Month: April, 2007

Gollum Walking

 
 
 
บ้านฉันอยู่ใกล้กระทรวงสาธารณสุข ที่เค้าชอบพาสุนัขไปวิ่งกัน แล้วก็เป็นสถานที่ตั้งโรงบาลศรีธัญญาด้วย (เพื่อ…?)
ไม่ไกลมาก แต่ก็ไม่ใกล้ขนาดที่ สุนัขเตี้ยล่ำปล้ำง่าย อ้วนๆ หน้าย่นๆ บี้ๆ ตัวหนึ่งจะเดินไหว
แค่พาวิ่งหน้าบ้านวันละ 2 รอบ ก็หอบ นอนแผ่ เป็นหมูหันขึ้นโต๊ะแล้ว
ปกติ ฉันไม่ค่อยจะพากอลลั่มไปวิ่งเล่นในกระทรวง (สาธารณสุข) เท่าไหร่นัก หากไม่มีรถยนต์ส่วนตัว
ไม่ใช่ กระแดะ ทำเป็นหมาไฮโซ แต่ความซนของมันตะหาก ที่มักไม่ค่อยอยู่นิ่ง หากพาใส่ตะกร้าจักรยาน
แล้วครั้งล่าสุดที่ฉันใช้จักรยานพากอลลั่มไปกระทรวงฯ จักรยานที่จอดไว้ของฉันโดนรถยนต์ใครก็ไม่รู้บี้ ซะเสียโฉม
แถมยังทิ้งเบอร์โทรไว้ให้ เมื่อฉันโทรไป ก็ได้รับค่าชดเชยเป็น คำขอโทษ อย่างสุภาพอ่อนโยน จากหนุ่มคนหนึ่ง
(แน่นอน ฉันเลยยกโทษให้) ฉันก็ทำอะไรมากไม่ได้ นอกจากโทรให้ที่บ้านขับรถมารับ
 
การพาสุนัขเดินเล่น เพื่อเป็นการออกกำลังกาย และสร้างความสมานฉันท์
ไม่ได้มี hidden agenda เช่น การถือโอกาสเล็งหนุ่มๆ
หรือทำเป็นเข้าไปทักทายตามประสาคนรักสุนัขด้วยกัน แต่อย่างไร
โบราณท่านว่า like mother, like son
หนุ่มๆ ที่เห็นฉันจูงลิงในร่างหมา คงเดาไม่ยาก ว่าฉันจะเป็นคนเช่นไร
 
วันนี้นึกคึก ไม่มีรถยนต์ แต่จับกอลลั่มใส่ตะกร้าจักรยานแม่บ้าน แล้วชวนน้องขี่ไปกระทรวงกัน
ฉันพกกอลลั่ม น้องพกกะติกน้ำกอลลั่ม ถีบจักรยานไปด้วยกัน
(แล้วจักรยานมันทำไรผิด ทำไมต้อง ถีบ มัน??? ………. ทึ่ง โป๊ะ!)
ระยะ 3 เมตรแรก มันนั่งด้วยความเรียบร้อย ปนตื่นเต้น โชว์ ลิปติก ตลอดทาง
(ทำไมเวลาหมาตื่นเต้น ต้องโชว์ลิปติก ? มันไม่ได้หื่นนะ อย่าเข้าใจผิด เพราะมันคงไม่เกิดอารมณ์เวลาเห็นหน้าฉันหรอกน่า)
หลังจาก 3 เมตรมาได้ มันก็เริ่มสวมวิญญาณ ลิงตามศาลเจ้า เฉิดสิงโต ละครสัตว์ รวมๆ กัน
หมาของฉันไม่เคยกลัวอะไรเลย 
(เวลารถยนต์พ่อกำลังถอยหลังมาบ้าน มันก็วิ่งไป ยกขาฉี่ใส่ล้อที่หมุนอยู่ซะงั้น ฉันต้องบอกให้พ่อ หยุดรถ ให้มันฉี่ก่อน -_-‘)
มันไม่สำเหนียกสักนิด ว่าอยู่บนที่สูง และรถกำลังปั่นอยู่
มันนึกจะยืน ก็ยืน นึกจะเอาขาหลังออกมานอกตะกร้ามันก็ทำ ทำตัวเป็น จา พนม จะโดดลงอยู่ตลอดเวลา
ฉันต้องจอดเป็นระยะๆ ทุก 30 เซ็นติเมตร กว่าจะถึงสนามหญ้า ก็กินเวลาพอตัว
คือ ฉันต้องจอดก่อนจุดที่ต้องการ แล้วพามันเดินไป ยังสนามหญ้า แหล่งรวมหมาสารพัดพันธุ์
ที่ทำให้ฉันแอบอิจฉาเล็กๆ ในความเรียบร้อยของหมาเหล่านั้น
ไม่เคยไปไกลเจ้าของ วนเวียนอยู่ใกล้ๆ ร้องเรียกชื่อ เดี๋ยวก็เดินมา
หมาอาไร๊ เชื่องสิ้นดี เสียชาติเกิด ไม่มีความคิดของตัวเอง (น่านๆ อิจฉาจนพาล)
 
