วง 6 โมงเย็น เป็นงานเลี้ยง ณ โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ
ทีแรกเค้าบอกว่า คอกเทล เราก็ยังแอบนึกในใจว่า ทำไมคอกเทล ทำไมไม่โต๊ะจีน ดูหรูดี
(คงเป็นเพราะ สมองน้อยๆ ของเราจินตนาการ คอกเทล ได้ไม่กว้างไกลนัก
คอกเทลที่เราเห็นที่นี่ มันช่างเหนือความคาดหมายยิ่งนัก)
ไปถึงงานก่อนเวลา เพราะไปช่วยนั่งหน้างาน รับซอง แจกของชำร่วย
ใครเอาซองใส่กล่องก็ใส่ไป ใครยื่นซองให้เราก็เก็บลงกระเป๋า (อ้าวๆ ย่อเย่นนน)
สภาพบรรยากาศ ณ The Resident นั้น make yrself at home มากๆ
อบอุ่น เหมือนเดินเข้าไปในบ้าน เจ้าของบ้านผู้มีนิสัยอันน่ารัก ขี้เล่น เข้าใจตกแต่ง
ภายนอก เป็นซุ้มถ่ายรูปสวยงามตามปกติ
เออ บนโต๊ะแจกของชำร่วย มีกรอบรูปดิจิตอล (ที่พี่สาวเตรียมมาให้)
มันเป็นแบบ เสียบปลั๊ก อ่านจากการ์ด แล้วรูปมันก็เลือนไปเหมือนฉาย ppt. น่ะ
หลังจากซุ้มถ่ายรูป ก็เดินขึ้นบันได ที่มีเทียนวางเรียงราย 2 ข้างในแต่ละขั้น
มีรูปน่ารักๆ ของน้องทั้งคู่ ในหลายอิริยาบท ที่โคตรน่ารัก อยู่ตรงขั้นพักบันได
พอเข้ามาในงาน ก็มีรูปใหญ่ๆ ถ่ายแบบ มีสไตล์ เก๋ไก๋ รอรับอยู่
ในงานจะแบ่งห้องๆ มีโต๊ะ มีโซฟา มีเก้าอี้ มีดอกไม้ มีกรอบรูปที่มีรูปน้องเค้าวางอยู่ทั่วไป
มันเหมือนเดินเข้าไปในห้องรับแขกใครซักคน
เพียงแต่ว่า อันนี้เป็นการชุมนุมกันของหลายๆ ห้องรับแขก แต่ละห้องก็ต่างกันไป ตามแต่จะตกแต่ง
แล้วก็มีจอเล็กๆ ที่กำแพงฉายรูปไปเรื่อยๆ และนอกนั้นมีจอภาพใหญ่ๆ ติดกำแพง ทุกห้อง
ถ่ายทอดสด ภาพด้านนอก (และภาพบนเวที ตอนงานเริ่ม)
คือไม่ว่าคุณจะจิ้มอาหารไปนั่งทาน ณ ห้องไหน มุมไหน คุณก็เห็นภายในงานโดยไม่พลาด ซักช็อต
พูดถึงอาหาร มีอยู่ 3 ซุ้ม หลายลีลา มีแบบวางไว้ให้
มีเซฟปรุงสดๆ ไทย จีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง โอ่ย เยอะมากๆ เติมตลอด (อิ่มเลย)
ไม่เหมือนคอกเทล ที่เคยๆ เจอ แบบ ยืนเอาไม้จิ้มฟันจิ้มกิน อาหารหมดแล้วหมดเลย
แล้วก็ไม่มีที่นั่ง ต้องแอบอยู่ตามซอกเสา อะไรแบบนั้น
 
