Month: February, 2006

กาเป๋า

 
 
 
 
"กาเป๋า" ถือเป็นของที่เราซื้อบ่อยสุด พอๆ กับรองเท้า (และขนมหมา)
เมื่ออาทิดย์ที่แล้ว เจอผู้หญิงคนนึงสะพาย กาเป๋าสีน้ำตาล
โอ้วววว (กาเป๋า) น่ารักมากๆ เป็นใบปานกลาง medium size
ท่าทางใส่ของได้หลากหลายครบครัน ดูนิ่มๆ
มีปักคำว่า ROXY อยู่ในตำแหน่งที่ทำให้กาเป๋า ดูมีสกุลรุนชาติดีด้วย
แถมยังมีกาเป๋าด้านหน้าเล็กๆ 2 ใบ
ไว้ใส่ มือถือ บัตร BTS เศษเหรียญ และลิปมันได้อีกด้วย
ตั้งมั่นในใจว่า ถ้าเจอที่ไหนคงซื้อแน่ๆ
 
ผ่านมาจนถึงวันนี้ ขณะเดินผ่านริมถนนแถวชิดลม มีร้านโต๊ะตั้งข้างถนน
คนขายปู้ชาย ตะโกนปาวๆ ขายกาเป๋าราคาพิเศษ 200 ครับ 200 เท่านั้น
หลายแบบ หลายดีไซน์
ไม่ได้หล่ะ ต้องแวะดูซักหน่อย 200 บาท ฟังดูถูกดีนี่หว่า
ฉับพลันนั้นเอง สายตามองไปเห็นกาเป๋าที่เคยหมายมั่นปั้นใจไว้
สีน้ำตาลใบนั้น บุพเพสันนิษวาสแท้ๆ แต่คงมีบุญพอๆ กับมีกรรม
มันดั๊น อยู่ในมือของพี่สาวคนหนึ่ง กำลังจับๆ เลือกๆ พินิจพิเคราะห์
แหง๋แหล่ะ ในใจได้แต่ภาวนาว่า วางสิฟร่ะ ๆ แน๊ะ เหมือนพี่แกรจะมีเซ้นต์
คงรู้สึกถึงรังสีอัมหิตแห่งความอยากได้ แผ่กระจายปกคลุมโดยรอบ
พี่แกร ก็ถือไว้ซะงั้น แล้วเลือกใบอื่นต่อไป
 
การสาปแช่งในใจเราไม่มีผล เลยต้องเอ่ยปากไปหาคนขายว่า
แบบนี้มีสีอื่นมั๊ยคะ ? (ทำฟอร์มหาสีอื่น จริงๆ อยากได้ใบนั้น) มันมีสีดำอีก 1 ใบ
พี่สาวผู้นั้นก็หันมาบอกเราว่า เอาของพี่ไปดูก่อนก็ได้ พี่กำลังเลือกใบอื่นอยู่
ขอบคุณค่ะ โอยๆ ได้จับแล้ว ผ้านิ่มด้วย ใบกำลังเหมาะ สไตล์ที่โปรดเลย
พี่สาวก็มารยาทดี หันมาถามว่า จะเอาไหมคะ?
(ตาลุกวาว แต่เก็บอาการ) เรามารยาทดีกว่า ตอบกลับว่า
ไม่เป็นไรค่ะ พี่เลือกมาก่อน เชิญเลยค่ะ
แล้วเราก็หันไปถามคนขายทันใดว่า สีนี้มีอีกใบไหม?
ไม่มีครับ มีอย่างละใบ วันนี้วันเดียวคับ 200 พิเศษสุดๆ
พรุ่งนี้ผมไปขายที่อื่น 350 แล้วคับ คนขายกล่าว
กรำเวน พี่สาวก็ still มนุษยสัมพันธ์ดีเด่น หันมาคุยกับเราว่า
เอาคนละใบไหมค่ะ น่ารักดีนะ ไหนลองหิ้วดูสิ
เราก็มนุษยสัมพาล เอ๊ย พันธ์ ดีตอบ
น่ารักค่ะ ดูดีเลยแหล่ะพี่
พี่สาวก็ถามต่อ สีไรดี?
เราก็ตอบแบบ ไม่กั๊ก จริงใจสุดริด
สีน้ำตาลสิคะพี่ สวยกว่าสีดำ ใส่กับเสื้อผ้าก็ง่าย สีดำมันดูธรรมดาไป
อืม พี่สาวทำท่าคิด แล้วพูดว่า เสียดายน่าจะมีอีก
จะได้ซื้อคนละใบ อุตส่าห์ช่วยกันเลือก
เอาสีดำไหมคะน้อง เอาไปหิ้วด้วยกัน น่ารักดีนะ
อ่อ ไม่เป็นไรค่ะพี่ ตามสบายเลย เรากล่าว
พี่สาวแกรก็หันไปยื่นกาเป๋าสีน้ำตาลใบนั้นให้คนขาย
ไปซะแว้วววว สีน้ำตาลที่รอคอย เฮ้ออออ
หางตาเราเหลือบมองหาสีดำนินุง เพื่อที่จะได้พบว่า มันได้โดนซื้อไปแล้น
เวงกรำ ก็ได้แต่หันหลังแล้วเดินจากมา…
 
หากแม้มีวาสนา สุดขอบฟ้ายังตามพบ
แต่หากไร้วาสนาแล้ว อยู่กับมือ ยังแคล้วคลาด
 
แต่แปลกที่ความทุรนทุรายในการพลาดของนั้น
น้อยลงกว่าที่คาดว่าจะเป็นเยอะมาก
เดินจากมาแบบ อืม เฉยๆ อ่ะ ถ้าเป็นตอนก่อน
คงกร่นด่า โชคชะตา ฟ้าดินไม่เข้าข้าง
แค่กาเป๋าใบเดียว ทำไมเราเอามาไม่ได้ บนบานสานกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ขอให้ได้เป็นเจ้าของ (เว่อร์ไปแล้ว ตรู -__-”’)
นี่แสดงว่า ป่า ได้กล่อมเกลาจิตใจเราจริงๆ นะ โฮะๆๆ
(เห็นมั๊ย น้ำ ชั้นเป็นตัวอย่างของการ ไม่คิดฟุ้งเฟ้อ ทางวัตถุนิยมได้นะแกร
หรือคิด แต่ก็น้อยลงแหล่ะว๊า)
 
+++++
 
ตอนค่ำแวะกินข้าว ตลาดโต้รุ่งแถวบ้าน หิวน้ำ สั่ง น้ำแดงมะนาว
ตอนมาเสริฟ คนขายคงเป็นลูกศิษย์ ฟิลิป แน่ๆ
มันเล่นกลเปลี่ยนสีมาให้ เขียวมาเรย
สั่งแดง ได้เขียวซะงั้น ยั๊งมีหน้ามาหัวเราะ แล้วถามว่า กินได้ไหม
เหอๆๆๆ ก็ได้พี่ เอาก็ได้ แหม่ ทีหลังช่วยบอกนู๋หน่อยนะจ๊ะ
ว่าถ้าอยากกินน้ำแดง ให้สั่งน้ำเขียว อย่าสะเออะ สั่งน้ำแดงเชียว
แม่ชิม แล้วบอกอร่อยดี เดินไปสั่งบ้าง
ถามคนขายว่า คราวนี้พี่อยากได้น้ำเขียว อ่ะค่ะ ต้องสั่งว่ายังไงคะ
ทึ่ง โป๊ะ ! ชวนชื่น กับคนขายซะงั้น กร๊ากกกก ๆๆ…..
 
ระหว่างกินอยู่ มีคนหิ้วของมาขาย เป็นตุ๊กตาขนๆ ใส่ถ่าน
ตัวเล็กพอประมาณ เดินกะดุก กะดุกได้ ร้องได้
พ่อก็เรียกมาซื้อ อารมณ์แบบ บอกคนขายว่า จะซื้อไปฝากเด็กที่บ้าน
แต่เรารู้น๊า ซื้อไปให้เจ้าลั่มอะดิ
เหอๆ ได้มาแระ เป็นตุ๊กตาหมาสีน้ำตาล
เดินหน้า เดินหลัง เห่าแอ๊บๆ ราคา 80 บาท ลดจาก 99
 
ถึงบ้าน บอกกอลลั่มว่า มีเพื่อนมาฝาก เปิดสวิทช์ ปล่อยลงเดิน
กาดุ๊กๆ ร้องแอ๊บๆ อ่อ ตาเป็นไฟกระพริบๆ สีเหลืองๆ ด้วย
เดินหน้าไม่ทันพ้น 5 ก้าวดี ยังไม่ทันโชว์เดินถอยหลัง
กอลลั่ม ยีรัมภ์ ก็จัดการโชว์ ทุ่ม-ทับ-จับ-หัก
สารพัดท่าไม้ตาย กัดๆ สบัดๆ วิ่งคาบไปรอบบ้าน ฟาดโน่นที ฟาดนี่ที
หักงวงไอยรา หนุมารถวายแหวน มณโฑนั่งแท่น จรเข้ฟาดหาง จรกาลงสรง ฯลฯ
ยังไม่ถึง 3 นาทีดิบดี ระฆังไม่ทันดัง
น๊อค์เอ๊าช์ ตั้งแต่ ยกแรก คร้าบ พ่อแม่พี่น้อง
มีเศษชิ้นส่วนพลาสติก กะเด็นออกมา นอกตัว
ถ้าเป็นคน คงเปรียบได้กับ กระดูกหักออกมานอกเนื้อ
หนังตาเปิดถลน จมูกบิดเบี้ยวแบบยันฮีไม่รับรักษา ตัวเปียกชุ่มน้ำลาย
นึกสภาพ หมาสีน้ำตาล โดนเจ้าลั่มคาบไว้ ปากกัด ตีนถีบ สะบัดๆ
หมาน้อยก็ดิ้น กาดุ๊กๆ ทำท่าเดินกลางอากาศ และร้องแอ๊บๆ ไปด้วย
พอๆๆ ทนดูสภาพไม่ไหว จับแยกเลย ทางใครทางมัน
 
เชิญคุณกอลลั่ม เล่นเก้าอี้พลาสติกต่อไปนะลูก เหมาะกับลูกสุดแล้ว
(ของโปรดมันคือ การแทะเก้าอีกพลาสติกที่ไว้นั่งซักผ้า แทะขาตั่ง
ขาตู้รองเท้า ประตูกรง แล้วก็ ลูกล้อขาราวตากผ้า
ของเล่นดีๆ สารพัด ทำพังหม๊ด ไม่อยากจะบอก
เครื่องแปลภาษาหมา ไฮโซ มันก็กัด เจ๊งไปแล้ว T_T… ลิงจิงๆ มันนี่)
 
อืม.. สงสารแต่เจ้าตุ๊กตาหมาน้อย ชาติหน้ามีจริงฉันท์ใด
ขอให้ได้เกิดมาเป็นหมาคอมมานโด เข้มแข็งกว่านี้
รู้จักยุทธวิธีในการป้องกันต้วเอง ด้วยเทิญ.
 