ถึงแม้สนามนี้จะมีหมาหลากหลาย สายพันธุ์ ให้ยลโฉม และทบทวนสมอง ถึงชื่อพันธุ์ต่างๆ
และมีเจ้าของน่ารักๆ ให้มองเป็นระยะๆ อิอิอิ อันนี้แจ่ม
กอลลั่มของฉันไม่เคย สนใจอยู่แล้ว มันไม่ใส่ใจสัตว์ที่ยืน 4 ขา เหมือนมัน มันหยิ่ง มันถือตัว
มันจะเดินด้อมๆ ดมๆ ตามพื้น ไปเรื่อย ดมกลิ่นหญ้า สำรวจกลิ่นดอกเข็ม ใครวิ่งมาหามัน มันก็ได้แค่ชะม้ายตามอง
อย่างดี ก็เดินจากมา อย่างแย่ ก็ทำท่าจะไปขี่เค้า (หมาตรู???)
กระทรวงฯ คราวนี้แปลกไป มีสุขา สำหรับสุนัขด้วย
เป็นกะบะทรายใหญ่ๆ แล้วก็มีเสา 4 ต้นรอบๆ ปักป้ายสีสันน่ารัก ว่าสุขาสุนัข
ระยะทางตั้งแต่เดิน จากสนามหญ้าฝั่งหนึ่ง ไปอีกฝั่งหนึ่ง จะมีต้นไม้เรียงราย
และต้นไม้ ต้น เว้น ต้น มีป้ายสีขาว เขียนด้วยอักษรสีแดงเลือด (เหมือนเขียนด้วยเลือด)
ประมาณว่า สุนัขอึแล้วให้เก็บด้วย สถานที่ราชการ กรุณาทำตามกฎ สลับกันไป ตลอดทาง
หากหมามันอ่านออก มันคงหมดอารมณ์อึ แหล่ะ ขรี้ไม่ออก ว่างั้น อาไร๊ มันจะปักเตือนกันเยอะขนาดนั้น
แต่ขนาดนั้นแล้ว ระหว่างทางฉันก็ยังเห็นขรี้หมา นับได้ 2 กอง (ซึ่งก็ถือว่าน้อยมากๆ นะนั่น แสดงว่าป้ายก็ได้ผลอยู่)
 
วันนี้พลพรรคน้องหมา น้อยหน่อย คงเพราะยังวันหยุด หมาไปสาดน้ำกันอยู่
เจอชาติเดียวกัน 1 ตัว พอมันเห็นหน้ากอลลั่ม ก็วิ่งไปแอบหลังเจ้าของซะงั้น
หมาฉันมันหน้าตาน่าเกลียด น่ากลัว?? (แล้วหน้ามันดีตายหล่ะ ย่นพอกัน 555)
เลยถือโอกาส คุยอย่างเสียไม่ได้ (เพราะเจ้าของเป็นปู้สาว)
ดูจากไซส์ ขนาดตัวแล้ว จึงถามว่า อายุถึงขวบรึยังค่ะนั่น
เค้าทำหน้างง แล้วตอบว่า 3 ขวบแล้วค่ะ
เราก็ทำเนียน อ๋อ อายุเท่ากันเลย แต่เจ้านี่ มันอ้วนไปหน่อย แหะๆ แล้วเดินจากมา
ฉันก็เลยสงสัยว่า หมาปั๊ก 3 ขวบ หนัก 10 กว่าโล ของฉันนี่ถือว่าอ้วนหรือไม่
หรือว่า เจ้าตัวนั้นมันแกรน ผิดปกติ หว่า แต่ช่างเหอะ กอลลั่มมันลูกครึ่งหมูนี่นา
 
ขากลับนี่ ดีมากๆ เพราะมันเหนื่อย จึงกองอยู่ในตะกร้า จับใส่ท่าไหน ก็ค้างอยู่ท่านั้น
พี่จา พนม คงออกจากร่างไปแล้ว เหลือเพียง หมาหอบๆ นอนหายใจดังๆ อยู่ 1 ตัว
ฉันเลยขี่กลับบ้านด้วยความสวัสดิรูป สบายยยยยย……
 
 
 
Advertisements

…เมล์นรก หมวยยกล้อ…

 
 
 
ภาพยนตร์ ฮาสาด : เมล์นรก หมวยยกล้อ
จองตั๋ว และเข้าชม โดย : 2 หมวยนรก
คำเตือน ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เหมาะ แก่บุคคลธรรมดา
เนื่องจาก มีคำศัพท์ ที่ใช้ในราชนิกูล / Member of Royal ซะส่วนมาก อาจทำให้ยากแก่การฟังได้
 
ก่อนจะเข้าถึงเรื่อง ขออารัมบท ซักนิดน้อย
หลังจากเทศกาลสงกรานต์ประกาศหยุดยาว ชะลอเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา
ชาวบ้านสาดน้ำ สาดเสีย เทเสีย ใส่กันอย่างบ้าคลั่ง จนทำให้เด็กในบ้านเมตตาอยากออกมาเล่นด้วย
เราก็นอน สาดตัวหนังสือใส่สมอง จบไปได้หลาย แจกแจงได้ดังนี้
– ตะลุยไปบกองทัพซูชิ รอบ 2 (ถ้าดูเรื่องมะหมา มันจะกลายเป็น ตะลุยกองทัพซิสุ)
– ฝนตกขึ้นฟ้า นวนิยายฟิมล์นัวร์
– ยาแก้โรคสมองผูกตราควายบิน (ท้องไม่เคยผูก — ขรี้บ่อย แต่สมองผูก อ่านจบแล้วก็ยังแก้ไม่ได้)
– พาสต้า จากมักกะโรนี ถึงสปาเก็ตตี้ต้มยำ (ของบางอย่างมีไว้เพื่อประดับความรู้ มิใช่เพื่อปฎิบัติ!)
– อ่อ แถมด้วย การทำโมเสกที่ค้างอยู่ แปะบนแผ่นไม้ พร้อมโชว์เรียบร้อย
นอกเรื่องน้อยนิด การนำแผ่น อะคริลิก ติดบนแผ่นไม้ ไม่ยาก หากคุณมีเงิน
มันต้องเป็นกาวเฉพาะ คือ จะใช้กาวติดอะคิลิก ก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นไม้ด้วย
จะใช้กาวยางติดไม้ก็ไม่ได้ เพราะมันมีอะคิลิกด้วย
จึ่ง ต้องเป็นกาวสเปร์ย ของ 3 เอ็ม (ขอค่าโฆษณาด้วย)
ค่ากาว ประมาณเฉียด 300 บาท (บ้านมัน) ครือ หากรู้ว่า การนำไปติดมันมีราคาเยี่ยงนี้
คงแปะโมเสก บนแผ่นไม้เลยดีกว่า ไม่ควรลีลา -_-”
แต่กาวเค้าดีจริงๆ ฉีดไว้ 5-10 วิ แล้วแปะลงไป โอ้วแม่เจ้า แน่นสนิท ขยับไม่ได้
เลยได้ผลงานเบี้ยวนิดๆ ถือซะว่า เป็นไปตามเส้นรุ้ง แวง ตะแคงตั้ง ของโลก
 