พอถึงเวลา พิธีกร ก็ดำเนินรายการ
พิธีกร 1 ใน 2 คือ หมอหยอง (โอ้วววววว….) พูดเก่งดี มีคำสอนฮาๆ
แอบเห็น คุณเผ่าทอง ทองเจือ มาในงานด้วย
(ตอนเช้า มีป้าจุ๊ จุรี โอศิริ มาร่วมรดน้ำ)
มีนักข่าว มาขอทำข่าวถ่ายรูป แต่รู้สึกว่า พ่อแม่เจ้าบ่าว ไม่อนุญาติ เลยต้องกลับไป
(ไฮโซมาก ญาติตรู หรือนี่ ต่างกัน นอกโลก กะเหว)
 
น้องเค้าพูดกันน่ารักมากเลย แบบเด็กๆ อ่ะ หวานซะ…..
ฉายวีดีโอ พรีเซนต์ ตอบคำถาม ขอบคุณแขก
หมอหยองแซวว่า ต้องอธิบายว่าหลังแต่งงานจะหายจากเมืองไทยไปไหน
เพราะเดี๋ยวเป็นข่าวลือ นะเอ้า
น้องเค้าเลยบอกว่า อาทิตย์หน้าจะไปฮันนี่มูนที่ ญี่ปุ่น
แล้วก็ไปเรียนโท ต่อที่อเมริกา ทั้งคู่เลย ในทันที OMG! เราก็ได้แต่ยืนอิจฉาอยู่หน้าเวที ฮา
(เป็นการร่วมงานที่ เราใส่ใจมากๆ ยืนยิ้มตลอดคำสัมภาษณ์
เพราะเคยเห็นน้องเค้าตั้งแต่เล็กๆ เคยไปเล่นด้วยกัน
แล้ววันนี้ น้องเค้าเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก แต่ยังมีแววตาสดใส ขี้เล่นแบบเด็กๆ มองโลกในแง่ดีตลอด)
หลังจากนั้น เจ้าบ่าว เล่น แกรนด์เปียโน (เปียโน ตัวใหญ่เท่าห้องนอนเรา) ให้เจ้าสาวฟัง
เพลง รักเธอ ของน้องโต๋ว หวานอีกแล้ว ซะ….
กลับมาตัดเค้ก อันหรูหรา ก็เป็นอัน จบงาน
 
งานนี้ อิ่มใจ แหะ ถึงแม้จะไฮโซมาก แต่มันก็อบอุ่น บอกไม่ถูก
 
 

เงินพลาสติก

 
 
 
เมื่อเร็วๆ นี้มีโอกาสเจอเพื่อนสนิทสนวย 2 คน
เพื่อนคนนึงเจ้าของคำนัด เป็นผู้ให้บริการในการทำบัตรเครดิตแบบเคลื่อนที่
ส่วนอีกคนก็มาในฐานะผู้ร่วมวงสมัครสมาชิก เงินพลาสติกด้วยกัน
ในโครงการ เพื่อนช่วยเพื่อน ทำบัตรเครดิต สวนกระแส เศรษฐกิจพอเพียง เลี้ยงตัวจากเงินในอนาคต … ทึ่งโป๊ะ!
 
ปกติแล้วเป็นคน(ย้ำว่าเป็นคน) ไม่ถือบัตรเคดิตเลย อดีตที่ผ่านมา เคยทำก็เพราะช่วยเซลล์
ทำแล้วได้ของแถมเป็น เตาอบบ้าง กระเป๋าบ้าง แต่ก็ไม่เคยเอามา รูดปิ๊ด รูดปิ๊ด เป็นเรื่องเป็นราว
เพราะมีความคิด (ส่วนตัว) เสมอว่า เงินสด มีพลังมากกว่าเงินพลาสติก
และใช้ง่ายกว่าอีกด้วย หมดแล้วหมดเลย เห็นๆ ไม่มีการผ่อนผัน ต่อรอง
แต่เพื่อนบางคน บอกว่า บัตรเครดิตเป็นตัวเลือกหนึ่งในการบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อที่จะให้บรรลุประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอย่างแท้จริงนั้น
ก็ต้องกอปรไปด้วยความมีวินัยในตัวเองอย่างสูง
 