 
ลป. (ลืมไป) เครื่องคอมเป็นไรไม่รู้ โหลดรูปไม่ได้ ไว้โหลดได้ จะเอารูป
ภาพหมาน้อยสีน้ำตาลมาเป็นหลักฐานความ ต้มยำกุ้ง ของมันซะหน่อย.
 
 
Advertisements

เรื่องนี้ไม่มีชื่อ

 
 
 
 
 
การไม่มีชื่อเรื่อง มันก็เป็นชื่อเรื่องอย่างหนึ่ง
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เรื่องนั้นชื่ออะไร
หากแต่อยู่ที่มีอะไรจากในเรื่องนั้นต่างหาก
 
จุดหมายปลายทางที่เราต้องการไป
ก็เป็นแค่ จุด ฟูลสต๊อป ของการเดินทางนั้นๆ
เพื่อจะได้เริ่มมีการเดินทางอันใหม่เกิดขึ้น
และสิ่งสำคัญ อยู่ที่เรื่องราวระหว่างการเดินทางนั้น 
มิใช่หรือ?
 
จุดฟูล สต๊อป ของเราในทุกๆ วัน ล้วนแต่ เป็นจุดเดิมๆ ซ้ำๆ
หากแต่ สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ story ที่พบเห็นหรอก
 
การเดินทางกับส่วนรวม ทำให้ได้เห็นเรื่องราวมากมาย
เหมือนการดูทีวี มันคือเรื่องสั้น มันคือโฆษณา มันคือตลก
แน่แหล่ะ บนรถไฟฟ้า คงหวังจะได้ดูหนัง
หรือดูละครเรื่องยาว คงเป็นไปไม่ได้
ผู้คนผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนมากหน้าหลายตา
 
เรื่องราวที่ได้พบ ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเลือก กดรีโมทช่องไหน
มันขึ้นอยู่กับว่า เราจะก้าวเข้า โบกี้ไหนต่างหาก
 
เราเคยดูตลกสั้นๆ  บนรถไฟฟ้า เมื่อนานมาแล้ว
แต่ยังฝังสมองอยู่ นึกก็ขำทุกที —
 
เรื่องของเด็กหญิงนักเรียน นานาชาติ
น่าจะอายุอานามซักไม่เกิน grade 4 ได้
ที่คุยกับพี่เลี้ยงตัวเอง อย่างฉะฉาน มั่นใจ ตามสไตล์อินเตอร์
พี่เลี้ยงมีลักษณะเป็นทอม
เด็กหญิงคนนั้นถามว่า :
"พี่ เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง อ่ะ
พี่ผม สั้นเหมือนผู้ชาย
แต่ เสียงเหมือนผู้หญิง?"
พี่เลี้ยงไม่ตอบกระไร
เด็กหญิง จึงตะโกนขึ้นว่า :
"เจ้าข้า เอ๊ย ช่วยด้วย พี่คนนี้เค้าไม่รู้ว่า เค้าเป็นเพศอะไร
หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ 555"
แล้วจึงพูดให้คำแนะนำเชิงคำถาม กับพี่เลี้ยงของตนเองอีกว่า
"พี่ใช้ ปริ๊ หรือ จรู๋ว ฉี่ หล่ะ???"
 
อืมมม…. คงให้พี่เลี้ยงแกร ไปคิดเอง ถ้าทุกวันนี้เค้าใช้ ปริ๊ ฉี่ ก็คงเป็นหญิง
แต่ถ้าใช้ จรู๋ว ฉี่ ก็คงเป็นชาย
เด็กนานาชาติ grade 4 นี่เค้ามีเรียน เพศศึกษาไหม?
 
ล่าสุด เราก็ยังเห็น น้องปิ๊กาจู๋ว คนนี้บนรถไฟฟ้านะ
แต่ พี่เลี้ยงเค้า ไม่ใช่คนเดิมแล้วหล่ะ…..!
คนใหม่เป็นผู้หญิงแน่ๆ ผมยาว คะๆ ขาๆ
สงสัยคนเก่า คงไปค้นฟ้าคว้าดาว
หา ปิ๊กาจู้ว ตัวเองอยู่ที่ไหนซักแห่งเป็นแน่.
 
 
นอกจากนั้น เรายังมีโอกาสได้สำรวจตัวเอง
อาศัยคนอื่น เป็นกระจกเงา สะท้อนเตือนเรา
ผ่านการกระทำของพวกเขา..
 
..นั่นไง เห็นคนที่ยืนพิงกระจกไหมหล่ะ
หันหน้าไม่ต้องมองใคร ยืนชิดประตู
หารู้ไหม ตรูดหล่อน น่ะ บ๊ะ บรี้ แนบแน่น กะกระจก
อยู่ตรงหน้าคนที่นั่ง อยู่อีกฝั่งของกระจกเลยหล่ะ หล่อนจ๋า ..
 
 
..สังเกตไหม คนส่วนใหญ่ชอบยืนเกาะเสาตรงประตู เวลาเดินเข้าไป
จะมีคนอยู่ บางคน ที่ แสดงความเป็นเจ้าเข้า เจ้าของ
เหมือนเสาต้นนี้ ข้าแบกมาจากบ้าน ข้าห่างมันไม่ได้
ตั้งแต่ท้ายทอย แผ่นหลัง จนถึงตรูด ต้องสัมผัสกับเสาไว้
ยืนพิงมันซะงั้น แล้วคนที่ไม่มีที่เกาะ หรือ เตี้ยแล้วโหนไม่ถึงนิ
ะให้รูดเพ่ แทนเสา หรืออย่างไรมิแซ่บ .. กรำ เวง
 
..ประมาณนั้ ฯลฯ…
 
 
จะว่าไป เราก็มีไร ขำๆ ให้ดูทุกวันนะ เหอๆๆ
 
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 

(‘.’).oO(………….)
 
การไม่มีชื่อเรื่อง มันก็เป็นชื่อเรื่องอย่างหนึ่ง
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เรื่องนั้นชื่ออะไร
หากแต่อยู่ที่มีอะไรจากในเรื่องนั้นต่างหาก

 
การไม่ได้พูด ก็คือการพูดอย่างหนึ่ง
เรื่องราวทั้งหมด ถึงแม้ไม่ได้พูดออกไป
ก็ปฎิเสธไม่ได้ ว่าเราคิดอย่างนั้น
 
บางเรื่องเก็บไว้ก็ดีอยู่แล้ว
สารพัดเหตุผล มาทำให้พูดออกไป
สิ่งที่กังวลใจ คงจะถูกปลดปล่อยไปพร้อมกับคำพูด
 
แล้วคำพูดมันรีวาย ได้เหมือนวิดีโอเทป ไหมหล่ะ?
สุดท้าย ก็ได้ปลดปล่อยออกไปอย่างที่หวังไว้
เพื่อแลกความกังวลอันใหม่ เข้าสู่ใจแทนที่อันเดิมต่างหาก
 
 
สิ่งที่เลวร้ายที่สุด ของการพูด
คือ คำพูดที่สวนทางกับความเป็นจริง
พูดให้ตรงกับใจ มันยากอะไรหนักหนา?
 
 
เรื่องเลวร้ายที่สุด ที่เราได้ทำไปเมื่อคืน
คงเพราะอวัยวะเรามีปัญหา
ปาก และใจ ทำงานไม่สัมพันธ์กันหล่ะมั๊ง
 
 
 
: What i hv done last nite…. stupid me :
 
 
"..แม้แต่คนที่โง่ที่สุดในโลก
ก็ยังต้องการแสงยามเช้าจากพระอาทิตย์
เพื่อให้เค้า ได้เริ่มวันใหม่ อีกครั้ง.."
 
-n i c k y-
 
 +++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
 
 

ขอความคิสเห็นค่ะ

 
 
 
 
ขอความคิสเห็นเด้อหล้า
 
 
ขณะนี้ทุกท่านกำลังอยู่ในรายการ เพื่อนช่วยเพื่อน น่ะกรั๊บ
 
มีเรื่องมาให้ท้า สมอง ประลอง ปัญญา มยุรา กันหน่อย
ครือเรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อวันศุกร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์  ที่ผ่านมา
ได้เข้ารับการตรวจกับคุณหมอท่านนึง (ขออนุญาติสงวนนาม——- เพราะจำชื่อไม่ได้)
หัวข้อที่เป็นประเด็นในวันนั้นคือ ระบบทางเดินอาหาร
หลังจากเจรจา สอบถาม พูดคุย ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ คุณหมอแถลงข่าวว่า
น่าจะมีอาการผิดปกติที่ ลำไส้ใหญ่ จึงสั่งให้ยา มากินคุมอาการ
และ ขอให้ทำขั้นตอนต่อไปในการวิเคราะห์โรค 2 ขั้นตอน อันได้แก่ 
ขอผลวิเคราะห์การตรวจเลือด และ ผลวิเคราะห์การตรวจ อุอิ๊
 
ขั้นตอนแรก เจาะเลือด
อันนี้ ทำได้เลย ณ ห้องเจาะเลือด เดินถือใบเจาะเลือดเข้าไปในห้อง
ที่คุณๆ พยาบาล กำลังจับกลุ่ม เมาท์ ตั้งแต่เรื่องการเมือง จนถึง ล๊อตตี้ บอย
เจาะไป 3 หลอดเล็กๆ ปวดแขนน่าดู
 
 
ขั้นตอนที่โสง เก็บอุ๊อิ๊ มาตรวจ
อันนี้แหล่ะ ที่เป็นปัญหาสำหรับตัวข้าพเจ้าเอง
พยาบาล ยื่นกะปุกให้ สีฟ้าหม่นๆ ฝาพลาสติกสีขาวขุ่น
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1 นิ้ว ….. Yes ! only 1 inch -_-‘
ลึก ซัก 3 cm. ได้ ช่างเป็นกะปุก เล็กๆ กะทัดรัด น่ารักเหลือใจ
คุณพยาบาลอธิบาย ว่า เอา อุ๊อิ๊ ใส่ในกะปุกนี้
ควรเอา อุ๊อิ๊ ที่เป็นของช่วงเช้า จะดีมาก
และควรส่งคืนภายในวันที่ทำการ อุ๊อิ๊ เลยนะคะ
ส่งคืนที่ชั้น 14 ได้ทุกวัน ก่อนคุณหมอนัดอีกรอบค่ะ
ซึ่งวันที่หมอนัดอีกคือ วันที่ 17 ที่กำลังจะมาถึงนี้
-______-”””
 
