Siem Reap : II

23 Jan 2016 :
Banteay Srei – Kbal  Spean – Prasat Preah Khan

Breakfast ที่ โรงแรมคร่า สวยๆ ชิวๆ
เช็คเอ้าท์ ฝากกระเป๋าไว้ บอก พนง.ว่า see you this evening kaaa
ขึ้นรถ ที ก็บอกว่า เดี๋ยวเราจะขับออกไปประมาณ ซัก 1-1.30 ชม.
เพราะที่เที่ยวออกไปโซนนอกแระ are you ready?
Okay let’s goooo !
พร้อมรับทุกบทบาทคร่า

นั่งตุ๊กๆๆๆ ถนนมีแต่ฝุ่นนะคะ พูดเล่อ
ระหว่างทาง จอดแวะซื้อน้ำตาล
ที่เคี่ยวมาจากลูกตาลสดๆ ด้วย หอมหวาน มาก
กว่าจะถึงวัดแรก โต้ลม ต้านแดด หน้าชากันทีเดียว
ถึงแล้ว banteay srei ยังไงดีอ่ะ คือ สวย ขลัง อลัง อีกแระ ^.^
หินทุกก้อนจะมีสลัก เดินดู 2 รอบ นะ เพราะไม่ใหญ่มาก

ระหว่างทางไปที่ถัดไป ที บอกว่า หิวไหม จะพาแวะร้านอาหาร
เพราะมีอยู่ร้านเดียวที่นี่
เราสองก็ตอบว่า ไม่หิว ไปเลยๆ ต่อๆ
แล้วก็มาถึง Kbal spean เอิ่ม ….
เดินขึ้น 1500 เมตร เดินลงอีก 1500 เมตร เป็นทางภูเขาค่ะ
ทำใจดีสู้เสือ มาถึงแล้ว ก็คงต้องไปให้สุดสินะ
ระหว่างทาง ก็เจอฝรั่งคู่นึงสวนทางลงมา ก็ถามไปว่า คุ้มค่ากับการเดินไหม
นางยักไหล่ ตอบว่า เอิ่มมมม ก็ไม่รู้สินะ แล้วก็เปิดรูปให้ดู
ง่าาา…. เอาไงดี อืม ก็ต้องเดินต่อไปสิค่ะ ไหนๆ ก็มาแล้ว
ก้มหน้า ก้มตา เดินกันต่อไป หากถ้าว่าร้อนไหม ชั้นตอบเลยว่า.. ไหม้!

แล้วก็ถึงแระ จุดน้ำตก คือ น้ำแห้งไง เห็นแต่หินๆ ไรงี้ ไม่มีไรเล่อ
ณ ตอนนั้นแบบ เอิ่ม ปีนขึ้นมาเพื่อ!!
เดินๆๆ ไปจน สุดทางเชือกกั้นก็ได้ยินเสียงคนเรียก
Don’t go, come back, come back
หันไป อ้าว พี่คนนึงแต่ตัวเหมือนเจ้าหน้าที่ยืนกวักมือเรียกอยู่
เค้าบอกว่า ทางโน้นไม่มีอะไรให้ดูแล้ว
เราก็ อ้าววว แล้วขึ้นมาดูไรกันอ่า

แล้ว เค้าก็พาไปชี้ๆ ให้ดู ว่ามีรูปสลักพระ มีกบ มีจรเข้ ไรๆ
พาไป จุดนั้น นี่ โน่น เราก็โอ้วโห ดีนะไม่ถอดใจวิ่งกลับลงไป
มีหินสลักสวยๆ ทั้งนั้นเลย แล้วก็มีศิวลึงค์พันอันไรงี้
ข้อดีในช่วงน้ำแห้งคือ เราสามารถเห็นหินที่สลักอยู่ใต้น้ำได้
สวยยยย ใหญ่โต แถมยังเป็นตากล้องถ่ายรูปให้พวกเราอีกด้วย
และ ไฮไลท์ ก็คือ น้ำศักดิ์สิทธ์ เค้าก็พาไป
เป็นน้ำที่ไหลลงมาเป็นน้ำตก ตามรากไม้ แต่ช่วงน้ำน้อย น้ำก็เลยไหลไม่เยอะ
เราก็ไปรองน้ำลูบหน้าลูบตา เป็นสิริมงคล
พี่เค้าก็ถ่ายรูปให้ สนุกสนานมาก
พอจบทุกที่ที่ควรดูแล้ว เค้าก็พาเดินออกมา
เราสองก็เลยจัดทิปไปให้เป็นสินน้ำใจ แก่ local guide ท่านนี้ เต็มที่จร้า
แล้วก็ปีนลงเขามาด้วยความอิ่มเอม

พอลงมาถึงรถ บอก ที เลยว่า หิว! พาไปกินข้าวด่วนๆ 555
ที หัวเราะเลย แล้วก็ขับพาไปร้านนั้นที่เราผ่านมา มันมีอยู่ร้านเดียวนิ
แพง แต่อร่อย สงสัยหิวมาก กินเกลี้ยงเล่อ

แล้วก็พร้อมสู่สถานที่ถัดไป
ณ ที่แห่งนี้ Prasat Preah Khan ประทับใจมาก
เหมือนเรากลับมาเยือนวังเก่าอันเคยประทับในอดีตชาติ
ก่อนเข้าไปเจอพี่ยามเฝ้าข้างหน้า เค้าก็แนะนำว่าต้องไปยืนตรงไหนถ่ายรูป
แล้วก็พาเราไป พร้อมกับเป็นตากล้องให้พวกเรา ไปจนถึงประตูด้านใน
พร้อมกับกระซิบว่า do you have a small small tip for me please.
ไม่ต้องห่วงค่า จัดให้เลย บริการดีขนาดนี้ 555+

ด้านในแห่งนี้ คือความขลัง อีกแล้ว
หินก้อนใหญ่ๆ
ซากปรักหักพัง
ประตูเรียงกันทั้ง 4 ทิศ
ตรงกลางมีเจดีย์เล็กๆ เมื่อยืนมองจะเห็นเป็น candle เพราะมีช่องให้แสงอาทิตย์ส่องลงมา จึงมองเห็นเป็นเปลวเทียนนั่นเอง
ด้านหลังนอกปราสาทสุด จะมีลานกว้างๆ มีต้นไม้ใหญ่งอกมาเกาะกำแพง
ชอบที่นี่สุดอ่ะ ❤ ! ฟิน