เคยเห็นทั้งเพื่อนที่ทำตามความอยากของหัวใจ ที่กำลังเต้นแรงด้วยความปิติยินดีอยากครอบครอง
มีปฎิกริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าในทันที่ ที่สิ่งของนั้นๆ ปรากฎภาพในจักษุ
ไวกว่าความคิด ทันใดนั้นเอง การสั่งการลงสู่มือ รูดปิ๊ดๆ
หลังจากนั้น ตามมาด้วยการจ่ายขั้นต่ำ จากนิดหน่อย เก็บหอมรอบริม เพิ่มขึ้นอีกทีละเล็กละน้อย
หากสิ่งที่พูดนี้ เป็นเงินออม คงฟังดูดี แต่มันคือ ภาระหนี้สิน จากหลักสี่ สู่รัชโยธิน เอ๊ย!
จากสิบ เป็นร้อย เป็นพัน (คล้ายๆ เพลงดาวกระดาษ … ใครเกิดทันบ้าง?) จนถึง หลักแสน
สวรรค์มีตา ฟ้ายังทรงปราณี จักรวาลไม่อยากตบกระบาลสั่งสอนมันมากเกินไปนัก
เลยทำให้เพื่อนตาสว่าง ลด ละ เลิก และปลดเปลื้องหนี้ทีละเล็ก ละน้อย
สุดท้ายก็หลุดพ้นบ่วงเงิน (ที่ต้องตามชดใช้) ก้าวสู่สุขภาพทางการเงิ้นที่แข็งแรงขึ้น
 
แต่มันคงไม่ใช่ทุกคน ที่กลับตัวได้เสมอไป
 
 
เพื่อนบางคน สามารถบริหารการ รูดปิ๊ดๆ ในหลายๆ ใบ
รูดบัตรนี้ ไปซื้อไอ้โน่น รูดบัตรโน่น มาซื้อไอ้นี่ รูดอันนี้ไปจ่ายอันนั้น รูดอันนั้น มาโปะอันนี้
สลับกันไป สลับกันมา จะสับรางเก่งอะไรกะนักกะหนา หา คุณเพื่อน
(ต้องอ่านแบบเข้าจังหวะ แสบสนิทฯ – หนังเก่าแล้ว แต่ใครยังไม่ได้ดู หามาดูซะ เร็กคอมเมน มากๆ-
… มีน้ำแดงจะกินน้ำส้วม  มีน้ำส้วมจะกินน้ำแดง มีไอ้นั่น จะกินไอ้นี่
มีเป๊ปซี่ จะกินโคล่า จะเอาอะไรกะหนักกะหนา ว่ะ อ้ายเชียร์…)
ซึ่งเค้ายืนยังว่าเป็นการบริหารเงิน แบบหมุนเวียนที่ชาญฉลาด และถูกต้อง คือไม่รู้สึกว่าต้องควักเงินตัวเองเลย
 
อย่างไรเสีย การบริหารชีวิตด้านเงินของใครเป็นเยี่ยงไร ก็ต้องปล่อยเป็นทัศนคติของเขา
 
 
แต่ของเรา ณ วันนั้น ได้บัตรเครดิต มาประดับบารมีอันน้อยๆ 7 ใบ ด้วยกัน (เลข 7 มาแรง พ.ศ. นี้)
ยังนึกออกไม่ทั้งหมดว่า สมัครอะไรไปบ้าง เพราะมีหน้าที่เซ็นต์ชื่อ ตามนิ้วเพื่อนที่ชี้บอกตำแหน่ง
หากสมัครผ่าน คงเห็นที่บ้านเอง เมื่อไปรษณีย์  นำมาส่ง
 