ทำไงหล่ะคะ ทีนี้ ตอนนี้ผ่านไปแล้ว 1 สัปดาห์
ยังดีไซน์ การนำ อุ๊อิ๊ ใส่กะปุก ไม่ได้
 
ลองนึกดูสิคะคู๊ณณณณณณณ
ต้องเก็บอุ๊อิ๊ ยามเช้า ที่แสนจะรีบเร่ง แข่งกับเวลา
เพื่อออกมาประกอบอาชีพ หารายได้ไปรักษาตัว
แถมโถส้วม ปัจจุบันที่พวกเราใช้อยู่นั้น เป็นโถนั่ง
แล้ว ตรูจะเล็งอย่างไร ให้ลง กะปุก เส้นผ่าศูนย์กลาง ที่มองดูแล้ว
น่าจะเล็กก่า ก้อนอุ๊อิ๊ ที่ร่วงลงมา
แล้วถ้า มันพลาดเป้า เกิดการ deviation??
หรือ ถ้ามันเข้า เป้าแบบ เต็มๆ จนล้นออกมา?????
หรือ หรือ ถ้าปล่อยลงไปนอนเล่นอยู่ในน้ำ
แล้วค่อยอัญเชิญขึ้นมา ควรทำพิธีอัญเชิญ อย่างไรเล่า ?…. แค่คิส ก็เครียดแล้น
แล้วอีกอย่าง ถ้าปล่อยลงไปปนเปื้อนในน้ำแล้ว
ผลวิเคราะห์ จะออกมาผิดพลาด หรือไม่
อาจกลายเป็น ในลำไส้มีคลอรีน เยอะผิดปกติ นะเคอะ !?!? กรำดิ
 
โอ่ย อีก ไม่ถึง อาทิตย์ จะ dead line แกรกๆๆๆ เกากาบาน เรย
หรือจะแก้ปัญหาที่  packaging โดยหา package ใหม่ ไฉไล กว่าเดิม
ดูเป็นกะปุกสมบุก สมบัน กว้างขวาง รองรับได้ทันที ไม่ซึมเปื้อนขอบ หรือไหลย้อยกลับ
แต่พอไปส่งเค้า จะดูเกินหน้าเกินตา บ่งบอกฐานะ ไปหรือไม่ เหล่าพยาบาล อาจเขม่นเอาได้
 
แวร้ก คิสไม่ออก เด๋ว เอาอุ๊อิ๊ เจ้าลั่ม ไปแทนซะนี่ หุหุ ก็มันกินแต่อาหารเม็ดนิ
อุ๊อิ๊ เป็นก้อน กลมๆ แข็งๆ สวยงาม เก็บก็ง่ายแสนง่าย
คุณหมอ คง งง กับผลการวิเคราะห์เป็นแน่ อาจนำข้าพิเจ้า ส่ง รพ.สัตว์เพื่อตรวจเช็คต่อไปก็ได้
 
 
======
 
 เอาหล่ะ คู๊ณ คุณ ทั้งหลาย ที่ผ่านมาอ่านทุกคน
อย่าแค่มาอ่าน หาความสุขชั่วครู่ ชั่วยามกับ Blog ข้าเจ้าเท่านั้น
กรุณาทิ้งร่องรอย การเข้ามาไว้ด้วย
หมายถึง ช่วยแนะนำ คอมเม้น ชี้ทางสว่าง
อย่ารู้สึก อุ๊บาด หรือกะอักกะอ่วนใจ
มันแค่เป็น 1 ใน process ของการเก็บ by product
เพื่อนำไปประมวลผลต่อในขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น
 
ผู้ที่เคยมีประสบการณ์ดังกล่าวข้างต้น
อย่าทำเป็นทองไม่รู้ร้อน หวงวิชา สงวนภูมิ
อย่างน้อยๆ ก็เป็นวิทยาทาน แก่ผู้อื่นๆ ที่เข้ามาอ่าน
เผื่อประสบ ชะตากรำเดียวกัน
 
ส่วนผู้ที่ไม่เคย ช่วยตีแผ่จินตนาเกิน creativity บรรเจิด ออกมาโชว์ด้วย
มีดีอะไร งัดออกมา กันให้หมด ปลากาดให้โลกรู้ไปเรย
 
(คำแนะนำใคร โดนใจ นำไปใช้ได้สำเร็จ
จะยกกอลลั่ม ให้เลี้ยง ฟรีๆ 1 อาทิ๊ด!…ลงทุนสุดริด นะนั่น)
 
หากผู้ใด เข้ามาแล้ว เฉยเมิน ไม่ทิ้งร่องรอย จากไปแบบไร้วี่แวว
ไม่สนใจจะทำบุญทำทาน แก่ข้าพิเจ้าที่กำลังเดือนร้อนแล้วไซร้
 
ขอสาปแช่งให้ อุ๊อิ๊ ไม่ออก
ถ้าออกก็ออกแบบไม่สุด
ถึงออกสุด ก็ขอให้ออกไม่มีวันหมด
เป็นมานุ๊ด อุ๊อิ๊ สะท้านโลก อลังการตลอดเวลา
พร้อมกลิ่น และเสียงมหากาฬไม่รู้จบ
ส๊า…..ธุ !!!!
 
 ======
 
:: เรื่องขรี้ๆ ที่ไม่ขรี้ อย่างที่คิส ::
 

บันทึกการเดินทาง จากเมือง สู่ป่า

 
 
 
 
บันทึกการเดินทางสู่ ตำบลห้วยสะพานสามัคคี อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี 4-5 กุมภาพันธ์ 49
 
การเดินทางครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรวิชา การจัดการสิ่งแวดล้อม
ของท่าน ดร.สมิทธ์ ตุงคะสมิต จุดมุ่งหมายตาม outline ของจาน คือ
1. เพื่อให้นศ ได้เรียนรู้การจัดการและวิธีคิดแบบองค์รวม (Holistic Thinking)
2. เพื่อศึกษาการจัดการป่าชุมชน และความหลากหลายทางชีวิภาพ
3. เพื่อศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้าน ที่เชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน
4. เพื่อศึกษาผลกระทบของการพัฒนากระแสหลัก และเทคโนโลยีที่มีต่อชุมชน
 
 
หมู่บ้านห้วยสะพานสามัคคีนี้ ห่างจากกรุงเทพประมาณ 120 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านชนบทธรรมดา
ที่มองแล้วไม่มีอะไรโดดเด่นนัก เรียกได้ว่าไม่มีอะไรสะดุดตาเลยคงเหมาะกว่า
ถ้าไม่มีวิชานี้ พวกเราทั้ง 14 ชีวิต คงไม่มีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตของหมู่บ้านที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวเป็นแน่
 
 
วันแรกของการไปถึง
เมื่อรถตู้ของพวกเราไปจอดยังศาลาในป่าโปร่ง มีกลุ่มคนของหมู่บ้าน ทำการต้อนรับอย่างดี
ในกลุ่มคนที่พวกเราเจอนั้น ประกอบไปด้วย
ลุงเปียก    ประธานป่าชุมชนของจังหวัดกาญจนบุรี
ลุงบุญสม  เลขาเครือข่าย
ลุงเสริม    อดีตกำนัน ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาป่าชุมชน
ลุงหมิน     กรรมการป่าชุมชน
 
 
เหล่าลุงๆ ได้แนะนำ เล่าถึงความเป็นมาอย่างคร่าวไม่ว่าจะเป็นช่วง ปี 2484 ปี2515…
ถึงจะคร่าวๆ แต่ทำให้พวกเราเห็นภาพเข้าใจได้ ว่าป่าแห่งนี้ แต่ก่อนอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก อากาศดี ฝนฟ้าต้องตามฤดูกาล
แต่หลังจากการเข้ามา ของโรงงานกระดาษ, การสร้างทางรถไฟสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2,
การเผาถ่าน นำไม้ทำฝืน จนถึงการนำไม้มาสร้างที่อยู่อาศัย
ส่งผลให้ ไม้รุ่นใหญ่ 3-4 คนโอบ จากรุ่นสู่รุ่น จนไม้รุ่นกลาง และไม้รุ่นเล็ก
ถูกนำไปสังเวยให้กับกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้เป็นจำนวนมาก
ทิ้งไว้เพียงตอไม้ ให้ดูต่างหน้าว่า ณ ที่แห่งนี้เคยมีไม้ยืนอยู่อย่างหนาแน่น 
นอกจากนั้น การเข้ามาของ โรงงานน้ำตาล และ โรงงานแป้งมันสำปะหลัง
การปลูกพืชเชิงเดี่ยว จำนวนมหาศาล เพื่อป้อนเข้าสู่ระบบ
นอกจากจะกินพื้นที่มหาศาลแล้ว ยังทำให้แร่ในดินขาดความสมดุล เนื่องจากความหลากหลายที่ไม่มีอยู่
เมื่อขาดความหลากหลาย ดินจะดำรงชีวิตอยู่ได้เยี่ยงไร
 
 
กระทั่ง พวกลุงรับรู้ได้ว่า มันเกิดความแห้งแล้งเกิดขึ้น
จุดเริ่มต้นที่คิดถึงเรื่อง ปากท้อง รักษ์ดิน และแหล่งน้ำที่วัดห้วยสะพานที่มีอยู่แห่งเดียว
และถือเป็นแหล่งน้ำดำรงชีวิตทุกคนในหมู่บ้าน
จะต้องโดนปนเปื้อนด้วยสารฆ่าแมลง และสารเคมีนานาชนิด
จึงเกิดการรวมตัวประชุม เชิญผู้บุกรุกออกไป
(ตรงนี้ฟังดูเหมือนง่าย แต่แท้จริงนั้น การเชิญผู้บุกรุกออกไป
ใช้ทั้งการเจรจาพูดคุย ใช้ 10 นิ้ว ประนมไหว้ จนถึงชีวิตที่สังเวยไป
จากต้องการปกป้องแผ่นดินที่พวกเขาถือเป็นทรัพยากรอันมีค่า และกำลังถูกแย่งไป)
เมื่อสำเร็จจึงได้กำหนดเขตแดน ตามแนวต้นไม้ขึ้น 1,008 ไร่ ณ เขตหมู่ 2 ต.หนองโรง
มีลักษณะเป็นป่าโปร่ง ไม่ได้มีต้นไม้มากมายเขียวครึ้ม
แต่ก็ไม่ได้แห้งแล้งนัก มีต้นไม้พืชยืนต้นต่างๆ รวมไปถึงสมุนไพรอีกด้วย
 