อ่ะ กลับมา
วันนี้เลย เป็นคริสตนิกชน ที่ดี ไปเข้าโบสถ์ กับครอบครัว
พอจบพิธีก็ทางธรรม ก็เข้าสู่ความบรรเทิงทางโลก
ณ เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน แวะดูโน่น ซื้อนี่
แวะเข้าดูหนังสือซะหน่อย ไม่รู้เป็นไร เดินผ่านร้านหนังสือ ทีไร
มันมีแรงดึงดูด เหมือนเดินผ่านปู้ชายหน้าตาดี ทู๊กที เจอแล้วต้องแวะดู
(จะต่างกันก็แค่ตรงที่ปู้ชายได้แค่มอง ใช้เงินซื้อไม่ได้) ติดมือมาจนได้ 1 เล่ม 
(มันยังหาภาระ ให้ตัวเองไม่จบไม่สิ้น ที่กองอยู่ข้างเตียงยังไม่ได้อ่านอีก 10 เล่มได้ พอกหางหมูกันเข้าไป)
– คนพันธุ์โสด เดี๋ยวโหด เดี๋ยวฮา ของเจนนิเฟอร์ คิ้ม
ดู๊ ดู แค่ชื่อ ก็เข้ากะชีวิตเสียนี่จังไร เอ๊ย กระไร
คือ จองบัตรคอนเสริต์สโนว์คิ้ม ของเจ๊ ไม่ทันไงคะ เลยซื้อหนังสือเจ๊มาอ่านเป็นการปลอบใจ
 
แล้วก็แวะลันช์ ณ ฟูจิ สั่งเลย อร่อยทุกอย่าง จริงๆ อิ่มให้จนกันไป
หลังจากพยายาม ชักแม่น้ำทั้ง 5 รวมกับน้ำตก และน้ำป่าหลากหลาย ให้พ่อ กะแม่ ดูหนังด้วย
แต่ไม่สำเร็จ จึงต้องไปดูกัน 1 ต่อ น้อง
เออ ขอนอกเรื่องอีก เมื่อวานตอบ chain mail – Celeb quiz ของพัต-นะ
คำถามที่ว่า หนังเรื่องล่าสุด คือไร ตอบว่าจำไม่ได้เพราะไม่ได้เข้าโรงนาน
จริงๆ น่าจะตอบวันนี้เน๊าะ จะได้ ดูเป็น celeb in trend ซะหน่อย 
 
คนเต็มโรงใช้ได้ กำลังนึกในใจ ว่าจริงๆ แล้วไม่น่าเลยตรู
มีหลายคนมาเป็นครอบครัวสุขสรร ด้วย คงต้องมีคำอธิบาย บทสนทนา ดวงใจพ่อแม่กันแน่นอน
ก็จริงดั่งว่า แต่ยังบุญคุ้ม เพราะ มีแค่ตอนระหว่างฉายตัวอย่างหนัง เท่านั้น
 
นับว่าโชคดี ที่เรา อ่านกระทู้ต่างๆ ไปก่อน จึงสามารถสรุปใจความสำคัญของหนังเรื่องนี้ได้
(ตามคำบอกเล่าของคนอื่น) เพราะหากให้สรุปเอง สมองยังผูกอยู่ ต้องกินควายบิน อีกซัก 2 ขวด ถึงคิดได้
 
สั้นๆ คือ ซู่โม่กิ๊ก โกรธที่ป๋าเทพ ไม่จอดรถตามป้ายที่จะลง
เนื่องจากป๋าเทพ ไม่พอใจ รถกะบะ ที่ขับปาดหน้า แล้วยังสาดน้ำใส่ เลยขับจี้ตามรถกะบะไป
รถกะบะขับปาดไปปาดมา เนื่องจาก สนุกสนานวันสงกรานต์ อย่างเกินขอบเตียง เอ๊ยขอบเขตไปหน่อย
ป๋ากิ๊ก เลยแบบ เฮ้ย กรูมีปืน สั่งให้ทำไรก็ต้องทำ และเรื่องราวบนรถเมล์ ก็เป็นการเถียงกัน
ทั้งยัย เจ๊หัวปลาหมึก (เนาวรัตน์) กับหมอ(นวด?)(เฟรช)
ผัว-เมีย (อ้น) พี่แว่น(ปั๋วอ้น)-พี่แว่น-ทอม
และมีตัวกลางใกล่เกลี่ย โดยกระเป๋ารถเมล์ (โน๊ต)
ระหว่างนั้นก็มี อิม กับลีลาปวดขรี้อย่างโคม่า
สุดท้าย ก็สมานฉันท์กัน เพราะมีการเว้นวรรค และให้อภัย
 
ดูเสร็จออกมา ก็โอเค ขำๆ กำลังคิดว่า หากเช่าแผ่นมาดู จะฮากว่านี้หรือเปล่า
เพราะคนในโรง มัน ฮากันแบบ เราฮาตามไม่ทัน จับจังหวะหัวเราะไม่ถูก
ฮาเกินราคาตั๋วไปเปล่าว่ะน้อง ฮาสาดดดดดด
 
แล้วก็คิดต่อว่า จริงๆ แล้วหากหนังตลก ไม่มีคำหยาบ จะตลกอยู่ไหม
อย่างหนังฝรั่ง มีแค่ You กับ I ก็ยังฮาได้
หรือเราไม่รู้ว่ามีคำอื่น อีก นอกจาก u and i …. บอกแล้ว สมองผูก
สงสารเด็กที่ไปดู ออกมาคงพูดกันติดปาก
พ่อแม่คงปวดกบาล พาลอยากตบกบาลตัวเอง ที่พาลูกไปดู
 
แล้วนี่กรูจะบ่นทำเอี้ยก้วยไรว่ะ สาดดดด….
 