เพื่อนเลิฟแนะนำอย่างหนักแน่นว่า
หากเมื่อใดที่ได้บัตรทั้งหมดแล้ว กรุณานำใส่กล่องเก็บไว้ให้พ้นมือ ห่างตา
อย่าได้เปิดในช่วงระยะเวลา 6 เดือน หลังจากได้บัตร โดยเด็ดขาด (เหมือน ผะอบพระเจ้าตา)
หลังจาก 6 เดือนแล้ว จะโทรมาให้ยกเลิก ในทันควัน
 
ตกลงตามนั้น เราจะปฎิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
 
 
การใช้เงิน อาจนำมาซึ่งอำนาจ
แต่การควบคุมเงินไว้ได้ คืออำนาจที่เหนือกว่า อย่างแท้จริง
 
สุดท้าย แต่อาจไม่ท้ายสุด
อำนาจที่แท้จริง อยู่ที่การรับผิดชอบตัวเอง
… นั่นเอง …
 

กแรจิวเอ-ฌัน

 
 
ข่าวสาร วงการศึกษา ของข้าพเจ้า
ซ้อมเล็กๆ ศ.31 สค. กะ ส.1 กย.
rehearsal อา.2 กย. เอาจริง พฤ.6 กย.
 
เป็นงานมงคลที่สุดในชีวิตของข้าพเจ้าแล้ว
ดังนั้น ของร่วมงานขอเป็น ‘ซอง’ เท่านั้น 555 ช่วงเอาคืนๆ ช่วยงานแต่ง มานักต่อนัก
เอาคืนมันงานรับปริญญาโทนี่แหล่ะ ดอกเต้อ นี่ไม่ไหวแหง๋มๆ ส่วนงานแต่งนี่ ชาตินี้คงไม่หวัง
(หัวเราะร่า น้ำตาริน 555)
 
 
เคยไปอ่านเจอเรื่อง "การศึกษากับปัญญา"
(ผลงานวินทร์ เลียววาริณ @ http://www.winbookclub.com)
ชอบมาก print เอามาแปะไว้ข้างโต๊ะหนังสือ

ได้อ่านซ้ำบ้างไม่อ่านบ้าง ตามแต่จะเหลือบตาไปมอง

เลยขอยกเอามาไว้ ณ ตรงนี้ด้วย เผื่ออ่านแล้ว ใครได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง
จะได้อนุโมทนาบุญ ส่งผลให้คนโพส ฉลาดขึ้นอีกซักกะนิ๊ด ลิทเติ้ลบิท ลิทเติ้ลมอร์ ก็ยังดี
 
เค้ากล่าวว่าอย่างนี้ …
 
 
::QUOTE::
 
สำหรับน้องใหม่ที่รอดชีวิตจากการรับน้องแล้ว
ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยจะมีค่าหรือไม่อยู่ที่ตัวคุณเอง
 
ไม่ว่าแต่ละคนจะเข้ามาเรียนด้วยจุดประสงค์ใด
(ปริญญาบัตร ความสำเร็จในชีวิต ฯลฯ)
วิธีใด (การท่องจำ การหาประสบการณ์จริง ฯลฯ)
อย่าลืมว่า มหาวิทยาลัยกับปัญญาเป็นคนละเรื่องกัน
ผมขอให้ท่านเหล่านี้พูดแทน …
 
อเล็ก บอร์น (นักเขียน) :
"เป็นไปได้ที่จะบรรจุข้อมูลล้านชิ้นเข้าไปในหัว และยังไร้การศึกษาโดยสิ้นเชิง"
 
อนาโตลี ฟรานส์ (นักเขียนรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม 1921) :
"การศึกษามิใช่คุณจำได้เท่าไร หรือคุณรู้มากแค่ไหน
แต่อยู่ที่ว่าคุณสามารถแยกแยะข้อแตกต่างระหว่าง
อะไรที่คุณรู้กับอะไรที่คุณไม่รู้"
 
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (นักฟิสิกส์ รางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ 1921) :
"ความรู้ไม่ใช่ปัญญา"
 
