Month: January, 2007

In Her Shoes : หนึ่งวันเดียวกัน

 
 

 

 

 

เป็นคุณจะทำเช่นไร

หลังจากฉลองคริสมาส และปีใหม่ ด้วยการนอนโรงพยาบาล

กลับมาทำงานสะสางงานได้ 1 อาทิตย์ อย่างดุเดือด และบ้าคลั่ง

พอวันเสาร์ที่ผ่านมาเพิ่งดีใจที่ได้ส่งเล่ม IS ที่บากบั่นทำมา 2 เทอม

(นึกว่า) เสร็จสิ้นภาระกิจปริญญาโท เป็นที่เรียบร้อย

จึงผ่อนคลายได้ในวันอาทิตย์ ที่แสนสงบ

 

เมื่อถึงวันจันทร์มาเยือน อย่างมิได้เอ่ยปากเชิญ

เริ่มต้นสัปดาห์ ด้วยความยุ่งเหยิง แสนสาหัส

พอสายๆ ได้รับโทรศัพท์จากคณะ ว่า

คุณคือหนึ่งใน จุดอ่อย เอ๊ย จุดอ่อน!!!

เป็นผู้เคราะห์หามยามร้าย ไม่ผ่าน การสอบ Comprehensive รอบที่ 3

อันถือเป็นรอบสุดท้ายอันพึงมีพึงได้ในชีวิตนักศึกษาปริญญาโท

 

ดังนั้น จึงขอเชิญคุณมาให้ปากคำ กับ 3 ท่านผู้มีอำนาจชี้ขาด ได้แก่

ท่านรุจจี้ รองอธิการ ดีกรี ดร. นอก หัวใหม่ ฉลาดล้ำ ความสามารถล้นเหลือ วาจาจัดจ้าน หลักแหลม  

ท่านประ1000 เยี่ยมยุทธ์แห่งวงการ Supply chain ไม่เคยมีใครเทียมทัน

ท่านห้า ผู้คร่ำวอดในวงการ Procurement อย่างหาที่เปรียบมิได้

เพื่อมาตอบข้อซักถาม หารือ ว่า เหตุใด ตอบไป มิเคยโดยใจ ท่านๆ เซียนเหล่านี้เลย

ภายใน วันศุกร์ที่จะถึงนี้ ที่เก่า 9 โมงครึ่งไม่เกิน

 

หลังจากนั้นภาวะการทำงาน เริ่มระส่ำระสาย

ขาดแคลนสมาธิเป็นหย่อมๆ มีความเครียดปกคลุมโดยรอบ

คลื่นลมความกดดันรุนแรง หายใจติดขัดคล้ายหัวเทียนบอด

 

แล้วคุณจะทำอย่างไร?

 

 

 

หลังจากเวลาผ่านไป ถึงยามอาทิตย์อัสดง

มีนัดหมายอาหารค่ำมื้อสุดท้ายกับเพื่อน ณ เซ็นทรัลลาดพร้าว

ระหว่างทาง บนรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนลอยฟ้า แห่ง อโศก

ที่คร่าคร่ำไปด้วยผู้คน มุ่งหน้าจากที่หนึ่ง ไปยังอีกที่หนึ่ง ทั่วสารทิศ

ช่วงรอยต่อของ รถบนฟ้า และใต้ดิน ได้เกิดเหตุอันไม่ได้คาดคิด

รองเท้าแตะแบบหนีบ สีขาว หรูหรา คลาสสิก แอนทีค คู่บุญบารมี

รองเท้าข้างซ้าย หูหนีบ แยกออกจากพื้นรองเท้าในทันใด หมดอายุขัยต่อหน้าธารกำนัล

 

แล้วคุณจะทำอย่างไร?

 

 

 

ท่านจะทำอย่างไรข้าพเจ้าก็สุดแท้หยั่งถึง

สำหรับข้าพเจ้าเองแล้ว…

 

เหตุการณ์แรก

ทำใจ คงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เป็นอันดับแรก

ต่อมาคงต้องขยับขึ้นมาอีกขั้น คือ ทำใจดีสู้เสือ หาหนทางออกกันต่อไป

เจริญมั่กๆ แจ้งวันจันทร์ ให้เวลา 4 คืน อันตราย ก่อนเข้าห้องเฉือด

ซึ่งไม่รู้ว่าจะโดนรุมถามอะไร ในหลากหลายวิชาที่เรียนมา ตลอด 2 ปีครึ่งนี้

และได้ใช้เวลา 1 คืน หมดไปแล้วกับการ ล้มตัวลงนอน กอดหมอนน้ำตาพร่างพรู

คืนสองหมดไปกับ การอัพ blog (ไม่มีใครขอ แต่อยากทำ) ฝังตัวเองในโลกไซเบอร์

ถึงแม้ไส้ติ่งหายไปแล้ว มันก็ยังมีติ่งแห่งชีวิตป.โท ติดหอยส้อยตาม หลอกหลอนอยู่อีก

 