แล้วก็อยากดูพระอาทิตย์ตกนะ
แต่ ที บอกว่า ช้าไปแล้ว เพราะที่พนมบาเค็ง
ต้องรีบไปต่อคิวตั้งแต่ ก่อน 4 โมงเย็น
เค้าจะรับคนขึ้นได้ไม่เกิน 300 คน
ที ก็เลยขับพามาที่นครวัด ซึ่งก็มีคนชมกันหนาแน่น
วิ่งลงไปแปปนึง พยายามเล็งหามุม ก็ไม่เห็นอยู่ดี
ก็เลยขับกลับโรงแรม ระหว่างนั้นก็เห็นพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า สวยมาก
ทีๆๆๆ your last mission! get us to see to sunset over there!!!
จ้าๆๆ ที หัวเราะเลย ขับลงไปในทุ่งเลยค่าาาาา สุดท้ายได้เห็นพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
ที บอกว่า like you never see sun before in your life 555+
แหมๆๆ ฟิลมันไม่เหมือนกันย่ะ

ก่อนเข้าโรงแรม แวะมินิมาร์ทที่ใหญ่ที่สุดในเมือง (คิดเอง)
เพราะมีของเยอะมาก เยอะกว่าเดอะมอลล์งามฯ บ้านช้านอี๊กกกก
โบว์ ติดแป้ง แป้งนางหมด เลยต้องแวะซื้อแป้งเด็ก
พอขึ้นรถ ที เห็นแป้งเด็กแคร์ ก็เลยพูดลอยๆ ว่า
baby powder?, but you are not baby
แร้งว์! 555+

กลับมาถึงโรงแรม หกโมงจะครึ่งแระ แกล้งหน้าด้านขอน้อง พนง. อาบน้ำ
เค้าก็ปรึกษากันสักครู่ แล้วก็ให้ผ้าเช็ดตัวมา บอกให้ใช้ห้องอาบน้ำในสปาได้
เย่ๆๆ ใจดีจุงเบยยยย ไม่งั้นคงเหม็นทั้งสนามบินนะ เหงื่อโซกมั่ก
อาบน้ำแต่งตัว ลากกระเป๋า จ่ายทิปนิดหน่อย
ขึ้น ตุ๊กๆ ที่ ที รออยู่ โกๆๆ ออกจาก โรงแรม ทุ่มนึง ไฟล์ 3 ทุ่ม

แล้วก็มาถึงสนามบิน จ่ายตัง+ทิป และร่ำลากัน
ที เป็นคนใจเย็น บริการดีนะ หัวเราะ ยิ้ม ตลอด ได้ทุกสถานการณ์
แม้แต่เวลาที่พวกเรา งองแง ส่ายหัว สะบัดเหงื่อ ไม่ยอมไปเที่ยวต่อ 555+
ถึงไม่ใช่ไกด์ แต่เค้าก็อธิบายคร่าวๆ พอสังเขป ในแต่ละที่ให้พวกเราเข้าใจได้
โอเครเลยค่า ดีงาม

เช็คอิน นั่งกินเบอร์เก้อคิง เดินดิวตี้ฟรี
แล้วก็โบกมือลา เสียมเรียบอย่างเป็นทางการ

#เสียมเรียบจะอยู่ในใจเสมอ

ค่าเสียหายทริปนี้ เบาๆ
(อัตราแลกเปลี่ยน 36.3 thb / 1 usd)
ค่าโรงแรม 70 usd (หาร 2) = 35 usd
ค่าบัตรเข้าวัด 3 days pass = 40 usd
ค่ารถตุ๊กๆ = 40 usd
ค่ากิน ฯลฯ = 89 usd
ค่าตั๋วเครื่องบิน = 5559 thb
รวมเบ็ดเสร็จ ประมาณ 13,000 thb.

จบปิ๊ง 🙂

Advertisements

Siem Ream : I

อังกอร์วัด อังกอร์ธม ได้ยินมานานแล้ว พักหลังๆ อยากไปเห็นกะตามากๆ
เริ่มต้นจาก พยายามแง๊วๆ กะเพื่อน แต่เพื่อนๆ ก็ดูจะสโลว์ไลฟ์กันเหลือเกิน
สุดท้าย ส่งลิงค์รูปกระทู้ในพันทิพให้เพื่อน กะเพื่อนที่ออฟฟิตดู
ปรากฎ น้องโบว์ น้องที่นั่งติดกันที่ออฟฟิต หันมาบอกว่า
พี่รินนนนน สวยอ่ะ ไปกันๆ
หันไปบอกน้องสวยๆ ว่า เอาสิ จองตั๋วเลย
เรียบร้อยจ้า ตั๋วเครื่องบิน + โรงแรม จองเสร็จ ภายในวันนั้น!

ในใจมีแค่ นครวัด นครธม อย่างอื่นไม่รู้จักแระ ไปหาเอาข้างหน้า
ได้ contact คนขับรถตุ๊กๆ จากเก๋มา ติดต่อจอง
พร้อมแระ ตั๋ว ที่พัก รถ เอ๋า ก็พร้อมไปได้แล้วนี่
ไม่ได้จองไกด์ กะไปดุ่ยๆ กันเอง

และการเดินทางก็เริ่มขึ้น thu.21 – sat.23 Jan 2016

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

21 Jan 2016 : DMK – REP
ไม่มีไรมาก เพราะ ไฟล์ท ออก 19.50
กินแมคโดนัลด์ ดอนเมือง เดินเล่นดิ้วตี้ฟรี และรอเครื่องออก

Air Asia FD 618 DMK 7.50pm – REP 9.00pm

landing Siem Reap airport เร็วมากกกกก ไม่ถึง ชั่วโมง
เดินออกไป gate เจอเหล่าฝูงชนถือป้ายประหนึ่งรอรับญาติ
มองๆ หาชื่อตัวเอง ไม่เจอ แต่ได้ยินเสียงแว่วๆ Nickyๆๆๆ
น้องโบว์ บอกโน่นๆๆ ไงพี่รินทร์
หันไปเจอป้ายเท่า A4 เขียนด้วยปากกาสีๆ สวยงาม
Welcome
Nicky!

คนขับรถยิ้มร่าาาา เลยจ้า ชื่อ (Thy-ที)
วันนี้เค้าเอา รถเก๋งมารับ ระหว่างทางก็คุยกันนิดๆ หน่อยๆ
จากสนามบิน ไปโรงแรม แป๊ปเดียว 20 นาทีได้

ส่งพวกเราถึงโรงแรม นัดแนะเวลาวันรุ่งขึ้น เจอกัน ตี4ครึ่ง นะครัช

โอเคร เช็คอิน ขึ้นห้องพัก อาบน้ำ นอน!