 
พวกลุงๆ เรียนรู้ว่า มีไม้ มีป่า คือ มีฝน เมื่อตระหนักได้ดังนั้น
จึงร่วมกันรักษาตอไม้ที่มีอยู่ รอให้แตกยอดใหม่ ไม่ให้ผู้ใดเข้าไปตัดอีก
และปลูกเพิ่ม รวามถึงการมี อาสาพัฒนา ป้องกัน พี่งตนเอง จัดเวรยามปกป้องป่า
มีการลาดตะเวน ทำกันเอง ไม่มีงบจากทางหลวง แต่อย่างไร
การแบกรับภาระต้นทุนที่เกิดขึ้น ความเหน็ดเหนื่อย และเสียสละตนเอง
มีแรงผลักดันมาจากใจ ที่รัก(ษ์)ป่าของพวกรุ่นลุงทั้งสิ้น
 
 
นอกจากสื่อสารกันในหมู่บ้าน ปกป้อง ป่าของตนแล้ว
ยังมีการสื่อสารออกสู่หมู่บ้านใกล้เคียง หมู่บ้านอื่นๆ
ไม่ให้มีผู้ใดเข้ามาตัดต้นไม้ และให้แต่ละหมู่บ้าน รักษาป่าของตนเช่นเดียวกัน
จนถึงปัจจุบันมีการจัดการเป้นรูปร่าง แบ่งฝ่าย มีระบบระเบียบ
มีเครือข่ายทั้งสิ้น 80 ป่าชุมชน เนื้อที่มากกว่า 58,000 ไร่
 
 
การปลูกต้นไม้ บนดินปนทราย หน้าดินที่เสียความชุ่มชื้น และพื้นล่างเป็นดินดาน
ทำให้การปลูกต้นไม้ บางครั้ง ลงไว้ 1 หมื่นต้น แต่กลับมีต้นที่รอดมาได้เพียง 5 ต้น
บางครั้ง ปลูกมา 2 ปี โตได้เพียง คืบเดียว หรือบางพื้นที่ ไม่สามารถปลูกต้นไม้ได้เลย
แต่นั่นไม่ได้ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ ท้อถอย หรือละทิ้งป่าของพวกเขา
เพราะพวกเขา เข้าใจอย่างดีว่า ป่าให้ประโยชน์แก่พวกเขาอย่างมาก ไม่ว่า
 
 * เป็นที่รวมใจของชาวบ้าน : มีการรวมตัวกันประชุมทุกเดือน และพูดคุยปรับทุกข์
อาชีพเสริมต่างๆ ก็ได้มาจากการรวมกลุ่มทำกิจกรรมกัน
นอกจากป่าจะให้ความสามัคคีแก่พวกเขา ยังให้อาชีพเสริม
ไม่ว่า จมูกข้าว แคปหมู ตอไม้ ผ้าไหมแพร เฟอร์นิเจ้อ ข้าวเกรียบสมุนไพร…
 
 * เป็นแหล่งน้ำที่สะอาดมากๆ สำหรับพวกเขา ถือเป็นพื้นที่รักษ์น้ำ มีป่า ก็มีน้ำ ป่าคือต้นน้ำ
 
 * เป็นแหล่งอาหาร supermarket ไว้ให้พวกเขาจับจ่ายใช้สอยได้ทั้ง 12 เดือน รวมถึงยาสมุนไพรต่างๆ
เป็นต้นว่า ฤดูเห็ด พวกเขาจะเข้าไปเก็บเพื่อยังชีพ และนำออกขายเป็นรายได้
เป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับป่า เค้าดูแลป่า ป่าก็ดูแลพวกเขา ถือเป็นสวัสดิการซึ่งกันและกัน
เป็นการตอบแทนกัน อย่างกลมกลืน และสมดุล พวกเขาเรียนรู้ที่จะใช้สวัสดิการนั้นอย่างถูกต้อง
เก็บเห็ด ใช้เพียงมีดปลายแหลมแคะลงไปเท่านั้น เพื่อที่จะขุดได้ตลอดปี
หากใช้จอม เสียมขุด โดนจาวเห็ดแล้ว ต้องรออีก 3-4 ปี กว่าเห็ดจะงอกขึ้นมาอีก
 
 * เป็นแหล่งเรียนรู้ จากโรงเรียนต่างๆ กลุ่มดูงาน คณะศึกษา ชาวต่างชาติ
ที่ต้องการเข้ามาศึกษาความเชื่อมโยง ในสถานที่แห่งนี้ 
เด็กนักเรียน โรงเรียนรุ่งอรุณ ถึงกับเอ่ยปากว่า สถานที่นี้คือ ห้องเรียนของเขา
เป็น super ของเขา พวกเขาจะมาที่นี่กันทุกปี
แต่เหตุใด เยาวชนของบ้านห้วยสะพานนี้ จึงไม่มีใครเห็นค่า
ของที่อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ไม่มีใครใส่ใจดูและ รักษา และศึกษา กันเล่า
 
และนั่นคือจุดเริ่มต้นให้มีเยาวชนที่ตระหนักได้ หันมาใส่ใจ 
น้องหน่อย อายุ 18 ปี เป็นตัวแทนที่มาพูดคุยกับเราในวันนั้น ได้พูดถึงจุดเริ่มต้นดังกล่าว
ว่าน้องหน่อยนั้นก็เป็นคนในพื้นที่เอง แต่กลับรู้อะไรน้อยเสียกว่า เด็กเล็กๆ ของรร.รุ่งอรุณ เสียอีก
จึงได้เซทวิธีระบบคิดของตัวเองใหม่ ศึกษา และใส่ใจต่อทรัพยากร ที่น้องหน่อยอยู่ร่วมมาตั้งแต่เกิดมากขึ้น
 
ในช่วง 2546 สกว. ร่วมกับคุณครู และผู้ใหญ่ใจดี (บรรดาลุงๆ) จัดการเข้าค่ายเยาวชน
โดยให้เด็กในหมู่บ้าน ทั้ง 4 หมู่บ้านละแวกเดียวกันคัดเลือกมาเข้าค่าย
ปลูกฝังให้เด็ก และเยาวชน รัก(ษ์)ป่า สอดแทรกความสามัคคี ความเป็นพี่น้อง และภูมิปัญญาชาวบ้าน
ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีมาก ถึงแม้ไม่อาจจะเข้าทะลุถึงจิตใจเด็กๆ เหล่านั้น ได้ว่ามาด้วยใจ
หรือเพียงเพราะอยากสนุกในการทำกิจกรรม ที่ทำให้เด็กๆ มาร่วมกัน
แต่อย่างน้อย พวกเขาคงได้ซึบซับความรักษ์ป่าไปบ้าง
และหลังจากนั้น เป็นต้นมา ก็มีการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทุกๆ วันสำคัญ
ไม่ว่าจะเป็นการ เก็บขยะในป่า การปลูกต้นไม้ การจัดฐานกิจกรรม ฯลฯ
สิ่งหนึ่งที่ประทับใจพวกเราก็คือ การให้เกียรติซึ่งกันและกัน การแสดงความเคารพ
ผ่านความเป็นไทยนั่นคือ การไหว้ น้องไหว้พี่ พี่ไหว้ลุง ถือเป็นภาพที่สวยงามมาก
และการฟื้นฟูศิลปะ วิฒนธรรมของหมู่บ้าน เช่น การรำเย่ย การร่ายพรรษา และการสวดพระมาลา
เรียนรู้ศึกษา จากผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน นำมาฝึกสอนกันจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง เพื่อให้วัฒนธรรมนี้ดำรงต่อไป
(การรำเย่ย : การร้องเพลงด้นสด ชายหญิงเกี้ยวพาราสีกัน เป็นที่สนุกสนาน โดยออกมารำทีละคู่
การร่ายพรรษา : ร้องในช่วงก่อนออกพรรษา ตามบ้านต่างๆ เพื่อขอข้าวสาร หรือขอเงิน นำไปทำบุญให้วัด
การสวดพระมาลา : การสวดเป็นเพื่อนศพ)
 
น้องหน่อย กล้าพูดได้ว่า ทุกวันนี้ ไม่มีเลย ที่น้องๆ เยาวชนจะใช้เวลาว่างในการ แข่งรถ เข้าร้านเนท ติดแชด เล่นเกมส์
คงอาจเพราะป่าแห่งนี้ ที่ผูกพวกเขาไว้ ขัดเกลาจิตใจ เป็นสายใยเชื่อมโยงพวกเขาไว้ด้วยกัน
แม้แต่ตัวน้องหน่อยเอง จากเด็กเกเร เที่ยวมาก่อน ยังทำให้หลายต่อหลายคน
อึ้งได้ ว่าป่าได้เปลี่ยนระบบ ความคิด ของน้องหน่อย ไปอย่างสิ้นเชิง
 
 
ในช่วงบ่าย หลังจากรับประทานอาหารชาวบ้านที่แสนอร่อย ฝีมือป้าหมาย ภรรยาลุงเปียกแล้ว
ลุงเปียกได้พาเราดูป่า พูดคุย เล่าเรื่อง อธิบายเล็กๆ น้อยๆ เป็นเกร็ดความรู้ที่เปิดสมองพวกเราอย่างมาก
 
 
ช่วงเย็น พวกเรามาพักที่พัก คือบ้านลุงเปียก ทำไว้เป็นกึ่งเรือนรับรอง
ชาย และหญิงแยกกันคนละหลัง
ทานข้าวเย็น แบบชาวบ้าน แต่อิ่มเหมือนกันกับตอนอยู่ในกรุง
 