 
 

Bakery Day II

 
 
 
ภาระกิจประจำวันนี้ ของแก๊งค์ขนมปังเคอะ
1. ชิฟฟอน (เหมือนเมื่อวาน)
2. คุกกี้เนยสด
3. บิสกิตลูกเกด
4. เค้กเนยสด
 
หรูหรามาก ไปถึง 9 โมงพอดี เค้าตีแป้งกันไปแล้ว
ไม่ทราบว่าคุณอาจาร์ย จะบอกเวลาเรียน 9 โมงทำลิงอะไรมิแซ่บเคอะ
น้อง X สุดน่ารัก บอกว่า พี่1ๆ X มา 8 โมงตรง ยังไม่ทันเลย
อาจาร์ย แยกวัตถุดิบ ไว้ให้หมดแล้ว X มาแล้วก็ตีแป้งเลย อาจาร์ยเค้ามาตั้งแต่ 7 โมงแหน่ะพี่
โอเครๆ งวดหน้า เจอกัน 6.30 sharp กันเลยดีกว่าอาจาร์ย
 
ตามการวิเคราะห์ หลักการณ์ และเหตุผลแล้ว สาเหตุที่อาจาร์ยต้องเริ่มเร็วเพราะ
 
1. อาจาร์ย ยึดสุภาษิตว่า นกที่ตื่นเช้า มักได้หนอนตัวใหญ่
แต่อาจาร์ย อาจลืมไปว่า หนอนตัวใหญ่ มันก็ตื่นสายได้
(ท่านว่า ข้อ 1 เชื่อถือได้หรือไม่)
 
2. อาจารย์ เชื่อว่า เช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม
(หรือข้อ 2 จะเข้าเค้ามากกว่ากัน)
 
3. หากเริ่มเร็ว ก็เสร็จเร็ว คือ ก่อนเที่ยง (so…)
พอเสร็จก่อนเที่ยง ก็ตั้งโต๊ะขายได้ เพราะ คอร์สอื่นๆ เค้าก็ พักเที่ยง พอดี
ต่างคนต่างหากิน ทั้งคาว หวาน อาหารว่าง และเบเกอรี่
(ฟังดูเริ่มมีเหตุผล)
หากเหลือขายที่ซุ้ม ก็ยังจะเดินขายตามชั้นอื่นๆ ที่ตึกเรียนได้อีก
หากเดินขายช้า เค้าก็กลับบ้านไปหมด
(ใช่เลย)
 
4. พอเพื่อนๆ ที่เดินขายเสร็จ กลับมา อาจาน จะได้สรุปบทเรียนให้ได้
ตอบข้อซักถาม ที่คาใจ ได้อย่างคลี่คลาย และเลิกตามเวลาที่กำหนด
(ข้อนี้ มีความเป็นไปได้ น่าเชื่อถือ)
 
5. ข้อ 3 และ 4 ถูก
 
เช่นนั้นแล ตามนั้น
 
ช่วงสนทนา สรุปบทความ ตอบคำถาม
ก็จะมี เฮียคนนึง เป็นผู้ที่ต้องการคำตอบให้กับชีวิตตลอดเวลา
ขยันสงสัยไม่รู้จบมากๆ ขอตั้งชื่อว่า เฮียเควส ชื่อเต็มคือ question
เฮียเควสแก จะมีสายตาแห่งปุจฉา อันน่ายกย่องเยี่ยงนัก
มองในแง่ดี คือ คนอย่างนี้แหล่ะดี เพราะบางทีเค้าก็ถามในสิ่งที่เราอยากรู้
และเค้าคงมีคติที่ว่า the most stupid question is the question not be asked.
คำถามที่โง่ ที่สุด ก็คือ คำถามที่ไม่ถูกถามออกมา
 
แต่มองในแง่เรา คือ พี่ค่ะ คำถามที่พี่ถาม น่ะ ซ้ำกะเมื่อวานมากๆ
หนูให้คะแนน ความซ้ำพี่ เต็ม ร้อยเลยค่ะ
คือ พยายามจะเข้าใจว่า คนเราอาจจะจดจำอะไรได้ไม่เท่ากัน
555 ขำๆ ไม่มีไรมาก เป็นเพื่อนร่วมห้องที่เฮฮา ดี ไม่มีพี่แกร
อาจาร์ย อาจจะไม่ได้ฟิลลิ่ง ของการให้ความรู้อย่างแท้จริง
 