Golden Butterfly Villa

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

22 Jan 2016 :
Angkor Wat – Angkor  Thom – Bayon – Ta Prohm – Pub street & Night Market

ตื่นตี 3ครึ่ง อาบน้ำ แต่งตัว พร้อม ลงมาตรงเวลาเป๊ะ
เห็นThy นั่งรออยู่ที่รถตุ๊กๆ เค้าแล้ว
ที่แรกที่เราจะไป คือ ไปซื้อตั๋วก่อน
พวกเราซื้อแบบ 3 days pass = 40 usd.
มีถ่ายรูปติดบัตรด้วย

แล้วก็เดินทางไป ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ Angkor Wat
To see Angkor wat and die…
ใครบางคนกล่าว

Thy มีหน้าที่จอดส่งเราหน้าวัด
เราสองคน ก็เดินๆ เข้าไป ตามกลุ่มคน ตามแสงไฟฉาย(ของคนอื่น)
มันมืดมาก! แล้วทางเดินก็คือ ก้อนหินใหญ่ๆ ขรุขระๆ
เดินๆๆๆ เข้าไปเรื่อยๆๆ จนเห็นแอ่งน้ำ
ที่นี่แหล่ะ มีคนมาจับจองขอบน้ำ กันแระ นั่งชม
เราก็โชคดี ไปถึงเช้า เลยยังพอเหลือที่นั่ง ติดขอบจอ

แล้วก็นั่งรอ…. ระหว่างนี้บางคนจะควักของกินขึ้นมา
แต่ของพวกเราไม่มี เพราะเราไม่ได้ included breakfast
ได้แต่อิ่มเอมกับธรรมชาติแทน
แล้วท้องฟ้าก็เริ่มมีแสงขึ้นนิดๆ พร้อมกับคนที่เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
หันไปด้านหลัง คนยื่นเต็มเล้ยจ้า ยืนกันรอบแอ่งน้ำเลย

ไฮไลท์คือ ภาพของตัวประสาท ที่สะท้อนกับแอ่งน้ำ
และกำลังมีพระอาทิตย์ฉายแสงอยู่ด้านหลัง
แต่วันที่เราไปนั่งเฝ้า พระอาทิตย์กลับไม่ออกมาซะงั้น
ไม่เป็นไร ความสวยงามยังคงมีอยู่จริง

นั่งอีกซักแป๊ป ฟ้าสว่างมากแระ ก็ลุกขึ้น เดิน ไปชมรอบๆ ปราสาท
สวยงาม มีมนต์ขลัง ยิ่งใหญ่
อยากเห็นตอนแรกเริ่ม อยากรู้ว่าเป็นอย่างไรจริงๆ
เดินจนทั่ว ก็กลับออกมา หารถเรา
บอกทีว่า หิวข้าววววว ที ก็เลยขับรถไปร้านอาหารด้านหลัง
จัดไป เต็มที่ ข้าวผัด มาม่าผัด ออมเลท

มีแรงแระ
ต่อด้วย Angkor Thom สวยงามตามท้องเรื่อง
เรารู้สึกว่า เราเดินอยู่ในอาณาจักรของตัวเอง
ประหนึ่งพระมเหสี เอ๊ะ หรือนางสนม ที่คุ้นเคยกับที่แห่งนี้
แอบนึกถึง เพชรพระอุมา อยู่เนืองๆ
มรว.ดารินทร์หทัย ตามหาพระอนุชา ในปราสาทพันธุมวดี 🙂

ต่อด้วย Bayon มีหน้า สลักไว้เต็มไปหมด สวยดีนะ ชอบๆ

และ Ta prohm หรือ Tomb rider
ชอบมากสุดคือ ต้นไม้ใหญ่ที่งอกขึ้นมากลางกำแพง
ดูขลัง งดงามมาก

สภาพอากาศวันนี้ ประมาณ 35-36’c
Real feel ซัก 39’c คงได้ เดินไปเหงื่อกซกๆ ไป

ที หันมาบอกว่า เดี๋ยวจะพาไปอีกวัด นะ
เราสองคนมองหน้ากัน โบว์ส่ายหัวเลยจ้า
โนๆ โก โฮเทลๆ 555
ระหว่างทาง ก็เลยแวะกินข้าวเที่ยง ก่อนเข้า โรงแรม
ถึงโรงแรม บ่ายสามมั๊ง อาบน้ำ ล้างเหงื่อไคล
สลบเหมือดเลยจ้า 2 สวย

ตื่นมาอีกที 6 โมงเย็น รู้สึกเฟรช ขึ้น เหมือนได้ชาร์ตพลัง

แล้วก็ออกไปเดินเล่น pub street, night market, dinner
จบด้วย Hoegaarden คนละขวด
และ นีโอติก้าบาล์ม จากร้านขายยา โบว์เอามานวดตรีน นางขาเจ็บ

นัดแนะกับ ที เรียบร้อย พรุ่งนี้เจอกัน 9 โมงนะ
แล้วก็ไลน์ไปเลื่อนเป็น 9.30 แทน
ที คงคิดในใจ 2 นาง สโลวไลฟ์มั่ก
มันจะมาเที่ยว หรือจะมานอนชิว 555

จบวันแรก.
สวยตื่นเช้า สวยสู้แดด สวยยันค่ำ
#เสียมเรียบจะอยู่ในใจเสมอ

Chombueng Marathon 31st

17.01.2016

ทีมนักวิ่ง : เรา กอล์ฟ อำพล เหน่ง รวมพล
ครั้งที่สองของเรา กับการวิ่ง mini marathon
สนามที่ใครๆ ก็พูดถึง จอมบึง จ.ราชบุรี
ต้องขอขอบคุณ คุณลุงนพ 🙂 ที่ให้การช่วยเหลือ
ตั้งแต่สมัคร จนถึงให้ที่พัก สะดวกสบายมาก
อยากวิ่ง มีแค่ใจ แต่ไม่มีความพร้อมอะไรเลย 555

เริ่มจากไปรายงานตัวรับเสื้อวันเสาร์ 16.01.2016

แวะไปบ้านลุง เอาขนมไปขอบคุณ
คุยไปคุยมา เลยขอนอนบ้านลุงซะเลย
เพราะ โรงแรมที่จองไว้ ไกลจากสนามวิ่งมาก
บ้านลุง เดินไปถึงเลย 555+

ออกไปหาข้าวกิน แวะไปถ้าค้างคาวร้อยล้าน (ตัว)
บินออกมาเป็นสายยยย สวยๆ
แวะหาข้าวกิน แล้วก็เดินดูบรรยากาศเล็กน้อย
ก่อนกลับเข้าสู่บ้านลุง เพื่อนอน พักผ่อน

=================

ตี 4.30 ตื่นคร่าาาา พร้อมๆๆ
ชุดพร้อม อุปกรณ์พร้อม ใจพร้อม กายไม่รู้พร้อมมั๊ย 55
ออกเดินไป มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
เตรียมพร้อมเข้าจุดปล่อยตัว ตอน 6.00 น.