บี. เอฟ. สกินเนอร์ (นักจิตวิทยา นักปรัชญา) :
"การศึกษาเป็นสิ่งที่เหลือรอดมา เมื่อได้ลืมสิ่งที่เรียนรู้มาหมดแล้ว"
 
จี. เอ็ม. เทรเวลยาน (นักประวัติศาสตร์) :
"การศึกษาได้สร้างคนจำนวนมาก ที่สามารถอ่านออก
แต่ไม่สามารถแยกออกว่า อะไรสมควรอ่าน"
 
เฮเลน เคลเลอร์ (นักกิจกรรมเพื่อคนตาบอด) :
"มหาวิทยาลัยมิใช่สถานที่ ที่ไปหาความคิดใหม่ๆ"
 
มัลคอล์ม ฟอร์บส์ (นักธุรกิจ) :
"จุดประสงค์ของการศึกษาคือ
การแทนที่ความคิดว่างเปล่า ด้วยความคิดที่เปิดกว้าง"
 
มาร์ก ทเวน (นักเขียน) :
"ผมไม่เคยยอมให้การเรียนในโรงเรียน มายุ่งกับการศึกษาของผมเลย"
 
แมรี เพ็ตติโบน พูล (นักเขียน) :
"การพูดตามสิ่งที่คนอื่นพูด ต้องใช้การศึกษา
การท้าทายสิ่งที่คนอื่นพูด ต้องใช้สมอง"
 
ใช่ ชีวิตที่เหลืออยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย จะมีค่าหรือไม่ อยู่ที่ตัวคุณเอง
 
:: UNQUOTE ::
 
 
ใช่ ชีวิตที่หลุดพ้นออกนอกรั้วมหาวิทยาลัย จะมีค่าหรือไม่ อยู่ที่ตัวเราเอง
 
 
 

คำขอร้องจากตู้เสื้อผ้า

 
 
เคยไหม
เสื้อผ้าเต็มตู้ แต่ไม่รู้จะใส่อะไร
เมื่อรู้สึกว่าไม่มีอะไรจะใส่ ก็ต้องหามาเพิ่มเติม
พอหาสมาชิกใหม่มา ก็ไม่มีพื้นที่ให้เก็บอีก กรำ
 
เมื่อนั้นจึงรู้ว่า ถึงเวลา จัดระเบียบสังคม (อีกครั้ง และอีกครั้ง)
 
วันนี้ก็จัดตู้เสื้อผ้าใหม่อีก (เป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ ไม่เคยนับไว้)
ขั้นตอนก็เหมือนเดิม ในแต่ละครั้งก็ไม่ต่างกันนัก
รื้อเสื้อผ้าที่พับไว้ ออกมาพับใหม่ มักจะเป็นชุดนอน เสื้อผ้าอยู่บ้าน
เสื้อยืดสีต่างๆ ขาสั้นน้อย สั้นมาก สามส่วน กางเกงเล กางเกงลุง(ตัวใหญ่ๆ)
(บ้านช่อง ก็ไม่ค่อยได้อยู่ ยั๊งต้องมีชุดอยู่บ้าน หลายลีลาอีก)
คัดที่ไม่ค่อยได้ใส่ออกไป เรื่องจริงแล้ว ที่ไม่ได้ใส่ ก็เพราะมันพับอยู่ล่างๆ
ตัวที่ใส่บ่อย มันจะพับไว้ข้างบน นั่นเอง
แล้วตัวล่าง มันผิดตรงไหน เพียงเพราะมันอยู่ล่าง แค่นั้นหรือ ถึงต้องโดนทิ้ง
(นี่ขนาดชุดอยู่บ้าน ยังตัดใจยากขนาดนี้)
ไม่เป็นไร แยกไว้ก่อน กองไว้กองนึง ไว้บริจาค
 