ไหนๆ พูดถึงเฮียเควสแล้ว
มีเพื่อนร่วมห้องอีกคน คนนี้ น่านับถือมากๆ
ชื่อน้าต้อ (สมมติว่าเป็นนามสมมติ)
เป็นลุงที่มีผมสีออกไปทางดำ เหลือน้อย หรืออาจจกล่าวได้ว่า
ดำหมดแล้ว เหลือแต่ขาวเท่านั้น อายุคงเยอะอยู่
แกรเรียนคอร์ส นี้เป็นหนที่ 2 เนื่องจาก หนแรก จำได้ไม่หมด
คือ เห็นแล้ว รู้สึก โหว ช่างมีความตั้งใจจริง มาก
ด้วยวัยแล้ว บางทีอาจทำอะไรช้าไปบ้าง แต่แกรก็ทำทุกอย่างด้วยรอยยิ้ม ตลอด
ไม่ว่า บีบขนม เปิดเตา งานเล็กงานน้อย งานใหญ่ หรืองานล้างอุปกรณ์
แก ก็ล้างด้วยอาการปวดหลัง แต่ก็เอาไปล้าง ไม่คิดว่า จะใช้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ว่าตน นั้นเป็นคนชรา ควรได้รับความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่อย่างไร
ไม่แค่นั้น แกรจะเป็นคนที่สั่งจองขนมเยอะที่สุด ในห้อง
เหมาอย่างละ 6 ชิ้น 10 ชื้น เรื่อยเปื่อย
แกรบอกว่า ลูกแกรชอบกิน
อืมมมม….. แฟ้มบุคคลขอปรบมือให้จากใจจริง
เป็นอีก 1 candidate ของภาษิตหัวข้อ ‘ ไม่มีใครแก่เกินเรียน ‘
น้าต้อผู้ไม่ยอมแพ้ หากคอร์สนี้แกรยังทำไม่คล่องอีก ได้ข่าวว่าจะลงซ้ำต่ออีก
 
~~~~~~~~~~~~~~
 
เรียนเสด วันนี้ไม่ได้ตะลอนไหนเลย กลับบ้าน ฝนตกด้วย
กลับบ้านมาแล้วก็ ทนไม่ได้ ต้องออกไปเดอะมอลล์
ทนไม่ได้เพราะหากไม่ออกวันนี้ หลายร้อยแน่ๆ
ค่าปรับหนังที่ยืมมา ใจกล้า หน้าชื่น ยืมหนังวันเดียวมา 5 เรื่อง
ดูหมดแล้ว แต่ลีลา ไม่เอาไปคืนซักที บ้านมีฐานะ ว่างั้น
จริงๆ แล้วเรื่องการยืมหนัง กับการโดนปรับมันก็เป็นเรื่องคู่กับเรามาตลอด
ไม่รู้จะบ่นหาลิงอะไร แล้วก็ชอบนัก ยืมหนังใหม่ วันเดียวเนี่ย
 
นั่นแหล่ะ เลยได้ไปเดินกะน้องสาว แล้วก็ชอปปริ้งงงงง
ของน้องพี่ก็จ่าย ของพี่ก็เงินพี่อีก หมดตรูดแล้วตรู
ดีนะ น้องยังมีเมตตา เลี้ยงโออิชิ หายเมื่อยได้นินุง
 
โอ้ว พรุ่งนี้วันจันทร์หรือนั่น
I love garfield,,,,, I hate MOndaY !
 
 
 

My April

 
 
 
 
ภาคเช้า
 
เริ่มต้นเดือนแห่งความร้อน ด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์ อีกแล้วครับท่าน
ประมาณว่าหลังจากเรียนจบ ตัวข้าพเจ้ายังไม่มีกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้
มีแต่ แอ๊ค-ทิ-วิ-ตี้ ที่เสียเหงื่อ และเงิน
หลังจากเดือนแห่งการทำ โมเสก จบลง อย่างเมามัน
ก็มีกิจกรรม ที่ หลีแนะนำ การเรียน คอร์ส เบเกอรี่ ใช่แล้ว Bakery ไม่ใช่คอร์สร้องเพลง
แต่เป็นคอร์ส อบขนมปัง ของสถาบันฝึกอาชีพแห่งหนึ่ง ที่ไม่ใช่ กอง ดอร์ง เบอล ของฝรั่งเศษ
หากแต่เป็นสถาบันฝึกอาชีพ ตรงบ่อนไก่ (ไฮโซมั่กๆ) หากไม่เรียนฟรี เราคงไม่แหกตาไป แน่นอน
คือเค้าจะมีหลากหลายคอร์สให้เลือก แต่พวกเราเลือกอันนี้ เหตุผลไม่สำคัญ ไม่ขอแจ้ง
 
อ่อ คอร์ส นี้ ระยะเวลา 1 เทอม = 2 เดือน เรียนเสาร์-ทิด 9 โมง – 3 โมงเย็น
ดูดิ เราจะไปเรียนได้กี่วัน ไม่แน่ วันนี้อาจจะอัพบ็อก เป็นวันแรก และวันสุดท้าย กร๊ากกก
 
วันนี้ไปถึง พอดีเลย 9 โมง เค้ากำลัง Orientation เสร็จพอดี (หรูหราสุดๆ มีปฐมนิเทศน์ ที่เราไปไม่ทันด้วย)
เจอคุณครูใส่ชุดเขียวๆๆ เต็มไปหมด นึกถึงต้วเองตอนเป็นเด็กประถม
ที่มีคุงคูมารอรับหน้า ประตูโรงเรียน แล้วเราก็เดืนหน้าเอ๋อๆ เข้าไป
ก็ได้รับคำถามว่า "เรียนอะไรคะหนู"
นึกอยู่แป๊ปนึง แล้วตอบว่า "เบเกอรี่ค่ะ" พร้อมกับยิ้มหวานๆ 1 ที (เพื่ออะไรฟร่ะ ครูเป็นปู้สาว)
คุงคูก็ชี้มือ ไปทางจุดที่จะเกิดเหตุ  เราก็เดินไปไม่รอช้า และไม่รอ หรุย ไม่รอหลี รู้ว่ามัน 2 ตัว คงอีกพักใหญ่