งานนี้พระองค์ภาฯ ท่านทรงลงวิ่ง half (21 km)
เลยได้ ยืนส่งเสด็จปล่อยตัวท่านวิ่ง
พระสิริโฉมงดงาม ทรงมีพระออร่า และทรงพระปัง มากเพคะ

เมื่อ half วิ่งหมด พวกเราเหล่ามินิ ก็ออกเริ่มวิ่ง

IMG_8338

บรรยากาศก่อนการวิ่งก็น่ารักมาก มีคนประกาศ
พูดเก่ง ขำๆ ฟังแล้วอารมณ์ดี ตลอดเวลา
Set-Readyyy-Go!
เมื่อเริ่มวิ่ง ก็ใช้คอนเซปเดิม
ห้ามเหนื่อย.. ห้ามพัก.. ห้ามหยุดวิ่ง ..

ระหว่างทาง จะมีกองเชียร์ เด็กๆ ร้องเพลง เต้น ให้กำลังใจ
เชียร์กันเบิกบาน ร่าเริง ยิ้มแย้มตลอดเลย
หน้าบ้านคน ก็จะมีเจ้าของบ้านออกมานั่งดู
เป็นระยะๆ ตลอดเส้นทาง วิ่งไป อินไป จริงๆ
ผ่านบ้าน ปู่เป็ง เพิงสา ตำนานนักวิ่งแห่งจอมบึงมาราธอน ด้วย
เป็นสนามที่เราวิ่งแล้ว รู้สึกมีก้อนๆ มาจุกที่คอ ตลอดเวลา
ตื้นตัน กำลังใจมาเต็ม … sensitive อีกแล้ว

คราวนี้วิ่งนำเมนเทอร์กอล์ฟเลยจร้า
มาหยุดรอกอล์ฟ ตรง กม.ที่ 9
เพราะเข้าเส้นชัย ไม่สุขใจเท่ากับ การได้เข้าเส้นชัยไปด้วยกัน

มีคนส่งเสียงว่า อีกนิดเดียว อีกนิดเดียว กม เดียว
แต่เรารู้สึกว่า วิ่งมา 9 กม. ไม่ไกลเท่า อีก 1 กม ที่เหลือ 55
เมื่อไหร่จะถึงงงงงง….

สุดท้าย ก็ถึงแล้วนะ Finish line!
เสพย์ติด การเข้าเส้นชัย epic moment มาก

10 km. in 1.08 hr.

เดิมทีตั้งใจว่า อยากเข้าให้เร็ว กว่า 1 ชม. แต่ไม่สามารถ จริงๆ 55

 

เข้ามาถึง ก็พักผ่อน กินน้ำ ยืดขา ซักครู่
อีกไม่นาน องค์ภาฯ ก็เข้าเส้นชัยค่ะ
พวกเราได้ไปร่วมยืนแถวรอส่งท่านด้วย
ทรงพระลีน ทรงพระสตรองมาก ไม่มีอาการเหนื่อยเลย

กินข้าว กินผลไม้ เสร็จได้ยินเสียงพิธีกร ประกาศว่า พี่ตูน เข้าเส้นชัย
ก็เลยวิ่งไปดูกัน เท่ห์มั่ก! My Idol

IMG_8352

แล้วหลังจากนั้น ก็ยืนเชียร์ คนเข้าเส้นชัย
สนุกมากเลย ลุ้น ตื่นเต้น ตื้นตัน
มีนักวิ่งมาราธอนคู่นึง ชายหญิง วิ่งเข้ามา
ผู้ชายชูแผ่นป้ายกระดาษ พิมพ์ข้อความว่า..
แต่งงานกันนะ
แอร๊ย! น้ำตาคลอเลยจ้า

มีอะไรๆ ให้เห็นสร้างรอยยิ้มตลอดเลย
ไม่ว่าจะเป็นชุดแฟนซี
คือ วิ่ง 42 กม. ยังจะแต่งชุดแฟนซี วิ่งอีกอ่ะ สุดยอดไปแล้ว
ไม่ว่าจะเป็น มาราธอนครั้งแรก ของบางคน
เห็นชูป้ายวิ่งเข้ามา ด้วยรอยยิ้ม ว่า มาราธอนครั้งแรก
อดปลื้มกับเค้าด้วยไม่ได้จริงๆ
คุณลุง คุณป้า วิ่งมาราธอน
เปรี้ยวที่ใจ… วัยไม่เกี่ยว จริงๆ
ชอบกองเชียร์ ก่อนถึงเส้นชัย
ขึ้นป้ายหลังสแตน ว่า เชียร์..ไม่ถอย คอยจนคนสุดท้าย
มันได้อารมณ์
IMG_8355

อยู่ดูจน จบ sub 5
pacer 5:00 ก็เข้ามาเป๊ะมาก!

IMG_8368.JPG

เปี่ยมไปด้วยความประทับใจจริงๆ สนามนี้
ไม่แปลกใจ ที่ใครๆ ก็อยากมาเป็นส่วนหนึ่งของงานวิ่งที่นี่

“สนามชาวบ้าน มาตรฐานสากล ความประทับใจระดับจักรวาล”

ขอขอบคุณผู้สนับสนุนหลัก อย่างเป็นทางการ… ลุงนพ 🙂

IMG_8358

ชนะใจตัวเองไปได้อีก 1 สนาม

อยากวิ่งfullมาราธอนนะ บอกตัวเอง ณ วันนี้

One step at a time..
you are so much stronger than you think.

Thanks to Pheidippides – Legendary Runner of Marathon!

My first (mini) Marathon

ห้ามเหนื่อย ห้ามพัก ห้ามหยุดวิ่ง

ปีนี้มีความตัั้งใจอย่างมากว่า จะต้องลองเป็นส่วนนึงในมาราธอนให้ได้
ก็มีไปวิ่งออกกำลังกายเรื่อยๆ เดือนละอาทิตย์ อาทิตย์ละ ซัก 2 หน หนละ 15 นาที
วิ่งสวยๆ พอวิ่งเสร็จก็กินเต็มๆ กันซัก 1 ชั่วโมง.. เพื่อ?!?!