 

เหตุการณ์ที่สอง

ไว้เท่าความคิด เนื่องจากไม่คุ้นเคยกับสถานที่ดังกล่าว

พยายามหา สถานที่ชอบปริ้งใกล้เคียง ซึ่งไม่ปรากฎ

และ ณ วันจันทร์ การวางขายของริมทางนับว่า ผิดหลักกฎหมายยิ่ง

สิ่งที่ นึกออก ณ ขณะนั้น สุดแต่ปฎิภาณ ปัฎวีกานต์ บันดาล

หนังยางรัดผมเป็นคำตอบสุดท้าย

ใช่แล้ว นำมันมามัดรองเท้า ให้แผ่นรองเท้ามันติดกับเท้าไว้

ค่อยๆ เดินอย่าง เบญจกะลากีนี หากเดินเร็ว เท้าจะล้ำหน้ารองเท้าไป ไม่งามๆ

ช้าไว้ ช้าไว้ ใครมอง ไม่เป็นไร ข้าพเจ้า สวย ข้าพเจ้า มั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง

ชีวิตข้าพเจ้าไม่ได้มีไว้เพื่อดูดีในสายตาคนอื่นนี่นา ไอ ด๊อท กิ๊ฟ อะ ชิต

 

จากสถานีไฟฟ้า ถึงไฟฟ้าใต้ดิน ถึงสถานีพหลโยธิน

เดินขึ้นมา ข้ามสะพานลอย สายตาเล็กๆ พยายามเบิ่งหา ร้านรองเท้าเฉพาะกิจ

นรกไม่โหดร้ายจนเกินไป ใกล้หน้าห้างลิ่บๆ แสงสว่างแห่งความหวังฉายแสงมา

ร้านรองเท้าแตะ คู่ละ 50 ได้รองเท้าแตะคีบ สีขาว โลโซ

(แต่คงดูดีกว่า แตะแอนทีค ถูกพันธนาการด้วยหนังยาง) ในราคา 150 บาท ขาดตัว

ข้าพเจ้า งง ยิ่งนัก ราคาบนป้าย กับ วจีที่เอื้อนเอ่ยมา ช่างแตกต่าง

ถึงกระนั้นก็ตาม คงลีลามากไม่ได้ เพราะดีมานน์พุ่งปริ๊ด

อำนาจการต่อรองจึงตกไปในส่วนของ ซัพพลายด์ จึงเสียตังไป ตามนั้น

และ รองเท้าแอนทีค คลาสสิก คู่ใจ ก็ลงไปอยู่ที่ถังขยะหน้าห้าง

เราจากกันตรงนี้ดีกว่า ในเมื่อเราพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว ก็ไปด้วยกันไม่ได้อยู่ดี

 

อย่างน้อยเราก็มีช่วงเวลาชีวิตดีๆ ที่อยู่ด้วยกัน

ขอให้ไปดี รักเสมอนะ U’ll be in my heart จรุ๊บๆ

 

 

ในหนึ่งวันเดียวกัน คุณทำอะไรกันบ้างจ๊ะ?

 

Advertisements

ชีวิตหลังปีใหม่

 
 
 
 
สวัสดีครับ กระผม ยมฑูตแห่งสุขภาพ ขอเรียกแทนตัวเองสั้นๆ ว่า ทูตฯ แล้วกันนะครับ
วันนี้ จะพาไปเยี่ยมเยียน อาการของสาวนางหนึ่ง ชื่อน้องนู๋หนึ่ง (นามไม่สมมต)
เพราะเราได้ข่าวว่า หล่อนไปฉลองคริสต์มาส ที่ รพ แห่งหนึ่ง
และหลังจากออกมา ก็กลับเข้าไปอีกรอบ และ อีกรอบ
ยังความสงสัย แก่ ทูตฯ นักแล ว่า หล่อนติดใจอะไรหนักหนา
ถึงได้ สเปน เวลาช่วงเทศกาลนี้ แด่โรงพยาบาลอย่างไม่อิหลัก อิเหลื่อ
มาฟังเธอเลยนะครับ….
 