ถัดไปเป็นชุดที่แขวนไว้
เสื้อผ้าชุดทำงาน ชุดไปเที่ยว ชุดเที่ยวที่ใส่ทำงานได้ ชุดทำงานที่ใส่เที่ยวได้ ฯลฯ
อันดับแรก เสื้อผ้าประมาณ winter again
มันมักจะไปอยู่ที่อื่นซักพัก พอถึงหน้าหนาว มันก็จะโดนเอาขึ้นมาแขวน
พร้อมกับมีสมาชิกใหม่มาเพิ่มเป็นระยะ
นอกจากมันจะหนา และกินที่แล้ว มันยังได้ใส่น้อยมาก
เพราะอะไรคนไทยรู้กันดี หนาวอยู่ 7 วันได้ใน 1 ปี
แต่กระนั้นก็ตาม ทำไมเราถึงมีเสื้อสเวทเต้อ เสื้อคอเต่าหลายตัว
และยังมีผ้าพันคอหลายผืนด้วย เอาเข้าไป มารื้อๆ ดูแล้วยัง งงๆ
(ตรูอยู่ประเทศไหน!??!?!)
แน่นอนว่า ต้องพับลงมา ส่งมันไปอยู่ต่างประเทศอีกซักพัก
 
ไม่รวมชุดออกงาน เพราะชุดเหล่านั้น ไปอาศัยใบบุญตู้ของแม่
 
เพื่อนเราคนนึง เล่าว่า ตู้เสื้อผ้าเค้าพังลงมา เนื่องจากแขวนเสื้อเยอะเกินไป
แล้วเค้าเหนื่อยมาก กับการต้องจัดการกองเสื้อผ้าที่ถล่มลงมา ขำมาก
 
เคยมีอาจารย์ สอนว่า เสื้อผ้าตัวไหน ที่ไม่เคยแตะเลย ภายใน 3 เดือน ควรเอามันไปซะ
มันจะเป็นไปตาม Pareto’s Law หลัก 80:20
ประมาณว่า 20% ของเสื้อผ้าในตู้ จะเป็นเสื้อผ้าที่นำไปใส่โดยเฉลี่ย 80% คือใส่บ่อย
ส่วนเสื้อผ้าอีก 80% ที่เหลือจะได้ใส่เพียง 20% เท่านั้น คือแทบไม่ได้ใส่เลยนั่นเอง
 
อืม บางตัวแขวนไว้ทั้งปี ยังไม่เคยใส่เลย
เห็นด้วยกับ อจ. นะ แต่ทำใจลำบาก น่าดู ถึงมันจะไม่เคยใส่ ใน 3 เดือนที่ผ่านมา
ใช่ว่า อนาคต มันจะไม่ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากซะที่ไหนหล่ะ
เอาเหอะ โละลงมาจากไม้แขวนก่อน พับไว้ แยกเป็น 4 กอง
 
กองนึง บริจาค คือเสื้อผ้าที่ชี้ชะตาได้ตั้งแต่แรก ว่าไม่ใส่อีกแน่ๆ ไม่ว่าเหตุผลใดๆ ก็ตาม 
 
กองนึงลงมาเป็นประชาชนชั้น 2 ไว้ใส่อยู่บ้าน หนักไปทางเสื้อยืด ต้องลงไปเบียดบังกองที่พับไว้ใส่อยู่บ้าน
ซึ่งพอพับแล้ว คงต้องลางานออกมาอยู่บ้านถึงจะใส่หมด ดีไหมนั่น
ไม่ดีหรอก ถ้าลางานออกมา แล้วเสื้อผ้าทำงาน จะไปใส่ตอนไหน .. อืม มีเหตุผล
ดังนั้นจึงต้องคัดเสื้อผ้าอยู่บ้าน(อีกรอบ) ให้ผู้ตกรอบระเห็ดไปกองบริจาค
 