ช่วงค่ำ เหล่าเยาวชนมากมายมารวมตัวกัน
รวมตัวกันเพื่อ แสดงการแสดงพื้นบ้าน "รำเย่ย" !
เป็นการแสดงที่ประทับใจมาก ประทับใจนับตั้งแต่ ทำอย่างไร น้องๆ กว่า 20 คน ตั้งแต่ ป.1-ม.3
ถึงมารวมตัวกันได้ในระยะเวลาอันสั้น เครือข่ายโยงใยอย่างไร เวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง 
ประทับใจว่า นักแสดง ดูตี้งใจมาเพื่องานนี้อย่างมาก แต่งหน้า แต่งตัวเต็มยศ
มีกลอง มีการไหว้ครู เตรียมตัวแสดง ดูน้องๆ ตื่นเต้น น้องตัวเล็กบางคนก็หาวๆ แต่ก็ดูอยากนำเสนอมาก
พ่อแม่ ก็ขี่มอไซด์ พามาส่ง คุณครูก็มาถ่ายรูป
พี่ๆ คนดูมีอยู่น้อยกว่าตัวแสดงอีก พวกเราดูเป็นคนสำคัญเสียจริง ถ้าเราดูไปหลับไป คงละอายใจน่าดู
แหม่ หลับไม่ลงหรอก เป็น ครั้งแรกของพวกเราทุกคน ที่ได้ดูการแสดงพื้นบ้านแบบนี้
ตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ จริงๆ นะ
ตอนท้าย น้องๆ เรียกออกไป รำด้วย อายๆ กัน ไม่กล้าออก อาจานบอก ใครออกได้ A ได้ผลครับ ลุกทู๊กคน
เหอๆๆ พวกพี่ๆ รำแนว ฮิบฮอบ แรบโย่ว อาจานบอกว่า ผมดูๆ เหมือนพวกคุณเต้นอยู่ในผับอย่างไรก็ไม่รู้นะ
 
หลังจากจบการแสดง ก็แยกย้าย เข้าบ้าน อาบน้ำ นอน
มีการกรี๊ดก่อนนอน เล็กน้อย เนื่องจาก ผีประดิษฐ์ ในจินตนาการของจิ๊ก …
 
: ประทับใจ รำเย่ย มาก สำหรับวันนี้ :
 
 
วันสุดท้าย
ตื่นตอนเช้า มีการตักบาตร  นุ๊ก หนึ่ง ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้
นุ๊ก กำลังอยู่ในห้องน้ำ ส่วนเรากำลังหลับอยู่ -_-‘
ออกไปกินโอวันติน ใส่จมูกข้าว และน้ำตาลทรายแดง อร่อยมากกกกก
 
เตรียมพร้อม วันนี้ เดินจากบ้านลุงเปียก สู่ป่า ระยะทาง 4 กม.
เดินไป ลุงเปียก บรรยายไป และ ลุงหมิน ก็เดินตาม คอยบรรยายประกอบ
ตั้งแต่ต้นทาง ไปจนถึงในป่า มีเรื่องราวมากไม้ เกี่ยวกับต้นไม้
ต้นที่ประทับใจสุด คือ ต้นที่มี ห้าง อยู่ด้านบน ห้างคือ ไม้ๆ ที่ไปไว้บนต้นไม้ ไว้ให้คนขึ้นไปนั่งเล็งสัตว์ เหมือนในหนัง
ลุงเปียกอธิบายว่า เวลาเข้าป่า ต้นไม้ที่มีรากงอก มาเหนือ พื้นดิน นึกสภาพต้นโพธิ์ ต้นไทร ออกนะ มีรากๆ งอกโชว์
ต้นไม้แบบนั้น ถือว่า มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ อย่าไปนั่ง และอย่าขึ้นไปบนห้าง
ครับ ลุง เปียก ครับ ตอนที่ลุงบอก นุ๊ก หนึ่ง ก็นั่งอยู่บนรากฟังลุงตาแป๋ว กรำเวง ยกมือไหว้ไปหลายทีเลย
ลุงเล่าว่า ต้องพวกที่มีวิชา ตอนนี้ในหมู่บ้านเหลืออยู่ 1 คน คนที่มีวิชา จะเห็น จะรู้
แล้วบนห้างนั่น ตอนกลางคืน เถาวัลย์ ที่มัดไว้ จะเห็นกลายเป็นงู คนก็จะฟันมัน แล้วก็จะร่วงตกลงมา
หรือไม่ก็เห็นเสือสมิงปลอมตัวมาเป็นคนคุ้นเคย เรียกให้ลงมา
เสือสมิงจะจุดไฟไม่ติด ต้องยื่นไม้ขีดให้จุด ถ้าจุดไม่ได้ หรือเอาปากรับ ยิงทิ้งได้เรย
(ซรวยสิครับพี่น้อง ถ้าเป็นเพื่อนจริงๆ แล้วไม้ขีดมันชื้น นี่ ตายฟรีดิ)
 
ระหว่างเดินทางไป ก็กินของป่าไปเรื่อยๆ มะขามป้อม มะขามเทศ เล็บเหยี่ยว ฯลฯ
มีของเล่นด้วย คล้ายๆ ลูกยางในโฆษณา ปั่นขึ้นฟ้า แล้วมันจะค่อยๆ ร่อนหมุนๆ ลงมา
อืม เนอะ อยู่ในป่านี่ก็ไม่อดตาย แต่ต้องเรียนรู้ว่า อะไรกินได้ กินไม่ได้
เช่น ต้นซาก นี่ เคี้ยวใบ ตายเรย เม็ดมะกล่ำตาแดง กิน2เม็ด ตาย
อะไรๆ อีกมากมาย ภูมิปัญญาชาวบ้านชัดๆ
เราจบป.ตรี ยังเอาตัวรอดในป่าไม่ได้เลยนะนั่น
 
เดินตอนหลังๆ นี่ เดินนำลุงเปียกอีก แบบว่าอยากถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด เมื่อย และร้อนมาก
จนมาถึงที่หมาย พักทานอาหารเที่ยง
ทานเสร็จ นั่งล้อมวงพวกเรา อาจาน ลุงเปียก ลุงหมิน คุณครูที่หมู่บ้าน และน้องหน่อย พูดคุยแลกเปลี่ยนสิ่งที่ได้รับกัน
ลุงเปียกเอ่ยปากว่า อย่ามาชมป่าของพวกเราเลย สิ่งที่พวกเราต้องการคือ
อยากได้ความคิดเห็นของนักเรียนและอาจาน ว่าเห็นสิ่งใดที่พวกเขาไม่เห็น
หรือมีแนวความคิดอะไรเสนอให้พวกเขาปฎิบัติตามบ้าง ลุงชอบแบบนั้นมากกว่า
เพราะอย่างที่รู้ พวกลุงก็ไม่ได้เรียนสูงอะไร สิ่งที่ลุงอยากได้ที่สุด คือ ความคิดเห็นของพวกหนูๆ
 
เอาหล่ะ ลุงพูดซะ พวกเราต้องพยายาม ขุดคุ้ยเขี่ย ความคิด จากขะหมอง
สิ่งที่พวกเรานำเสนอในวันนั้น (เท่าที่จำได้ คร่าวๆ) มีดังนี้
 
   + ห่วงเรื่องสมุนไพรที่อยู่ในป่า และสิทธิบัตร
เนื่องจากมีการมาดูงานจากหลายแห่ง รวมถึงชาวต่างชาติ สิ่งที่พวกหนูห่วง ก็คือ
ถ้าชาวตปท มาเห็นสมุนไพร และนำไปปรุงยา จดสิทธิบัตร คงรู้สึกแย่น่าดู
เหมือน ข้าวหอมมะลิ ที่จดสิทธิบัตรไปแล้วหาใช่ ชาติไทยไม่
   ลุงและคุณครู จึงบอกว่า ไม่มีการจดแต่อย่างไร ก็กังวลอยู่เหมือนกัน
คล้ายๆ กับกรณีกระดาษสา ในจังหวัดนี้ หมู่บ้านนี้เริ่มทำเป็นหมู่บ้านแรก
และมีคนมาดู มาศึกษา หลังจากนั้น ทุกๆ หมู่บ้านก็ทำเป็น ทำขายกันหมด
ขาดรายได้กันไป
   พวกเราสัญญากับลุงว่า จะกลับไปศึกษาเรื่อง กฏหมายสิทธิบัตร ว่าจะสามารถจดอย่างไรได้บ้าง
เพราะอย่างที่เรียนมา คือ ต้องเป็นสิ่งแปลกใหม่ ทำยาก และไม่ใช่ความรู้ที่ใครๆ รู้ ถ่ายทอดกันต่อรุ่นมา
 
   + เสนอเรื่อง การทำ home stay ให้มีระบบ ระเบียบ เพราะถ้ามีคนเข้ามามากจริงๆ
และยังไม่มีการจัดระบบ เช่น ค่าข้าว ค่าน้ำ ค่าไฟ พักบ้านใคร ใครดูแล ก็อาจลำบากได้
ขนาดที่พวกเราไปพัก พวกเขายังไม่คิดอะไรเลย เพียงแต่ อาจาน บอกว่าเราควรช่วยมื้อละเท่าไหร่ๆ
 
   + การจัดรวบรวมข้อมูล ไม่ว่าเรื่องสัตว์ในป่า นก หรือ สมุนไพร เพราะถ้าหมดรุ่นลุงไปแล้ว
อาจไม่มีใครรู้จักอีกเลยก็ได้
   อันนี้ลุงบอกว่า ได้มีการรวบรวมไว้บ้างแล้ว
 
   + เรื่องการนำมูลสัตว์ แถวนั้นเลี้ยงวัวเยอะ มาทำเป็นพลังงาน ที่เรียกว่า ไบโอ อะไรซักอย่าง จำชื่อไม่ได้
ที่กำลัง ฮิตๆ อยู่ตอนนี้ บอกให้ลุงเขียนโครงงาน แล้วยื่นของบ อาจานแนะนำว่า น่าจะได้เพราะเค้ากำลังโปรโมทอยู่
 
   + การศึกษาดินอย่างจริงจัง เช่น ให้นักธรณีวิทยาเข้ามาดู หรือ ทำแปลงทดลอง ศึกษา ว่าจะแก้ปัญหา
ดินที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้อย่างไร อาจลอง โดยการใช้พืชช่วยปรับดิน เช่นปลูกถั่ว ไถกลบ เพื่อฟื้นชีวิตดิน
   คุณครูเล่าว่า มีนะคะ นักธรณีวิทยา ป.เอก เข้าๆ มาดู แล้วก็หายไป
คาดว่า คงเข้ามาทำวิทยานิพนธ์ มากกว่าการคิดจะช่วยฟื้นฟูอย่างจริงจัง
 
   +  การโปรโมท เผยแพร่ หมู่บ้านนี้ เพราะเท่าที่มี คือ แค่รายการทุ่งแสงตะวัน มาถ่ายทำเป็นสารคดี
ลุงอาจติดต่อกับการท่องเที่ยว เพื่อช่วยโปรโมท ช่วยด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และโอทอป
 