พวกบ้านใกล้ มักได้ใจ 9 โมง เพิ่งออกจากบ้าน ชัวร์ป้าดดด
 
 
ตัดมา ณ จุดเรียน
อาจาน ผู้ชาย สะอาดใส ชื่อ David เท่ห์โคตร ชื่อฝาหรั่งสุดๆ ถ้าตอนชื่อไทยสุดๆ แกรจะชื่อว่า เดวิช
ชื่อเล่น คือ อจ.บุ๋ม ประวัติคร่าวๆ จบ ด้านอาหารนี่แหล่ะ แล้วไปเมกา แล้วก็ อยู่ รร. ประสบการ์ณก็หลายสิบปึอยู่ ตามนั้น
 
เรียนกันประมาณ เกือบๆ 20 คนได้ เหมือนตอนเรียนโท เพราะคละเคล้า หลายหลายหน้าตา และอายุ
ผู้ช่วย อจ. ก็มีเมนู ให้เลือก อ่าฮ้า มี ชิฟฟ้อนเค้กโรล กะ คุกกี้เนยสด
เราก็ไม่รอช้า มั่นใจ หลังจากแอบสังเกต ส่วนผสมแล้ว ชิฟฟอนเค้ก นี่แหล่ะ สั้นดี ชี้เลือกทันใด
แล้วก็ แบ่งกลุ่มกันไป ชิฟฟ้อน มาทางข้าพเจ้า คุกกี้ ไปอีกทาง
เค้าก็ชี้ๆ ว่าอุปกรณ์ วัตถุดิบอะไรๆ อยู่ตรงไหน หยิบตวงกันตามสูตร
โชคดีมาก มีน้อง X ซึ่งรู้จักกัน ณ ตอนนั้น เอ่อ น้อง X เป็นปู้ชาย ที่หน้าหวาน กริยามารยาท เรียบร้อย
คอยให้คำแนะนำ เพราะเรา งกๆ เงิ่นๆ อะๆ คิดดู
บรรทัดแรก แป้งเค้ก 300 gr เราก็หันไปถามผู้ร่วมกลุ่มว่า ตวงใส่ถ้วยไหนดี
น้องแกร ก็บอกว่า เอ่อ พี่ น่าจะใช้ตราชั่ง ดีกว่ามั๊ง โอเคร ชั่งๆ กันไปส่วนผสมต่างๆ
ผ่านไปๆ ถึง ตอกไข่ (ตอนนี้หรุยมาพอดี) ต้องแยกไข่ขาว 15 ไข่แดง 15
หยิบไข่มาได้ เอ๋า แยกไงฟร่ะ กำลังหา กระชอน มากรอง
น้อง X ผู้ซึ่ง กำลังชั่งผงต่างๆ ก็หันมา แอบจิกด้วยหางตา พร้อมกับบอกว่า ให้ใช้เปลือกช่วย
คือตอกไข่ออก แล้วเทไป เทมา ไข่ขาวก็ไหลออกมาเอง
คุณผู้ช่วย อาจาน หันมาก็บอก ใช้มือก็ได้ค่ะ ให้มันออกตามง่ามนิ้ว
เอาเลยหรุย เพื่อนมาแล้ว ทำเลย หุหุ
(ตกลง ชั่งวัตถุดิบ เราก็ไม่รอด ตอกไข่ก็ไม่ผ่าน กรำ)
ผ่านไป ถึงช่วงผสมแป้ง หลีโผล่มาพอดี มันโผล่มาพร้อมกับความรู้ที่มากล้น
เนื่องจาก เคยประกอบกิจเล่นๆ อยู่ที่บ้าน เก่งกว่าอาจาน ว่างั้น
ทำๆ กันไปเรื่อยเปื่อย เฮฮา ตามสูตร จนออกจากเตาอบ พร้อมขาย
อ่อ ล้างอุปกรณ์ด้วย เรียกว่า ทำแต่ต้นจนจบจริงๆ
 
พอๆ ขี้เกียจเล่าเยอะ
เอาเป็นว่า วันนี้ ทำ 3 อย่าง นอกจาก 2 อย่างที่เล่า ก็มี ขนมปังใส้หมูหยองพริกเผา
ปั้นกัน ได้ …. มั่กๆ
อารมณ์แบบ ต่อไปนี้ ตรูจะไม่ซื้อเบเกอรี่ กินอีกแล้ว หากไม่เห็นเบื้องหลังการทำ
มาทำโชว์ให้ดูเลยดีกว่า ถ้าดูแล้วสะอาดจริง ตรูจะซื้อกิน
ขนาดของตัวเอง ทำเอง ยัง งง ๆ กินไม่ลง กร๊ากๆๆๆๆๆ
จริงๆ คือ วันนี้มันคงหลายมือไปหน่อย แล้วแบบ นะ คนทำไม่เป็น ไปกะจุกตัวรวมกัน
มันก็ยิ่งเป็นภาพที่แบบ ฮา………… มาก ไม่เห็นเอง ไม่รู้หรอก ขำว่ะ
หวังว่าอาทิตย์สุดท้าย คงทำได้เซียนกว่านี้
 
เออ มีสอบด้วย ขอบอก เครียดแน่ๆ Compre สอบมา 5 รอบ กว่าจะผ่าน
แล้ว bakery จะต้องสอบกี่รอบหว่า??!?!??!? แกรกๆ -_-”
 
ทำเส็ด ซื้อกินกันเอง แล้วก็แอบไปซื้อ ห้องเรียนข้างเคียง
อาหารคาว อาหารว่าง กินกันให้หนำ
จบแล้ว 1 วัน ได้มา 3 สูตรแระ คิดว่าจะเปิดกิจการเร็วๆ นี้ หรุยบอกแล้วว่า
"คิดการใหญ่ ใจต้องเหี้ยม!!!!" (มี ม.ม้าด้วย อย่าให้ตก)
 
 
 
ภาคเย็น
 
พอเรียนเสร็จ ก็ไปทานอาหาร ที่ คาร์ฟู (หากพวกเราเรียนทำอาหารคาว ก็คงไม่ต้องซื้อเค้ากิน ว่าม๊ะ)
เดินซื้อถ้วยใส่วัตถุดิบด้วย รู้สึกว่า ถ้วยที่เรียนไม่พอ ซื้อกันเองเลย ซะงั้น
กรุ๊ปใหญ่ไฮโซ รสชาติไม่สำคัญเท่า อุปกรณ์สวยงาม และลีลาเด็ด 555
 
 
ภาคค่ำ
 
ต่อด้วยเดินงานหนังสือ ปีนี้ซื้อน้อยกว่าทุกครั้ง
คร่าวๆ ที่หิ้วมา
1. ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า : เล่มนี้สุดยอด ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนในชีวิต
ได้ยินครั้งแรก ที่บูธผีเสื้อ ณ วันนี้นี่เอง ไม่เพียงหลังปกที่จารึกว่า
          "ในชั่วชีวิตหนึ่ง
           หากสวรรค์ทรงอนุญาติให้อ่านหนังสือได้เพียงเล่มเดียว
           จงเลือกเล่มนี้เทิด ชีวิตจักไม่ตายเปล่าแน่แท้"
เท่านั้นยังไม่พอ คนขายมันยังบลิ้วอารมณ์อีกว่า
"เป็น limited edition นะครับ พิมพ์เพียง 2,000 เล่ม
ปกสีเหลืองสวยงาม หากท่านกลับมาวันหลังคงไม่ได้เห็นอีกแล้ว"
"ไปแล้วนะครับ นั่นๆๆ 1 เล่ม ซื้อไปแล้วครับ"
"ไปแล้วครับ 2 เล่ม คุ้มค่าแน่นอนครับ"
เรากะหลี มองหน้ากัน และพูดว่า "เอาว่ะ ซื้อก็ซื้อ" …คนข้างๆ หันมาขำ
 
2. เพชรพระอุมา : อันนี้อยากได้มานานแล้ว
แต่วันนี้ซื้อแค่ เซ็ทแรก เล่ม 1-4 ปีหน้าค่อยซื้ออีก
ค่อยๆ สะสมไป ซักวันคงครบเซ็ท ครึ่งร้อยเล่ม ได้ข่าว
 
3. ตะลุยไปกับกองทัพ ซูชิ : แน่นอน เราชอบกินอาหารญี่ปุ่น
รู้อะไรๆ เกี่ยวกับมันไว้ ก็คงไม่เสียหลาย
 
4. พาสต้า จากมะกะโรนี ถึงสปาเก็ตตี้ต้มยำ :
ชอบกินพาสต้ามาก โดยเฉพาะสปาเก็ตตี้ จึงหวังว่า หนังสือเล่มนี้
คงช่วยให้เราไม่ต้องหากินนอกบ้าน ทำกินเองได้ อย่างมีความสุข
(เบเกอรี่ เอาให้รอดก่อนนะเพื่อน ไฮโฮปมั่กๆ)
 
5. ของเล่นไม้ : อันนี้ก็ของโปรด วันนี้ควักตังซื้อ อูโน่ สแต็ก เวอร์ชั่นคนไทย ทำจากไม้
ประมาณว่า สามารถพัฒนาสมอง และฝึกสามาธิได้ (มั๊ง)
 
6. โป๊ดก๊าด : ของโปรดอีกแล้ว (ตลอดเวลามากๆ)
สิริรวม นับได้ 27 แผ่น หลากหลายลาย และลีลา จากหลายหลายร้าน
อันที่ชอบสุดคงเป็น รูป Pug 2 ตัว คล้ายๆ จะขี่กัน น่ารักมากๆ
อันที่ชอบสุดอีกคงเป็น โป๊ดก๊าด อักษรเบลล์ ไม่เคยเห็นมาก่อน เช่นกัน
อันอื่นๆ ก็ชอบ ช๊อบ ชอบ ไม่ชอบคงไม่ติดมือมา
 
7. ปกพลาสติก ใส่หนังสือที่ซื้อมา เพิ่งรู้ว่ามันขึ้นราคา มากๆ
สนนราคา 8-12 บาท ต่อปก ไม่ทราบว่า เป็นพลาสติกนำเข้าหรืออย่างไร
(ทำบ่นไป แต่ก็ซื้อ เพราะขี้เกียจเดินหาร้านอื่น)
 
เรากะหลีกะหอบหิ้วกันหนุกหนาน จนหลีหมดริดเดช นั่งกองเป็นคุณป้าว้ย 80
จึงโทรตามหรุย ที่เลือกแผนที่อย่างเมามัน (ของโปรดมันมากๆ หนังสือแผนที่ต่างๆ ซื้อตลอดเวลา)
แล้วก็ไปขึ้นรถ มากินอาหารมื้อค่ำ ร้านลี่ ก๋วยเตี๋ยวปลา
 
 
ใกล้นอน
 
หรุยขับรถมาส่ง ขึ้นทางด่วน
ไปผิดด้าน ต้องไปแจ้งวัฒนะ แต่เลี้ยวไปพระราม 9 (บ้านใครฟร่ะ ไม่ยอมบอกทาง — อ้าว บ้านตรูเอง)
พอลงดินแดงได้ เข้าช่องผิด แทนที่จะไปพงษ์เพชร ไปโผล่บางซื่อ (บ้านใครฟร่ะน่านน—ตรูอีกแล้ว)
จากบางซื่อ กว่าจะงม หาทางกันได้ ก็หลากหลาย ทางโค้งชีวิตให้ต้องตัดสินใจ
สุดท้าย คุ้นๆ ทางบ้านเราแล้ว ไชโย้ ถึงซะที
แต่หลี คงไม่ดีใจด้วย เพราะ มานง่วงงงงงงงง 55555
 
โอเช จบแล้ว วันนี้ ชอบจัง ทำอะไรได้ หลายๆ อย่างใน 1 วัน บ้าพลังดี
ไปนอนดีกว่า พรุ่งนี้อาจานนัด ไปนวดแป้งตอน 8.30 น. เจรี๊ยกกกก…
 
Luv ya my friends !!!!
 

My March – My mosiac

 
 
 
 
My Mosiac
 
Technology push ก็คือ สิ่งที่ผู้ผลิตทำออกมา เพื่อป้อนกับผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคอาจไม่รู้ว่าต้องการอะไรอยู่ ณ ตอนนั้น จนได้เห็นสินค้า
Market pull ก็คือ การที่ศึกษามาแล้วว่า ผู้บริโภคต้องการอะไร จึงผลิตออกตามความต้องการนั้นๆ หรือผู้บริโภค เรียกร้องให้เกิดสินค้า หรือบริการนั้นๆ
 