เกือบๆ ได้ลองวิ่งเป็นการเป็นงาน 2-3 หน แต่รู้สึกว่าไม่พร้อมทุกที
จนมาถึงงานนี้ Bangkok Marathon ซึ่งปิดรับสมัครไปเรียบร้อยแล้ว
แต่อยากไป เพราะไม่รู้ว่าจริงๆ เมื่อไหร่ที่เราจะพร้อม
ไปมันทั้งไม่พร้อมแบบนี้แหล่ะ ไปพร้อมเอาข้างหน้า
เดือดร้อนเพื่อน จนได้มา 2 ที่เลย
ระยะ 4.5 กม. จากเก๋ เป็นบัตร VIP ไม่มีเสื้อ แต่มีเต้นท์ VIP ให้
ระยะ 10 กม. จากเจ เพื่อนกอล์ฟ นางเจ็บขา สละสิทธิ์ เราเลยขอซื้อต่อในราคา 400 บาท
ตั้งใจจะเอาแต่เสื้อนางมาใส่ เพราะถ้าไม่มีเสื้อ ก็ไม่อยากไป
กอล์ฟก็อุตส่าห์ดั้นด้นไปเอา kit set มาให้
#นักกีฬาเอกอุปกรณ์ #สาขาเครื่องแต่งกายดีเด่น

IMG_6469

พอถึงวันวิ่งจริง
หลับๆ ตื่นๆ ตลอดคืนเลยจร้า กลัวตื่นไม่ทัน
นัดกอล์ฟไว้แถวพหลโยธิน 8 ตอน ตี 5 นัดพัตมาบ้านเราตอนตี 4
เมื่อเพื่อนนักวิ่งทั้ง 4 รวมกันครบ (เรา พัต กอล์ฟ พีท)
ก็โบกแท้กซี่ไปแถวสนามหลวง

มีปิดถนน รถติดพอควร พี่แท้กซี่เลยบอกว่า สงสัยจะได้ซ้อมเดินก่อนวิ่งกันนะครับ
555 จ้า ลงเดินกันไปเรื่อยๆ ถึงประมาณตี 5 ครึ่ง แต่เวลาปล่อยตัวคือ 6.15
เค้าปล่อยตัว full กับ half ไปเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่ mini กับ 4.5 กม
ยืนกองรวมๆ กัน คร่าวๆ กลุ่ม mini marathon มีคนอยู่ที่ประมาณ 14505 คน
ก็คิดดูนะคะ รวมๆ กับเพื่อนนักวิ่ง 4.5 กม อีก เอาว่า มีที่พอเขย่งปลายเท้าพอ
เหงื่อตก ร้อน หายใจลำบากตั้งแต่ก่อนปล่อยตัวกันเลยทีเดียว
แต่ทุกคนก็มีสีหน้ายิ้มแย้ม เบิกบาน พร้อมวิ่ง

IMG_6503 IMG_6504

IMG_6505 IMG_6507

พัตเดินไปหาเก๋ที่เต้นท์ VIP จะไปเอาเสื้อ เราอยู่กับกอล์ฟ กะพีท
เมื่อเวลาปล่อยตัวมาถึงก็ต้องไหลไปตามฝูงชน
เอาหล่ะสิ เพื่อนรักนักเดิน 5 กม ของเราไม่อยู่ซะแล้ว
พีท กะกอล์ฟ วิ่ง 10 กม ก็ตัดสินใจว่า ก็ลองดู ไหนๆ ตัว chip ที่อยู่กะป้ายชื่อ มันก็เป็นของ 10 km อยู่แล้ว
กอล์ฟ บอกไม่ต้องกังวล เราจะวิ่งไปด้วยกัน
แต่พีท บอกเจอกันนะ วิ่งตัวปลิวไปแล้วจร้า 5555

พอเริ่มออกวิ่ง คนเริ่มกระจายตัวออกไป ค่อยรู้สึกสดชื่น มีอากาศหายใจ
บรรยากาศดูดี และฮึกเฮิมมาก เราวิ่งไปยิ้มไปโดยไม่รู้สึกตัวทีเดียว
นี่ชั้นอยู่ในการวิ่งมาราธอนแล้วจริงๆ นะ ชั้นมาถึงจุดนี้แล้ว 🙂

กอล์ฟบอกว่า วิ่งไปเรื่อยๆ แต่อย่าหยุดก็พอ
ตอนนี้เราอาจจะวิ่งช้ากว่าคนอื่น แต่หลังๆ เราจะแซงพวกเขาเอง
ทำตัวแบบเต่า ไม่ใช่กระต่าย

ตลอดระหว่างทางที่วิ่ง
เราเห็น บางคนวิ่งเท้าเปล่า
เราเห็น เด็กน้อย เดินกะพ่อแม่
เราเห็น คนตาบอด วิ่งคู่กับคนพาวิ่ง
เราเห็น คนถือไม้เท้า 2 ข้าง โขยกเขยก ไป
เราได้ยินเสียงปรบมือ ที่เพื่อนนักวิ่งปรบให้กับคนตาบอด และคนถือไม้เท้า
และเมื่อเราวิ่งผ่าน เราก็ปรบมือให้เช่นกัน เหมือนเป็นการให้กำลังใจ
และบอกว่า อย่าท้อนะ สู้ๆ นะ เราก็จะสู้ๆ เช่นกัน
เส้นชัย คงไม่สุขใจ เท่าสิ่งดีๆ รอบตัวที่เจอ

ตอนเห็นป้าย 2 km แรก ใจรู้สึกว่า ทำไมแค่ 2 km เองหรอ เหลืออีกตั้ง 8 km -_-”
จะไหวไหม ยังคงถามตัวเอง แต่ก็คิดว่า ก็ต้องลองดู
ไม่ไหวก็แค่เป็นลม แค่ขาพัง ก็แค่นั้น หน่วยพยาบาลก็มีอยู่ระหว่างทาง
เลยขยับขา ไปข้างหน้าเรื่อยๆ ไม่เร็ว แต่ไม่หยุด
ในใจมีนึกถึง ก๋ง ยาย นึกถึงคนที่นอนป่วย คนที่ไม่แข็งแรง คิดว่า เรากำลังวิ่งแทนพวกเขา

พระอาทิตย์ที่เห็นวันนี้มันช่างมีความหมายจริงๆ นะ

IMG_6497

ทุกครั้งที่ชะลอตัว เพื่อรอกลับตัว หรือจุดรับน้ำ รู้สึกเลยว่า หัวใจเต้นรัวมาก และขาก็รู้สึกเจ็บทันที
เลยเข้าใจแล้วว่า ไม่ควรหยุดๆ วิ่งๆ เพราะวิ่งเร็วไม่สำคัญเท่าความสม่ำเสมอ
ให้หัวใจได้ทำงานอย่างสม่ำเสมอ ให้กล้ามเนื้อคุ้นเคยอย่างต่อเนื่อง