   + การขายของโอทอป ของที่นี่นั้น ก็ไม่ได้โปรโมท เช่นกัน ไม่ได้มีร้านขายโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่ ทำส่งตามออเดอร์
ถ้ากันพื้นที่ซักส่วน มาวางโชว์ของ อาจได้รายได้จาก พวกที่มาพัก เพิ่มขึ้นก็เป็นได้
(ขอบอกว่า ของขายถูกมากๆ ข้าวเกรียบสมุนไพร ถุงเบ้อเร่อ ปริมาณเท่า เลย์ 20 บาท 2 ถุงรวมกัน
ที่หมู่บ้านนี้ ขายถุงละ 4 บาท! แถมตอนวันกลับ ก็แจกฟรี ขนใส่ถุงมาพะเรอเกวียน อีกต่างหาก…น้ำเอย น้ำใจ)
 
   + อาจานของพวกเรา ขออนุญาติ พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า มีขึ้นก็มีลง อยากให้ลุงยึดมั่นในสิ่งที่ทำมากกว่า
และจากประสบการณ์ที่ไปมาทั่วประเทศ หมู่บ้านบางหมู่บ้านที่ดังแล้ว ผู้นำมักนึกว่าตนเองเก่งกว่า เหริง
ทำให้เหินห่างจาก ชาวบ้าน ทำให้ในที่สุดก็ล้มไม่เป็นท่า
   ซึ่งเราคิดว่า เรื่องนี้ ลุงเปียกไม่เป็นแน่ ลุงเปียก เป็นที่รักของทุกคน เป็นที่พึ่งของคนในหมู่บ้าน
ลุงเปียกบอกว่า คนอย่างลุง คำพูดถือเป็นสัจจะ
 
   + พวกเราบอกลุง และคุณครูว่า ไม่อยากให้มีการชมงาน ในช่วงเก็บเห็ด
เนื่องจากคนไม่รู้อาจทำลายเสียหายได้ ถ้าพวกเขาอยากดูจริงๆ ก็ดูผ่านวีซีดี ที่รายการทุ่งแสงตะวันมีการถ่ายทำไว้
น่าจะเหมาะกว่า
    คุณครูหัวเราะ รับทราบ และกล่าวว่า จริงด้วย และปกติมีแต่คนโทรมา บอกว่าจะขอเข้ามาดูช่วงเห็ดบาน 
 
  etc.
 
   + สิ่งสำคัญที่พวกเราเป็นห่วง และดูเหมือนจะเป็นการกดดัน น้องหน่อยทางอ้อม
คือ คำถามที่ว่า เยาวชน จะอยู่กับป่าไปนานแค่ไหน ?
ปีนี้ น้องหน่อยจะต้องตัดสินใจเลือกว่า จะเรียนต่อมหาวิทยาลัย ในเมืองกาญจ เพื่อยังอยู่ใกล้ป่าและน้องๆ ในหมู่บ้าน
หรือไปเรียนในกรุงเทพ เพื่ออนาคตที่ดี และเพื่อการงานที่มั่นคง
น้องหน่อยบอกว่า หนูกำลังคิดว่า หรือหนูจะเอาตัวเองนี่แหล่ะ ทำให้น้องๆ เห็น
คือ เรียนต่อที่ตัวจังหวัด ไม่ทิ้งป่า แต่หนูก็ยังสับสน
ลุงเปียก ก็อธิบายต่อว่า พวกรุ่นลุงๆ เข้าใจ เพราะ ถ้าท้องเค้าหิว เค้าก็ต้องหากิน เค้าก็ต้องไป
อยู่ในป่า มันจะมีรายได้อะไรเล่า ของในป่ามันไม่ได้ทำรายได้มากมายขนาดนั้น
เพียงหวังแค่ว่า อาจจะมีเยาวชน บางกลุ่ม เลือกเรียนทางป่าไม้ และกลับมาสืบต่อแค่นั้นเอง.
 
 
พวกเราๆ รู้สึก หดหู่อย่างบอกไม่ถูก
มันเหมือนกับว่า ทำไม เยาวชนตัวเล็กๆ ต้องเสียสละตัวเองมากมายขนาดนี้
เพื่อรักษาป่าของพวกเขา รักษาป่าเพื่อคืนสมดุลให้สิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวทุกๆ คน
เพียงแต่ ภาระการรับผิดชอบ อยู่บนบ่าน้อยๆ ของพวกเขากลุ่มเล็กๆ
ในขณะที่พวกเรา ได้แต่จ้องทำลาย โดยทางอ้อม และบางครั้งอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์
เราไม่กล้าพูดอะไรมาก มันเหมือน ได้แต่เสนอความคิดเห็น
เหมือนพวกเก่งตำรา ที่คิดว่าเราเรียนมาสูงกว่า โลกทัศน์กว้างกว่า
อยากให้เค้าทำตามความเห็นของเรา ที่คิดว่ากลั่นกรองมาแล้ว
โยนไปให้เค้ารับผิดชอบ โดยเราแค่พูดและเดินจากมา
แท้จริงแล้ว เราไม่เคยได้ลงมือปฎิบัติ หรือคิดจะทำแค่เสี้ยวหนึ่งอย่างที่น้องๆ ลุงๆ ทำด้วยซ้ำ
 
เราอยากทำอะไรได้มากกว่านี้ อย่างน้อย ก็ได้เอามาเล่าให้สู่กันฟัง
ตอนนี้ เรื่อง พรบ.ป่าชุมชน กำลังมีปัญหาอยู่
คนที่เห็นด้วย เพราะเค้าเข้าใจว่า คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างดี
หากไม่ให้อำนาจ ไม่ให้ความเป็นเจ้าของเขาแล้ว มันจะเกิดเหตุการ
tragidy of commons คือ คนรู้สึกว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ที่สาธารณะ ใครจะเข้าไปหาประโยชน์
ทำลาย เอาขยะไปทิ้ง อย่างไรก็ได้ เมื่อเห็นคนอื่นทำได้ ตนก็ทำด้วย
แต่หาก มีพวกชาวบ้านคอยดูแลแล้ว พวกเขาจะตั้งกฏ ระเบียบ เพื่อรักษาดินแดนทำกินของพวกเขาไว้ตราบนานเท่านาน
เหมือนอย่างที่หมู่บ้านนี้ทำ แต่หาก พรบ นี้ไม่ผ่านแล้ว ป่าก็ไม่ใช่ของพวกเขาอีกต่อไป
พวกเขาไม่มีสิทธิ์ในที่ผืนนั้น (แล้วเค้าจะไปทำอะไร) พวกคนชั้นกลาง ชั้นสูง คงไม่เดือนร้อน กับพวกชาวบ้านดอก
 
คนที่ไม่เห็นด้วย เพราะเค้าเชื่อว่า คนคือ ผู้ทำลายสิ่งแวดล้อม
จ้องหาผลประโยชน์ ไม่มีคนดี 100% ดังนั้น หากปล่อยให้ปกครองกันเอง คงไม่ดีแน่
เค้าต้องการให้ภาครัฐเข้าไปปกครองทั้งหมด หรือปกครองร่วมกับคนกลุ่มนี้
 
จะว่าไป คนที่ไม่เห็นด้วย อาจคิดแบบ นายทุนหรือไม่ ก็ไม่รู้
กลัวถ้าคนอื่นได้ไป อาจได้ประโยชน์มากกว่าตน ยิ่งเป็นชาวบ้าน ที่ดูเหมือนจะฉลาดน้อยกว่าตนแล้วด้วย
หารู้ไม่ว่า ป่าที่หมดๆ ไป นั้นเพราะนายทุนทั้งหลาย และคนในภาครัฐ
ที่ร่วมมือ หาสัมปทานให้ รับเงิน ให้พวกเขาเข้ามาทำลายป่านั่นเอง
 
 
สิ่งที่หนูได้ไม่รู้จะตรงกับ outline ที่อาจานตั้งใจให้ไว้หรือเปล่าก็ไม่ทราบนะคะ แต่มันคือ "ของจริง"
และ เหนือสิ่งอื่นใด ดังที่อาจานได้บอกเราตั้งแต่ก่อนไปว่า
ครูหวังว่าการไปครั้งนี้ จะนำมาซึ่งประสบการณ์ที่ประทับใจทุกคน
ค่ะ 2 วันที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น มันจะเป็นความประทับใจ ที่เราไม่ลืมเป็นแน่
นอกจากไม่ลืมแล้ว คงจะวนเวียนอยู่ในหัวสมองน้อยๆ
ให้เรารักป่า ไม่ทำลาย และมีความคิดพัฒนา ได้เท่าๆ กับที่พวกลุงและเยาวชนที่นั่นรัก ก็พอ
 
คำพูดของ ลุงบุญสม ที่ว่า สิ่งที่ชาวบ้านทำ อยากทำเพื่อถวาย พ่อหลวง แม่หลวง
คนเราเกิดมาหนหนึ่ง จะทำดีไม่ได้เชียวหรือ? 
 
ใช่ค่ะ คุณลุง พ่อหลวง แม่หลวงของพวกเราทุกคน
เกิดมาหนนึง ทำดีกันยากนักหรือ?.
   