หลังผ่าไส้แตก เอ๊ยไส้ติ่งแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ
ก็มีเดินเล่นได้ อยู่ วันสองวัน เมื่อวันเสา ทิด อ่ะค่ะ
ยังไปวางระเบิด เอ๊ย ไปเดินเล่น เซ็นทรัลชิดลม ลาดพร้าว
ไปโบสถ์ เรื่อยเปื่อย ก็มีการตึงๆ แผลบ้าง
 
แล้วเกิดอะไรขึ้นถึงกลับไป รพ อีกรอบ
หลังจากนั้นปวดท้อง ค่ะ เจ็บมากๆ ไม่รู้จะเจ็บไปถึงเมื่อไหร่
ปวดร้าวมันเป็นยังไง รู้แล้ว ซึ้งใจดี โฮว โฮ….
 
พอครับพอ ขอสาระครับ
อ่อๆ ก็คือนั่นแหล่ะค่ะ ปวดท้อง อีกรอบ เลยสงสัยว่า
หมออาจลืมกรรไกร หรือมีดไว้ เลยจะเอากลับไปคืนค่ะ
เพราะการยักยอกของหลวง น่าจะมีความผิด
ก็ไปเข้าฉุกเฉินกลางดึก อีกรอบ ระบุหาหมอคนเดิม
ก็เข้า สเต็ปเดิมค่ะ ตรวจเลือด ตรวจปัสสะวะ x-ray อัลตร้าซาวน์
 
คล่องเลยสิครับ
อ๋อ คล่องค่ะ ทำมาหลายรอบ รู้วิธี แต่มีบ้างที่ ปัสสะวะเฉไฉไม่ลงกระปุก (เขิลล์ จัง)
 
แล้วผลเป็นไงบ้างครับ
ก็รอผลตรวจต่างๆ แล้วคุณหมอก็อ่านผล
ไม่เจออุปกรณ์ผ่าตัด ก็เลยตัดประเด็นนี้ไป
อ่อ ไส้ติ่งอีกอันก็ไม่เจอ คงไม่ใช่ปวดไส้ติ่งอีกแน่
ก็สันนิษฐานว่า อาจลำไส้อุดตัน แต่ก็ถ่ายได้ ผายลมได้คงไม่ใช่
เค้าเลยบอกว่า น่าจะเป็นเพราะลำไส้ยังทำงานไม่ปกติ
ก็จ่ายยา ลดกรด ลดแก๊ซ มาทานค่ะ
 
แล้วหลังจากนั้นก็ได้ข่าวว่าเข้า รพ อีก
หลังจากเข้าฉุกเฉินอีกรอบวันพุธ ทานยาไป วันพฤหัส ก็ยังไม่ดีขึ้น
คือ นอนปวดท้องทั้งวัน ปวด ป๊วด ปวด เรียกได้ว่านอนปวดกันทั้งวันทีเดียว
ทีแรกก็นึกๆ นะคะ ว่าจะเปลี่ยนไปหา หมอผี ดีไหม
แต่เท่าที่ถาม เพื่อนๆ ดู ก็ไม่ค่อยมีใครรู้จักหมอทางด้านนี้เท่าไหร่
เลยโทรไปนัดหมอ ที่วิชัยยุทธ ค่ะ
คุณหมอเลยบอกว่า วันศุกร์ 8 โมงเช้าไปหาแล้วกัน
 
ทางออฟฟิตว่าไงบ้างครับ ลานานขนาดนี้
ก็โทรไปบอกแล้วเค้าก็ไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ
แค่บอกว่า วันจันทร์ก็กลับมาเก็บของไปได้เลย
เพราะผิดกฎบริษัท จ้างมาครบ 32
มาตง มาตัด อวัยวะส่งเดชแบบนี้ บริษัทไม่ยอมค่ะ อิอิอิ
ล้อเล่นค่ะ ทางบริษัทเค้าก็พูดจาดีมีมารยาทอ่ะค่ะ
บอกว่า ก็รอให้ เฟรชๆ ค่อยกลับมาดีกว่า ไม่ต้องห่วงทางนี้
(จริงๆ ก็เครียดอยู่นะคะ นึกถึงหน้าพี่ที่เค้าทำงานแทน แล้ว ขะหยองเกล้ามากๆ)
ถ้าจะตกงานก็คงตกกันทั้งบ้าน ทั้งแม่ ทั้งพ่อ ทั้งลูก ลางานกันหนุกหนาน
 
แล้วหมอที่วิชัยยุทธว่าไงบ้างครับ
หลังจากตรวจแล้ว คุณหมอก็ชี้แจงว่า
ประเด็นแรกถ้าการตรวจรักษาที่จุฬา ถูกต้องแต่แรก คือเป็นไส้ติ่ง แล้วตัดไปแล้ว
เป็นไปได้ว่า คนไข้บางคนมีผลจากยาแก้อักเสบของไส้ติ่ง จะส่งผลให้ลำไส้อักเสบ
ทำให้ย่อยอาหารได้ยาก ซึ่งหมอขอสันนิษฐาน ให้เป็นไปตามนี้
คือรักษาถูกต้องตั้งแต่แรก แต่มีผลกระทบจากยา
 