และไม่น่าเชื่อ ใจแท้ๆ ที่พาเรามาจนใกล้ถึงเส้นชัย เสียงคนเชียร์ ร้องเพลง
ทำให้เท้าวิ่งเร็วขี้นได้อีก
จนเมื่อใกล้ถึงเส้นชัย กอล์ฟบอกว่า ให้จับมือกันเข้าเส้นชัยนะ
Finish line งดงาม ภูมิใจ เราทำได้! 🙂
(ถึงแม้จะไม่ใช่ภาพวิ่งเข้าเส้นชัยแบบในหนัง คือ เข้ามาแบบ งง
ดูไม่เหมือนเส้นชัย 555)
ไม่เคยคิดว่า จะเริ่มต้นวิ่งครั้งแรกด้วย 10 km #ครั้งแรก #เล่นใหญ่
เหงื่อซ่กเลยจ้าาาาา

IMG_6509

IMG_6499

IMG_6511

ขอบคุณกอล์ฟ ที่วิ่งอยู่ข้างๆ และคอยให้กำลังใจ
#เมนเทอร์กอล์ฟ #Strong!!!!!!
ขอบคุณหัวใจที่แกร่งกว่าที่เราคิดไว้เยอะมาก
ขอบคุณ 2 ท่อนขา ที่พร้อมเจ็บไปด้วยกัน และพาเราก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุด
Pain is temporary. Pride is forever!

someone told me that “run is easy, difficult is start. Once you start you don’t want to stop”
Aye! I couldn’t agree more 🙂 You are my inspiration ❤

ขอบคุณเพื่อนรักนักวิ่งทุกคน

IMG_6502

ถึงแม้สถิติปีนี้จะไม่ใช่ในชื่อของเรา เพราะวิ่งในนามเจ แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี
อยากวิ่งอีกจัง ไม่ใช่เพื่อแข่งกับใคร ไม่ใช่เพื่อเก็บแต้ม
แต่เรารู้สึกดีที่ได้วิ่งกับคนอื่นๆ ที่มาเพื่อวิ่งเหมือนกัน ไม่ว่า reason เค้าคืออะไรก็ตาม
เข้าใจแล้วที่กอล์ฟบอกว่า มาวิ่งแล้วก็จะเห็นว่า ทำไมคนถึงยอมตื่นแต่เช้ามาวิ่ง
🙂

เออ นี่เพิ่ง 8 โมงเองหรอ เราวิ่งไปแล้ว 10 km นะ ;).

IMG_6514 IMG_6515

ปล. ถึงแม้ปีนี้จะมีคอมเม้นท์เชิงลบเกี่ยวกับ organizer การจัดงาน
การทำระยะกลับตัวไม่ชัดเจน จนทำให้ half marathon ต้องวิ่งเพิ่มอีก 7-8 km
ความไม่พร้อมในการดูแลผู้บาดเจ็บ และผู้ป่วยจากการวิ่ง ฯลฯ
ก็ขอให้เป็นการนำไปพัฒนาปรับปรุง เห็นใจผู้ร่วมงานมากขึ้น
อยากให้จัดงานได้สมกับการเอาชื่อเมืองหลวงไปจัดงาน
ไม่อยากให้มีการสูญเสีย หรือพลีชีพเป็นอุทธาหรณ์
ในเมื่อทุกคนมีความตัั้งใจดีที่จะมาทำสิ่งดีๆ ร่วมกัน
ก็อยากให้มีความทรงจำดีๆ กลับไปทุกฝ่าย
ขอบคุณค่ะ 🙂

กระซิบรัก ให้ลั่นตรัง

22-24 มีนาคม 2556

บันทึกอีกหนึ่งการเดินทางที่มีครบทุกรส
ประหนึ่งเที่ยวเชิง โหด มันส์ ฮา รวมกับอาหารการกินแบบ เชฟกะทะเหล็ก
ประทับใจอีกแสนนาน ซัก 1 รอบ อสงไขย เลยก็ว่าได้

วันแรกของการเดินทาง ทัวร์ในเมือง
เริ่มต้นเช้าตรู่ที่สนามบินดอนเมือง เช้ามากจริง ก่อนพระอาทิตย์ตื่นอีก
ณ จุดนี้ ต้องขอขอบคุณผู้สนับสนุนในการจองตั๋วให้
คือ อำพล หรือเรียกสั้นๆ ว่า คุณนายอำพิลาไล ขอบคุณมากนะคะ ^^
คณะนี้ประกอบโดย หนึ่ง (หัวหน้าทัวร์) กอล์ฟ น้องเกิ้น อำพล แบงค์ พี่จอร์ช  จิ๋ม หนึ่ง
พอขานชื่อกันครบ ก็เช็คอิน เริ่มบิน จากกรุงเทพ ก็มาถึงตรังในเวลาอันสั้น
สายการบินนก ตรงเวลาเป๊ะเว่อร์
ลงจากเครื่องก็รอรถตู้มารับ เพื่อเริ่มโปรแกรมตระเวนกรุง
ณ จุดนี้ ก็ต้องขอขอบคุณ หนึ่ง เพื่อนกอล์ฟ ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ รถ เรือ
และสิ่งอำนวยความสะดวกทุกสิ่งอย่างจริงๆ
ตั้งแต่กรุงเทพ จนถึงตรัง จนกลับกรุงเทพอีกที
ดีเลิศ แสนประเสริฐ แอนด์น่ารักมาก ขอมอบรางวัล คนดีศรีเมืองตรังเสียงจริงตัวจริง!
ความดีงามอร่ามหรูของหนึ่ง บรรยายอีก 2 blog ก็ยังไม่จบนะ

อาหารเช้าสไตล์ตรัง ติมซำเรือนไทย จัดไป
ร้านนี้เค้าไม่ได้ให้กินติมซำเป็นแบบ Hors-d’oeuvre (ออเดิร์ฟ) นะจ๊ะ
แต่มันคือ Main course!
เสียดาย มื้อนี้อดหมูย่างเมืองตรัง เห็นว่า เค้ามีแต่ตอนเช้าๆ
กินติมซำกันพอจุก หัวหน้าทัวร์ก็พาไปไหว้พระเสริมดวง
ทั้งวัดจีน วัดไทย วัดจีนเนี่ยออกแนวหมอกและควัน (ธูป)
ส่วนวัดไทย ร่มรื่น สงบ เย็น ชอบจัง