58130 (I:I: & I:I:I)

 
 
 
อ่ะ ต่อๆ ตอนต่อปาย…
 
Mon 30 Jan ‘ 06
 
หลังจากนอนหลับๆ ตื่นๆ ตาโหลดคืน
แมวบ้างหล่ะ เสียงกรนบ้าง พลิกตัวกันบ้าง ปวดฉี่บ้าง
ไม่บ้างอ่ะ ปวดโคตร แต่ไม่กล้าลุกไป เดินไปอีก 500 เมตร
กว่าจะถึงส้วม ที่มีช่องๆ รอบๆ ให้ลมพัดผ่าน บรื๊อออ ปาตูก็ปิดไม่ได้ แวร้ก
 
ตื่นมา 6.30 มีแสงลำไร แต่ ออกแนวมืดๆ
แข็งใจลุกขึ้นมา จะเดินไปส้วม
เดินออกมา 3 ก้าว เวง ไมได้การ กลัว
กลับเข้าไป ทำเป็นหยิบไร ก๊อกแก๊ก หุหุหุ
ได้ผล พี่ต้อม ตื่น ครับ ชวนไปส้วมซะเรย
เพื่อนฝูงข้างเคียง ก็ตื่นด้วย ขนกันไปแปรงฟัน 
กินข้าวเช้า ฝีมือพ่อครัวคนเดิม มี ออมเลท โทสต์ แจม แกล้มผัก กะสัปรด
จัดเรียงเหมือนโรงแรม สวยมาก 
 
กลับมาเก็บของ กลั้นใจ เปลี่ยนเสื้อผ้า ครือ ชุดเดิม มันเปียกทั้งตัว
ต้องใส่กางเกงตัวเดิมพายกลับไง ดีนะ เอาเสื้อ กะเครื่องใน มาเผื่อ
แต่เย็นส่วนล่างมาก ใส่กางเกงเปียก เปียก
มันจะไม่เปียกได้อย่างไร นึกภาพ ล่องแก่ง ดรีมเวิลด์ ดิ ยังเปียก
แล้วนี่ แม่น้ำ แก่งหิน น้ำกระจาย
แถม เพื่อนเวง อีกลำ มันยังสาด เอาสาดเอา
 
เอาหล่ะ ไปกันได้
วันนี้จะพายจากแม่น้ำของ ล่องไปถึงแม่น้ำปาย ไปยังตัวเมือง
ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ออกพร้อมกัน 4 ลำ (พวกเรา 2 ลำ กะพวกใครไม่รุ 2 ลำ) ลูกเรือ หน้าเดิม พี่เสือ คนเดิม 
พายไปเปียกไป เปียกเพราะ เพื่อนเวง ลำเดิม หุหุหุ สาดไปคร้าบ สาดมา พวกเรากรี๊ด
ยังดี พี่เสือใจดี ช่วยสาดกลับ ดีมากพี่
พายไปพายมา อยู่ที่โหล่ เหมือนเดิม
วันนี้โหดมาก น้ำรู้สึกจะระดับ 3-4 ประมาณนั้น (สูงสุดระดับ 5) 
แต่เสียงกรี๊ดพวกเรา นี่ระดับ 8 ได้
น้ำนิ่งมันยังมีหน้ากรี๊ดกัน ขำๆ
โหดเพราะมีการ กะเด็นกะดอน ตกเรือ หลังจากชนหิน ตามแก่งต่างๆ
แล้วก็ เรือค้างบนโขดหิน ใครตก ก็ได้แผลกันไป
เราไม่ตก ก็โดนลากลงไป ให้สาใจ พวกขี้อิจฉา หุหุ
ไฉนเลยจะตกคนเดียว ลากลี่ ลงไปด้วย เพื่อนกัน ต้องเปียกด้วยกัน
 
 
เที่ยงพักกินข้าว ที่บ่อน้ำพุร้อน ร้อนจริงๆ พี่เค้าบอก ให้ลวกไข่ ต้มหอย กันได้เรย
เจออีกลำด้วย เป็นฝาหรั่ง มาจากอิสราเอล เค้าบอก ปาเทด ยูนี่สวยนะรู้ไหม
พวกไอก็รู้พร้อมยูแหล่ะคร๊า เพิ่งเคยมาหนแรกเหมือนกัน
 
คนอื่นแอบฉี่ในน้ำ แต่ผู้ดีอย่างพวกเราๆ แล้วไซร้
ไม่ยอมให้กางเกงเปียกฉี่เป็นอันขาด
พี่น้อง ลี่ เรา มีการไป ฉี่ แบบ แอดเวนเจ้อ มาด้วย อูยยยยย ตื่นเต้น
ปีนเขา หาโลเกชั่น หลังกิ่งไม้ อันน้อยนิดส์ ไม่รู้หล่ะ ฉี่มันตรงนี้ แล้วกัน
 
แล้วซักพักเดินทางออก
เหมือนเดิม พายไปเปียกไป ตกกันไป กรี๊ดกันไป ทิ้งท้ายกันไป
พอตามทัน ก็สงครามสาดน้ำ กันเหมือนเดิม
พี่เสือ จร๊าบมาก เอาด้ามพาย ไปลาก พี่อีกลำ ลงน้ำ
อีกลำที่ไม่ใช่พวกเราด้วย แล้วพี่แกร ก็ทำหน้าตาย
พี่สาวคนนั้น ก็งงดิ นี่ตรูหล่นน้ำได้ไงหว่า น้ำออกจะนิ่ง ขนาดนั้น
พี่เสือนี่ไม่ธรรดา ตอนเราเหลือคนเดียวบนแพ ที่ไม่ตกน้ำ
พี่แกร ก็เกี่ยวเสื้อชูชีพ หมายจะให้ตกซะงั้น
 
พาย ครับ พายๆๆๆๆ
หลังๆ เริ่มหันไปถามพี่เสือบ่อยขึ้น ว่าอีกกี่นาทีถึง
พี่แกร บอกว่าอีก 10 นาที มาประมาณ ชม.นึง ได้ เวง 10 นาที บ้านพี่ดิ
 
 
สรุปได้ว่า โน่งนุ่น ทำสถิติ ตกเรือเพราะผ่านแก่ง 4 รอบ
คนอื่นๆ ก็แค่ 2 อย่างมาก นะ ถ้ามากกว่านั้น ครือโดนผลักลงมา
อืม ทางทีมงาน ขอทำโล่ห์ให้โน่งนุ่น เรย ขนาดแก่งที่ไม่หวือหวามาก ยังตกได้นะเคอะ
 
 
ในที่สุด ก็ถึงจนได้ 4-5 โมงเย็นได้มั๊ง—พายกันทั้งวันครับ
 
ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแห้ง เพื่อเตรียมขึ้นรถกลับออฟฟิต ปายแอตเจ้อ
นั่งรถแดงๆ ของลุง ขอโบก มีเครื่องเสียง cd Jvc เปิดเพลงฝาหรั่ง แรกๆ
หลังๆ บรรเลง แค๊ง วง แบ๊ด! เอ๊ย แคล๊ช วง แบงค์! เย้ย แบงค์ วง แคลช (มุขพี่น้อง นะนั่น)
นั่งฝ่าฝุ่น ผ่านโค้ง โยกไป เยกมา ลุงพากิน ไส้กรอก ที่อร่อยที่สุดในโลก
ไม่รู้หล่ะ ตอนนั้น กิน ลิง ก็อร่อย หิวโคตร
 
จนถึงออฟฟิต พี่เค้าโยนกระเป๋าขึ้นมาให้ แล้วลุงพาไปส่ง
วิลล่า เดอ ปาย รีสอร์ท ริมแม่น้ำปายของพวกเรา
 
หลังจากนี้ สิ่งที่อยู่ใน ปาย คงไม่สามารถ อธิบายได้หมด
แต่ มันประทับจิต ประทับใจ สวยงาม
ปายเป็น ผู้หญิงอบอุ่น น่ารัก กุ๊กกิ๊ก อย่างที่เต้ยว่าแหล่ะ
แต่เราขอ สมมติให้ ปายเป็นปู้ชาย ที่อบอุ่นดีก่า ดูดี น่าอยู่ด้วย อีกเยอะ
อบอวนไปด้วยศิลปะทุกอณู คึกคักอย่างนิ่มนวล สวยงาม อย่างบอกไม่ถูก
เมืองนี้ นอนเร็ว นะ 4 ทุ่ม ก็ปิด ยกเว้น ผับ ปิดดึกหน่อย
จะเปิดกันอีกที ก็ 10 โมง สวยหลายๆ จ้าวววว
ทำไมเราไม่อยู่ปายนานๆ กันนะ มันแต่ ไป พายเรือกันอยู่ได้ ชิชิ
พักกันริม น้ำ จริงๆ ที่นี่ ปลูกอะไรก็สวยไปหมดเรย ไว้เห็นรูปถ่ายก็จะรู้
เกิน บรรยาย
ถึงแม้จะมีเวลาอยู่ในความเป็นปายแค่ชั่วข้ามคืน
แต่ทุกๆ นาทีที่อาศัยอยู่ ก็ซึมซับ ปายมาได้อย่างหนาแน่น
ปาย นี่ช่างพิเศษจริงๆ เหมือนอยู่ในดินแดน นิยาย ซักอย่าง
 
กลางคืน นอน 2 บ้าน อีก 2 บ้าน เล่นไพ่
น่านนนนน อบายมุข กลางปาย จริงๆ
 
 
 
Tue 31 Jan’06
 
ตื่นมา 7 โมง เดินไปในตลาดปาย หาข้าวเช้าแบบปายกิน
แยกๆ กันไป เรากินโจ๊ก อิสลาม
ถ่ายรูปๆ
โอ้วววว ปู้ชาย เดินตัดหน้ากล้อง ยอมได้ๆ หน้าตาดีมั่กๆ
ถ่ายกันไป เดินกันไป พยายามกอบโกยบรรยากาศให้ได้มากที่สุด
รถตู้มารอที่บ้านแระ เดินกลับไปเก็บเป๋า
ถ่ายรูปบ้านพัก
โอ้วววว ปู้ชายหน้าตาดีคนเดิม ขี่จักรยานลงมา
ที่แต้ เราก็พักอยู่ที่เดียวกัน
เค้าอยู่บ้านพัก ที่พวกเรา ขโมยถ่ายรูปอยู่พอดี
เลยขโมยถ่ายคู่จักยานเค้าด้วย หุหุหุ
 
 
ไปหล่ะ ค่อยๆ นั่งรถ เลาะไปเรื่อยๆ จากแม่ฮ่องสอน ปาย ไป เชียงใหม่
แวะวัดบ้าง แวะตลาดบ้าง จนถึงตัวเมืองเชียงใหม่
เป็นวันที่ได้ จับจ่ายใช้สอย ซื้อของกิน ซะส่วนใหญ่
เรื่อยๆ เชียงใหม่ เจริญมาก เหมือนกรุง บ้านเราหล่ะ
แต่ก็มีร้านน่ารักๆ ให้แวะเยี่ยมชม
 
 
ถึงเวลาแยกย้ายกันกลับหล่ะ
6 ไป รถทัวร์ 6 ไปเครื่องบิน
รถทัวร์ ออก สองทุ่ม
เครื่อง ออก 4ทุ่ม 45 แต่เอาเข้าจริง มันออก 5 ทุ่มครึ่ง
แอร์ เอเชีย ใครๆ ก็บินได้ แต่ถึงเมื่อไหร่มิรู้
โอ้วววววว ตอนเช็กอิน พี่น้องเรียกให้ดู
นั่นปู้ชายของหนึ่ง นิ แวร้กๆ ๆ บุพเพ สันนิษวาด เหนๆ
เจอกันอีกแล้น ป้อหนุ่มจากปาย กลับไฟล์เดียวกันเยย
แต่… ช้าก่อน ไม่นะ ไม่ นั่นไง เค้ามากะ แฟน -__-"""
เฮ้ออออ เศร้า จ.
แต่ ก็มีไรให้ฮาๆ ขำๆ ระหว่างรอไฟลท์ดีเลย์
นั่งมองเค้าจี๋จรู๋กะแฟนไปเรื่อยๆ อฉ. ดี 
 