แล้วแก้อย่างไรครับ
ปรับอาหาร ค่ะ เนื่องจากลำไส้ไม่ย่อย จึงไม่ควรกินอาหารที่ย่อยยาก
เนื้อสัตว์ นม นมเปรี้ยว น้ำเต้าหู้ ผลไม้ และน้ำผลไม้ ของเผ็ด ของแซ่บ ให้ละเว้น
แล้วให้ยามาทาน 1 ตัว วันละ 4 ครั้ง ห้ามลืม
ถ้าเป็นจากอาการลำไส้อักเสบ กินแต่อาหารอ่อนๆ เช่นข้าวต้ม โจ๊ก
แล้วกินยา อาการจะหาย ดีขึ้นภายใน 1-2 วัน แน่นอน
ซึ่งก็งงๆ อยู่ เพราะคุณหมอที่จุฬา บอกว่าให้ทานได้ทุกอย่างที่อยากทาน
เลยซัดซะหลายอยู่ ทั้งเบอร์เก้อ ซูชิ พิซซ่า ผลไม้นี่ทานทู๊กวัน
เสียดายยังไม่ได้จกส้มตำให้หายอยาก
 
ยังมีประเด็นอื่นอีกใช่ไหมครับ
ประเด็นที่สอง คือ ถ้านะคะ ถ้า วินิจฉัยผิดแต่แรก คือไม่ได้เป็นไส้ตุง ไส้ติ่ง
มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรตั้งแต่แรก ท้องก็เลยยังปวดอยู่
ก็คงต้องกลับมาหาอาการกันใหม่ แต่ก็ลองทานยา อันนี้ไปก่อน หากไม่ดีขึ้น
ค่อยมาตรวจเช็คอย่างละเอียด ละเมียด ละไม อีกหน
ส่วนประเด็นสุดท้ายคือ โชคร้ายเป็นโรคใหม่ที่ยังไม่เคยเกิดมาก่อน 555 ซะงั้น
 
แล้วส่วนตัวคิดเห็นอย่างไรกับการผ่าไส้ติ่งครั้งที่ผ่านมา
ไม่ทราบสิคะ คุณหมอคงทำไม่ผิดมั๊งค่ะ เพราะไม่ได้ขอหลักฐานเอาไว้ด้วย
แต่อย่างไรเสีย ก็ที่มันแล้วก็แล้วๆ กัน
ภาวนาให้เป็นแค่ลำไส้อักเสบ จากการผ่าตัด อย่าได้งอกเงยโรคใหม่เลยค่ะ
 
ยังมั่นใจในการใช้ประกันสังคมหรือไม่ครับ
ก็ นะคะ จริงๆ ก็คิดว่าน่าจะเหมือนๆ กันกับคนไข้ทั่วไป
แต่ ก็เห็นมีแยกห้อง แยกชั้นไว้สำหรับประกันสังคมโดยเฉพาะ
ยาครั้งล่าสุดที่ได้มาก็เป็นยาลดกรด ขวดละ 20 บาท แล้วก็ airX
แต่ที่วิชัยยุทธนี่ ยากระปุกเดียว 20 กว่าเม็ด ก็เข้าไป 290 แล้วค่ะ
ไม่อยากจะสรุปอะไรเหมือนกัน เดี๊ยวจะหาว่า โครงการของรัฐบาลเค้าไม่ดี
จะกลายเป็นแกว่งเท้าหาตารางกันไป
 
โอเครครั๊บ ถ้างั้นเราคงต้องปล่อยให้คุณน้องนู๋หนึ่งไปพักผ่อน
ก่อนจาก มีไรจะฝากไหมครับ
ฝากให้ทุกคนรักษาสุขภาพมากๆ
ภาษิตที่ว่า An apple a day keep a doctor away!
อย่าไปเชื่อค่ะ ดิฉัน หม่ำแอ๊ปเปิ้น วันละลูก และน้ำแอ๊ปเปิ้น ทุกวัน
ยังนอนไส้แตกได้ ก็เอาเป็นว่า รักษาสุขภาพอย่างพอเพียง
ตัดไส้ติ่งทิ้งเมื่อมีโอกาส แล้วกันนะคะ
บุญรักษาถ้วนหน้าค่ะ
 
เช่นกันครับ สวัสดีครับ
โชคดี และ สวัสดีค่ะ