กรณีโมเสก ของข้าพเจ้า คือ อย่างแรก
หากเค้าไม่นำมาเสริฟ์ ปรุงเสร็จ โฆษณา พร้อมทาน เราคงไม่ขวนขวายจะอยากทำ 
ขณะกำลังเดินชอปปริ้ง (อีกแล้ว) ณ ห้างที่คุ้นเคย มีบูธที่สะดุด ตาอยู่ 1 บูธ
คือ โมเสก ยี่ห้อ คริสเติลไลซ์ ซึ่งกำลังเปิดทีวีสาธิตวิธีการทำอยู่
ชีวิตที่ไร้ข้อจำกัดทางเวลาของข้าพเจ้า อนุญาตให้หยุดดูได้ โชคดีมาก ที่มันเพิ่งเริ่มฉาย
1 ชั่วโมงกว่าๆ ผ่านไป (ไม่อายใครเลย หน้าทน ยืนดูจนจบ)
เอาหล่ะ จับหลักการได้แล้ว ฝังใส่ลิ้นชักในสมองไว้ก่อน
 
หลังจากนั้นอีก ข้าพเจ้าก็เพียร เทียวไล้ เทียวขื่อ ไปบูธนั้นบ่อยๆ
(หากเป็นหนุ่ม คงใจอ่อนกับข้าพเจ้าไปแล้ว)
เพื่อศึกษา แล้วตัดสินใจ คำนวนสินทรัพย์ที่ต้องใช้ และแบบที่อยากทำ จนมันย้ายบูธไปอืกฝั่งนึง
แต่เสียงในหัวก็พร่ำบอกว่า ต้องทำให้ได้ ท่ามกลางเสียงคัดค้านของ เงินในกระเป๋า
 
ข้าพเจ้ามีผลงานโมเสก 2 ชิ้นด้วยกัน
ชิ้นแรก เป็นถาดใส่ของ รูปเด็กผู้ชายใส่หมวกยิ้มแปร้
ซื้อมาผิด ตั้งใจซื้อเป็นรูปเด็กผู้หญิง แต่หยิบผิด ง่ายๆ แค่นั้นๆ
อันนี้ง่ายหน่อย เพราะเค้ามี แบบมาให้เสร็จ แค่วาดลงบนกระดาษก๊อปปี้ แล้วแปะสีตาม
ง่ายมั่กๆ แต่กินเวลา ทั้งวัน จริงๆ เริ่มทำประมาณ 9 โมงเช้า เสร็จเอา 6 โมงเย็น
ซึ่งยังไม่เสร็จดีด้วย เพราะต้องรอปูนแห้ง แล้วก็ รอลงแล็กเกอร์
ตอนซื้ออันนี้ ก็ซื้อมาพร้อม อุปกรณ์เริ่มต้น
กรรไกรตัดโมเสก, คีมคีบ, ที่ปาดปูน, ฟองน้ำ, ถาดแยกสีโมเสก, กาวสองหน้าอย่างเริ่ด (และแพง)
 
ชิ้นที่สอง เป็นรูปดอกแมกโนเลีย
หลังจากปีกกล้าขาแข็ง (เพิ่งทำได้ 1 อัน) ก็อวดศักดิ์ดา
ด้วยการวาดออกแบบเอง เลือกสีเอง เลือกวัศดุเอง
จึ่งเป็น ดอกแมกโนเลียสีชมพู บนกิ่งสีน้ำตาล ทีมีใบเขียวๆ ติดอยู่ เลือกวัศดุเป็นแผ่นอะคริลิกใสสีขาว
เลือกสีโมเสกนานมาก ซื้อมาก็กะจำนวนไม่ถูก บางอันเหลือ บางอันขาด ไปซื้อวันเว้นวัน
พอเสร็จแล้ว ดูแล้ว จืดเกินไป เลยแก้ปัญหาจะเอาอะคริลิกสีแดงมารองด้านหลัง
และหาซื้อไม้อัดมารองแผ่นหลัง ทำเป็นแปะบนกรอบรูปซะเลย
หลังจากนั้น ก็มีปัญหาที่ว่า หากใช้อะคริลิกติดกัน มันจะเป็นรอยกาว และหนาเกิน ไม่สวยๆ แน่ๆ
เลยตัดใจ เหลือแค่ไม้อัดรอง แล้วทีนี้ใช้ตัวยึดอะไร กาวอะไรติดได้ ก็เสาะหาซูปเปอร์กาวกันไป
ทีแรกมันจะเป็นรูปโชว์ โดยใช้ตัวแขวน แต่ดันเจอเจ๊ขายอุปกรณ์ ยียวน
เลยเปลี่ยนเป็นตั้งโชว์ ซื้อ ขาตั้งรองจาน แผกเครื่องครัว มาแทน ก็เป็นอันเสร็จพิธี
 
ข้าพเจ้าเป็นคนชอบมีอาชีพเสริม ถึงแม้ไม่มีรายได้เพิ่ม แต่ก็ใช้ทุนส่วนตัว
รูปแรก จึงให้เพื่อนรักเป็นของขวัญวันเกิด
รูปสอง ยังตั้งโชว์อยู่ที่บ้าน รอผู้ที่คู่ควรอยู่ 
 
การทำโมเสก ทำให้เราต้องฝึกสมาธิ และอดทน ทนปวด ทนเมื่อย ทนเจ็บ (ตัดโมเสกเจ็บมือมาก)
เนื่องจากหากยังไม่เสร็จ คุณไม่สมควรเยื้องกายไปไหน เพระกาวสองหน้าที่ตัดไว้ อาจแห้งได้
และฝึกให้เราทำอะไรช้าๆ บ้าง เช่นต้องค่อยๆ ตัด ค่อยๆ คีบ แปะลงไป
ค่อยๆ ผสมปูน ค่อยๆ รอปูนเซ็ทตัว ค่อยๆ เช็ดปูนบนโมเสก
ครั้งแรกที่ทำ ผสมปูนผิด เพราะอ่านแบบผ่านๆ เป็นคนมั่นใจ ว่าอ่านหนังสือเร็ว และเข้าใจ
จึงมองผ่านๆ ได้ใจความว่า water : grout คือ 2 : 1 แต่มันต้องสลับกัน
ผลคือ ทายากมาก กว่าจะลงไปในร่อง และรอปูนแห้งนานมากๆ ข้ามคืน กว่าน้ำจะระเหยไปหมด
 
รวมๆ แล้วสนุก มาก ทีนี้ก็เหลือว่า จะเอาโมเสก สีเหลือๆ มากบ้าง น้อยบ้าง ไปทำอะไรได้อีก
 
หากมีอารมณ์คงมีผลงานลำดับ ถัดๆ ไปตามมา หวังว่านะ