ถัดจากไหว้พระ รับบุญยกชุดกันเรียบร้อย ก็มาสู่จุด UNSEEN
หากไม่มาที่นี่ คงไม่กล้าบอกว่ามาตรัง และคงไม่เข้าใจถึงคำว่า Amazing Thailand!
ที่แห่งนี้ “ถ้ำเลเขากอบ” ลอดท้องมังกร
ระหว่างยืนรอต่อคิวขึ้นเรือเข้าลอดถ้ำ เหล่าเซียนหุ้นก็วุ่นวาย พัลวัน
พักนิดๆ ดื่มน้ำมะพร้าวแท้ๆ ผสมน้ำเชื่อมข้นๆ กินข้าวโพดคลุกเนย
และดมกลิ่นลาเวนเด้อโชยมาเป็นระยะ
พูดถึงตรงนี้ อยากขอคอมเม้นท์ให้ อบต. ถ้ำเลเขากอบ
สำรวจทิศทางลมฮวงจุ้ยก่อน ที่จะสร้างห้องน้ำดีไหมคุ๊ณ ชื่นใจเกิ๊น
พอเรือมารับ แบ่งถัวเฉลี่ยน้ำหนักเป็นสองลำ ลำแรก จิ๋ม หนึ่ง แบงค์ น้องเกิ้น
ลำสอง อำพล หนึ่ง กอล์ฟ พี่จอร์ช
ล่องเรือ ลงเรือ เดินดูหินงอก หินย้อย ห้องเจ้าสาว ลอดท้องช้าง
และอภินิหารหินตา ฯลฯ แล้วเดินวกกลับมาขึ้นเรืออีกรอบ
และเหตุการณ์หลังจากนี้ จะเข้าสู่ การลอดท้องมังกร อันตื่นเต้น เสียว กรี๊ด มากมาย
มันคือ ประสบการณ์ที่เล่าสู่ไม่มันส์ ไม่เร้าใจ เท่ามาสัมผัสด้วยตัวเอง บอกได้แค่นี้

ออกจากถ้ำ รู้สึกว่า ร่างกายได้เผาผลาญพลังงานทุกอย่างไปหมดเกลี้ยงแล้ว
เติมอาหารเบาๆ ด้วยขนมจีน 4 น้ำยา และผลไม้ล้างปากอีกถุงโตๆ (กะปิอร่อยมาก)
มีแรงเดินทางไปดูต้นยางพาราต้นแรก และแวะชมบ้าน ท่านพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ
เจ้าเมืองตรังสมัยนั้น ซึ่งเป็นผู้นำมาปลูก
ดูสถานีรถไฟที่คลาสสิกที่สุด สถานนีกันตัง ชานชาลาสวยนะ
เป็นสีเหลืองตัดกับน้ำตาล มองแล้วสบายตา

และก็ได้เวลาอาหารเย็น ที่ทุกคนรอคอย
รอคอยจริงๆ เพราะร้านเปิด 5 โมง แต่มาก่อนเวลาเล็กน้อย
ต่อให้ยืนน้ำลายยืดเกาะประตูลูกกรงหน้าร้าน เค้าก็ไม่ใจอ่อนเปิดให้เข้าก่อนเวลานะจ๊ะ
เพราะที่นี่ คือ ร้านโกเกี้ย กันตัง ร้านดัง เมนูเด็ด สั่งไปไม่ต้องบันยะบันยัง
จริงๆ แล้วมื้อที่กินขนมจีน ห่างจากมื้อเย็นไม่นานนัก
แต่พอเห็นอาหารแล้ว กระเพาะก็ตื่นตัว พร้อมทำงานขึ้นมากันทันใดทุกคน
มื้อนี้มีพี่มาร์ค สุดเท่ห์ (ทำเสียงแบบมาริโอ ในพี่มาก พระขโนง ด้วย มาร์ค-เค่อะ) ร่วมด้วย
อาหารก็จัดหนัก สมกับเป็นคุณหนึ่งจริงๆ จัดเยอะ จัดเต็ม ล้น! มี 4 กระเพาะยังใส่ไม่พอเล้ย
ปลาเต๋าเต้ยหม้อไฟ หม้อใหญ่เท่ากะทะทองแดง กุ้งทอดกระเทียมกองสูงเป็นภูเขา
พญาปูไข่ผัดผงกะหรี่ หอยจ้อปูแท้ๆ (กินแล้วไม่คุ้นนะ ปกติกินแต่แป้งเยอะๆ กรอบดี 555)
แกงส้ม ฯลฯ จำไม่ได้แล้วมีอะไรอีกบ้าง เยอะเกิน
แต่ไม่ได้ทานราดหน้าซุปเปอร์ทะเลนะ ไม่ไหวจะกิน

จบมื้อเย็น ก็ขึ้นรถตู้ มาลงท่าเรือ นั่งเรือไปเกาะ
ณ ตอนนี้ มืดค่ำแล้ว เหมือนพวกโรฮิงญา หนีข้ามประเทศยังไงไม่รู้
ความมืด กับความกว้างของทะเล มันทำให้รู้สึกว่า การเดินทางมันยาวไกล
หรือว่ามันไกลจริงๆ ก็เริ่มไม่แน่ใจ 555
ไปส่งพี่มาร์คที่ท้ายเกาะ แล้วนั่งเรือต่อ กลับมาที่ลิบงบีชรีสอร์ท เพื่อพักผ่อน
แล้วคุณหนึ่งต้องนั่งมอไซด์ ต่อเรือ เพื่อกลับท้ายเกาะ เตรียมสิ่งของที่ใช้ดำน้ำวันรุ่งขึ้น
สุดยอดมาก ณ จุดนั้น ขอมอบรางวัล ขวัญใจลิบงบีชให้
แต่ กอล์ฟแอบสงสัยว่า หนึ่งไม่ได้กลับเกาะนะ อาจแอบมีนัดแนะกับใคร ระหว่างทาง
อันนี้ ไม่กล้าฟันธงเหมือนกัน ฮา
เพราะ กอล์ฟ ชวนให้หนึ่ง นอนด้วยกัน ไม่ต้องเดินทางเหนื่อย ก็ไม่เอานะ
ห้องพักที่นี่กว้างดี กลอนประตูก็ซ่อนเสียมิดชิด เกือบหาไม่เจอ
นั่งเล่นซักแป๊ป อาบน้ำ แล้วก็หลับสนิท ไร้รอยต่อมาก
วันนี้รู้สึกเหมือนมี 48 ชม.