 
ว่าแล้วก็ถึงกรุงเทพ ไวเหมือนโกหก
ถึงบ้านตี 1 ครึ่ง ได้ นอน ตี 3 ครึ่ง
ตื่นตี 5 ครึ่ง หอบสังขารมาทำงาน แ-ร่งงงง พะเลียเหลือใจ
 
 
หลังจากนี้ ใครจะไป ปาย ถ้าชวนด้วย จะขอบคุงอย่างมาก
ใครจะไป ล่องแก่ง นอนป่า ไปเรยค๊า บ่ต้องมาชวนเด้อหล้า อุอุอุ
 
+++++++++
และแล้ว โรค ลำไส้ ก็กำเริบอีกรอบครับ ไม่มีแรงไปเรียนเรย
ขากลับ อาเจียน ตลอดทางกลับบ้าน โอ่ยๆๆ
 
 
เสาร์-ทิด นี้ ไม่อยู่อีกแระ
ไปกิจกรรม กะคลาส ที่ กาจญบุรี
นอนบ้านผู้ใหญ่บ้านไรซักอย่าง
ได้เรื่องอย่างไร จะ รู้กัน เอิ๊กๆ
+++++++++
 

58130 (I:)

 
 
 
Sun 29 Jan’06 
 
เวลา 8 นาฬิกานิดหน่อย
เครื่องบินร่อนลงท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดยสวัสดิภาพ ทั้ง 4 ชีวิต
โบก แท๊กซี่มิเตอร์ ที่เพิ่งจะมีเมื่อ 2 ปีที่แล้ว start ราคาที่ 40 บาท จ้าว..
(นัดรถตู้แล้ว ผิดนัด มาช้า โบก พี่เต้อ ซะเรย) 
พาไปยัง โรงแรม นิ่ม ซี่ เส็ง ชื่อนี้ ทำกิจการหลายอย่าง มาก
ขายไอติม, ให้เช่าสามล้อถีบ, ทำขนส่ง, ทำโรงแรม, ทำเงินกู้ ฯลฯ
พาไปพบอีก 8 ชีวิต ที่นอนกองรออยู่ตั้งแต่เมื่อวาน
รถตู้คันก็มารับพวกเรา ทั้งโหล ไปมุ่งหน้าไปยังแม่ฮ่องสอน
ผ่านโค้งมรณะ หักศอก หักวา พันกว่าโค้งได้
ซินเดอลิลลี่ หัวหน้าทัวร์ เมาโค้ง นำไปก่อนใคร เมาอยู่คนเดียวด้วย
 
นั่งเป็นตุ๊กตาล้มลุก เอียงซ้ายๆ ขวาๆ 3 ชั่วโมงก่าๆ ผ่านไป
ถึงยังจุดหมายออฟฟิต Pai Advanture กินข้าวเที่ยง
คุณลุงก็เร่งจัง ให้รีบๆ ไป พวกเราก็ทาซันบล็อกกันอยู่ นี่หว่า
ไหนจะยังสับสน กับการเลือกสิ่งของลงถุงพลาสติก
ก็ไหนบอก ให้แยกใส่กะเป๋าใบเล็กไงเพ่
ตอนนี้บอกห้ามเอาเป๋าไป กินพื้นที่บนแพยาง
ต้องใส่ถุงพลาสติก ผูกปากไป
แล้วยัดลงถัง กันน้ำอีกที ฮ่วยย ไม่รู้หล่ะ เราก็เอา ในกะเป๋าเทลงถุงนั่นแหล่ะ
ลุงแกรบอกให้เอาแต่ของจำเป็น ก็ของเรามันก็คัดมาแล้วนี่หว่า ว่าจำเป็น
สบู่ แชมพู แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สำลี โทนเนอร์ น้ำหอม
เครื่องสำอาง ครีมบำรุงหน้า กันแดด ครีมทาผิว แปรงหวีผม
ถุงเท้า เสื้อกันหนาว กางเกง เครื่องใน หมวก
ผ้าเช็ดตัว ผ้าถุง ผ้าแพร ผ้าปูรองหมอน
กระดาษทิชชู่ ทั้งแบบเปียกแบบแห้ง อ่อ ยาประจำตัวอี๊ก
เออ เอากระเป๋าเป้ใบเล็กๆ แอบยัดลงถุงพลาสติกไปด้วยดีก่า
เผื่อ ต้องใช้ของในนั้น เนอะ อิอิ เสดดดดดด
แต่ละคน ก็ยัดของไม่ต่างกัน นิ ใส่ถุงพลาสติกใสๆ น่ะ
เครื่องในใครสีไร ก็เห็นๆ กันไปครับพี่น้อง
 
ขึ้นรถกะบะสีแดงของป้า ตากขี้ฝุ่น กะด๊อก กะแด๊ก กะดึ๊ก กะดั๊ก
ถึงแระ เอ้า ลงเรือ จากตรงนี้ เพื่อ พายเข้าแคมป์ นะครับทู๊กคน
ถือไม้พายไปคนละอันด้วยครับ .. แวร้กกก นี่ไม่ได้ให้พวกเรานั่งชมทัศนียภาพสองข้างทาง เฉยๆ ดอกหรือ??
แบ่งกันไป ชายๆ หญิงๆ ลำละ 6 คน
แล้วมีพี่กัปตันผู้ช่ำชอง อยู่เป็นหางเสือด้านหลัง
ลำเรา ชาย 2 หญิง 4 ไปพร้อม พี่เสือ (พี่คนนี้ประสบการ์ณนานสุดในน่านน้ำนี้แล้ว)
อีกลำ ชาย 3 หญิง 3 ไปพร้อมพี่สุเทพ (คนนี้เค้าบอกว่า หางเสือมือโปร ประสบการณ์ไม่เท่า แต่ชั้นเชิงไม่ทิ้งกันครับ) 
พี่เสือ นี่จะแนว แบบ นิ่งๆ สุขุม มีรอยบากที่คาง บอกถึงประสบการณ์อันโชกเลือด มีรอยยิ้มมุมปาก แต่แฝงด้วยเลสนัย
พี่สุเทพ จะแนว พูดๆ พูด และพูด ฮาๆ
ระหว่างทาง พี่แก ก็จะส่ง ภาษาบ้านเกิด กันเป็นยะระ ๆ
แป มะ ค่อย อ่อก ปู้ด อะ ไร กัง ก็ มะ รุ
การพาย จะให้ดี ต้อง 2 คนหน้า พร้อมกัน และคนหลังๆ ก็ต้องพร้อมด้วย
เอ่อ ไม่น่าเชื่อ เด็กปริญญาโท ทั้งหลาย ทีมเวิกค์ การพาย ล้มเหลวไม่เป็นท่า เง่อ..
พายไม่ดี มันก็ หมุนๆ วนๆ กลับหน้า กลับหลัง ชนหิน เรื่อยเปื่อย พี่แกร คงเซ็ง
ต้องคอยออกเสียงให้จังหวะ "เอ้า พาย พาย พาย"
พวกเราก็ พายไก่ พายสัปรด พายเห็ด พายแอ๊ปเปิ้ล ….
พายไปหิวไป
อีกลำ นี่ไม่ต้องพูดถึง มันรีบมั่กๆ ไม่รู้จะรีบนำหน้าไปไหนนน
ถึงก่อน เค้าจะแจกโล่ห์ หรืออย่างไรมิแซ่บ
พายทิ้งกันไป โสง โค้ง สาม โค้ง ฮ่วยยย…
 
 
3 ชั่วโมงผ่านไป ลิ้นห้อย ตับแล่บ
ถึงแล้น แคมป์กลางหุบเขา มีลำธารเล็กๆ ไหนผ่าน
มาถึง หาถุงพลาสติกตัวเอง หิ้วเข้าเพิง
มันเป็นแบบ เพิงมีหลังคา น่ะ เปิดโล่ง ไม่มีประตู มีมุ้งกะฟูให้
ยังดี แถมถุงนอน เหม็นๆ อีก 1 ใบ รู้สึกถุงนอนนี่คงซักทุก 3 ปี
(ดีนะ เอาผ้าแพร กะเสื้อกันหนาวมา 2ตัว ถุงเท้าอีก 2 คู่)
บ้างก็ล้างมือ ล้างเท้า ไม่อาบน้ำ
แต่ เราใจกล้า ท้าลมหนาว อาบซะ สระผมด้วย โหว พี่ ฝุ่นทั้งตัว หัวจรดเล็บเท้า
หนาวโคตร เพื่อน มันก็น่ารัก เห็นเราอาบอยู่ มันก็ขึ้นไปอาบเหนือเราซะงั้น
ใช้น้ำลำธารเซ็กเกิ้นแฮนด์ ไหลผ่านเพื่อนมา ได้อารมณ์อีกแบบ
 
 
ในแคมป์ ไม่มีไฟ ใช้แต่เทียน (โซ่ แส้ กุญแจมือ ไม่เกี่ยว)
มีอีก กลุ่มใหญ่ พักอยู่ด้วย รวมกัน ก็ 4 ลำ ซัก 2 โหล
กับ กัปตัน และพ่อครัว
ข้าวเย็น มี 2 อย่าง มัสมั่นไก่ และ ผัดผัก
ก็พอกลืนได้ โรแมนติ๊ก มั่กๆ กินข้าวกลางแสงเทียน
กินเสด 1 ทุ่ม ทำไรหล่ะ ไม่มีไรทำ มืดๆ มิดๆ
อีกกลุ่มหนึ่ง เค้าเอากีตาร์มาเล่น ร้องเพลง
พวกเราก็เลยได้อานิสงฆ์ฟังไปด้วย
สุดท้าย ไม่รู้จะทำไร น้องพรุด เลยไปหยิบไพ่ มา
มันเอามาเปิด สูง ต่ำ ให้เลือก ว่าจะไปนอน หรือไม่นอน
(..อุตส่าห์เดินฝ่าความมืดไป เพื่อการนี้ ??!?!!.. เป่ายิ้งฉุบเอาก็ได้มั๊ง)
สุดท้าย มุ้งใครมุ้งมัน ตอนนั้น คงซัก 3 ทุ่มได้
เด็กอนามัยมาก นอนซะเร็ว
 
จบสำหรับวันแรก คิสว่าเหนื่อยแล้ว แค่นี้ก่อนเน้อ เด๋ว มาต่อ.