กองนึง ก็จะเก็บไว้ให้น้อง น้องตัวโตกว่าเราแล้ว ดังนั้น เสื้อผ้าที่ใส่ได้ ก็เป็นตัวที่เราใส่แบบหลวมๆ
หากน้องเลือกแล้ว ไม่พอพระทัย ก็จะแยกไว้ กองพิจารณา อีกรอบ
 
กองสุดท้าย คือ กองพิจารณา ซึ่งกองพิจารณานั้น
คือส่วนที่ยังตัดใจไม่ได้ ก็อาจจะตีกลับไปใส่อยู่บ้าน หรือตีกลับไปแขวนที่เดิม
ถึงบางตัวจะไม่เคยได้ใส่ แต่ถ้าเห็นมันแขวนไว้ที่เดิม ก็จะอุ่นใจไม่ใช่น้อย 
จริงๆ แล้วมันจะได้ไม่รู้สึกผิด ว่าซื้อมายังไม่ได้ใส่เลย จะทิ้งก็บาปกรำ
 
ผลพลอยได้จากการจัดตู้ คือ ไม้แขวนเสื้อ
มันจะเป็น cycle คือ dificit & surplus
 
(หากพรุ่งนี้ ยังมีอารมณ์ จะจัดการ ตู้รองเท้า และซุ้มกระเป๋า ซะหน่อย)
 
จัดตู้ทีไร ก็จะหวนคิดได้ สัจธรรมมันก็สอนอยู่เนืองๆ
คนเรามันก็มักทำผิด ซ้ำๆ ซากๆ ไม่จบไม่สิ้น
เจอวลีเดิมๆ เชื่อได้เลย ว่าทุกคน เวลาซื้อของ มักมีเหตุผลเหมือนกันทั่วโลก
ไม่ว่าจะเป็น ;
 
– ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ (เป็นคนที่เข้าใจตัวเอง)
– ซื้อไว้ก่อน เดี๋ยวมันก็ได้ใช้ ถ้าไม่ซื้อ แล้วเผื่อถ้าต้องใช้หล่ะ จะหาได้ที่ไหน (เห็นถึงความรอบคอบ)
– มันลดราคา ซื้อไว้แหล่ะ เพราะยังไงก็ต้องใส่อยู่แล้ว (ประหยัด และมองการณ์ไกล)
– ต้องซื้อ 3 ตัว ถึงได้ราคาส่ง (ประหยัดอีกแล้ว)
– เคยไปเจอชุดนี้ที่ … แล้วแพงกว่านี้ตั้ง 2 เท่า อันนี้ถูกกว่าอีก (ไม่ปล่อยโอกาสให้ผ่านเลยไป)
– ก็ต่อเล่นๆ แล้วเค้าดันให้นี่หว่า ไม่ซื้อได้ไง (มีมารยาท-social etiquette)
– เดือนนี้ยังไม่ได้ซื้ออะไรเลย ให้รางวัลตัวเองนิดๆ หน่อยๆ (หาความสุขใส่ตัว)
– เสื้อตัวนี้ เข้ากับกระโปรง/กางเกงที่มีพอดีเลย (จับคู่-photo hunt)
   อันนี้ยังไม่รวม การพยายามหาเสื้อผ้าไป แมทช์กับกระเป๋า รองเท้าที่มี
– โห…ถูกอ่ะ 99, 199, 299, 399  –> Odd price นี่ตัวเด็ดมาก (ทำตัวเป็น consumer ที่ดี ไม่ขัดต่อ 4Ps)
– ชุดแบบนี้ ตอนนี้กำลังอินน์ must have! (เป็นคนติดตามข่าวสาร ทันเหตุการณ์)
– ฯลฯ
 
 
เรารู้คุณก็ใช้!
 
หรือว่าไม่จริง?
 
=====================
 
คำสารภาพจาก shopaholic
เราไม่มีข้อแก้ตัว สำหรับคนที่ชอบบอกให้นึกถึง คนที่ไม่มีเสื้อผ้าจะใส่ …
คนเรามันต่างกัน ต่างกรรม ต่างวาระ