วันที่สอง วันแห่งการดำน้ำ เป็นธิดาเจ้าสมุทร
หัวหน้าทัวร์นัด 8 โมงเช้า แต่กว่าจะแต่งตัว ทานข้าวเช้า ถ่ายรูป ไรๆ ก็ซัก 9 โมงได้
ขนกระเป๋า ขึ้นรถกะบะเปิดประทุน ขับไปบนถนนอิฐตัวหนอนอันทอดยาว
(ไฮโซมาก คิดได้ไง เอาอิฐตัวหนอนมาทำเป็นถนน คนปูอิฐเก่งเหลือหลาย)
ไปสู่ท่าเรือ ขนของและตัวลงเรือ ซึ่งเรือของพวกเราเป็นต้นแบบของเรือกอนโดล่า ก็ว่าได้
แอบตกใจนิดหน่อย แทบสิ้นสติ เมื่อเห็นเรือไร้หลังคา OMG!

ขอขอบคุณ พี่บ่าว กัปตันควบคุมเรือ ถึงที่หมาย สบายผิดกัน
จริงๆ พี่เค้าก็ขับตั้งแต่เมื่อคืนแหละ แต่จำไม่ได้
เรือรับพวกเรามาถึงเกาะ ที่ส่งพี่มาร์คเมื่อคืน เพื่อเก็บกระเป๋า คืนนี้จะนอนเกาะนี้
สงสัยว่าทำไมมันใกล้มาก ผิดกับเมื่อคืน หน้ามือ หลังเท้าเยี่ยงนี้
เมื่อคืน พี่บ่าว พาหลงเร๊อะ ?!?! วันนี้ถึงเร็วเหมือนเหาะมา

พอถึงเกาะ มองขึ้นไปก็สบายใจได้ หลังคาเรือ รอพร้อมประกอบอยู่บนหาด เยส!
ไม่งั้น เป็นธิดาสมุทร เวอร์ชั่นเจ้าเงาะก่อนถอดรูปกันแน่ๆ
คุณหนึ่งสั่งการ พี่บ่าว กับน้องผู้หญิงอีกคน ให้พาไปดำน้ำ และพากลับมาซัก 5 โมงเย็น
หนึ่งไม่ได้ไปด้วยกัน เพราะต้องเตรียม อาหาร ไรๆ
และออกไปหาซื้อเค้ก เตรียมเซอร์ไพร์สวันเกิดย้อนหลังให้จิ๋ม
คุณหนึ่งคะ คุณ คือ คนดีศรีลิบง again!
เห็นว่าชาวราศีมีน จะรวมตัวกันขอมอบรางวัล คนน่ารัก ใจดี สปอร์ต จลบ. ให้ด้วย
(จลบ. = จันทรา เลอ ลิบง)

วันนี้พวกเรา เงือกน้อยเจ้าทะเล มีภาระกิจเผชิญโลกใต้น้ำ ดังนี้
เกาะกระดาน > ถ้ำมรกต > เกาะมุก > เกาะเชือก(เกาะม้า) > เกาะแหวน
เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศการล่องเรือกอนโดลา อันลือชื่อแห่งเวนิส อิตาลี
เลยต้องขอเปิดเผยข้อมูลจริงที่ว่า พี่บ่าว กัปตันเรือ ก็สืบเชื้อสายจากอิตาลีเหมือนกัน
ชื่อจริง คือ ราฟาเอลโล บ่าว กุยโด Da Libong
(ขออนุญาตเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวพี่บ่าวอีกเล็กน้อย ว่า พี่แกไม่ธรรมดานะจ๊ะ
เป็นถึงทายาทมรดกที่ดินกว่า 20 ล้านลีร์)
และน้องผู้หญิงมีชื่อเล่นว่า มิเคเลน่า Da Libong
โอเค เริ่มล่องเรือได้

บนเรือมีอาหาร ขนม น้ำดื่ม เตรียมพร้อมมาก กะว่า ถ้าติดพายุกลางทะเล ก็น่าจะไม่อดตาย
จัดเต็ม ดูแลกันเต็มที่อีกตามเคย เจ้าของทัวร์
แต่ละเกาะ จะมีจุดขายที่ต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ปะการัง 7 สี  ปลาฝูงใหญ่ ปลาหลากสี
หินเรืองแสง หอยสวยๆ และงูทะเล ตัวหลังนี่ไม่เกี่ยว แต่เห็นแล้วขนลุกมาก
สวยงามตามประสาทะเลอันดามัน ประทับตา ตรึงใจ

ในส่วนของถ้ำมรกต อีกหนึ่ง unseen ก็สนุกดีนะ
แอบสงสารน้องผู้หญิงที่ลากพวกเราเข้าถ้ำ หน้าน้องแบบ ละเหี่ยเพลียใจมาก
ซักพัก แบงค์ต้องไปช่วย เพราะแต่ละคน กินแรงมว๊าก
มือไม่พาย เท้าก็เขี่ยเล่นกัน แถมยังแกล้งคนข้างๆ ไปตามทางอีก
ปลายทางของถ้ำแห่งนี้ ถูกใจพี่จอร์ชเป็นพิเศษ สุขารมย์ เลยเนอะพี่เนอะ อั้นมานาน 😉
พักผ่อนถ่ายรูป ฝีมือการ Choreograp by อิสราภรณ์พรรณราย
และน้องมิเคเลน่า ก็เรียกรวมพล ว่ายน้ำออกจากถ้ำ

จนมาถึงเกาะสุดท้าย ซึ่งหญิงอั้ม จิ๋ม เรา ขอตัวรอชิวๆ บนเรือนะ
เราแอบคิดว่า ที่น้องอั้มขออยู่บนเรือ เพราะนางคงเพลีย
จากการที่นางเอาหัวกระแทกหลังคาเรือไปหลายรอบมาก
(ใครเลยจะรู้ว่า การกระเทือนทางศรีษะนั้น
ช่วยให้นางเป็น นักเต้าข่าวชั้นเลิศ ในเวลาถัดมา..
ถึงกับได้ฉายา ว่า น้องอั้มเต้าข่าว)

พูดถึงน้องอั้ม ขอต่ออีกหน่อย
นางเกือบเอาชีวิตไปบริจาคให้ปลา ที่เกาะลิบงซะแล้ว
เรื่องมีอยู่ว่า พอเรือจอด ณ เกาะ(จำชื่อไม่ได้แล้ว) ให้ทุกคนลงไปดำน้ำ
นางก็ลีลา อยู่บนเรือ จนลงมาเป็นคนเกือบสุดท้าย เหลือนาง กับ จิ
จิ ก็สาระวน กับการ จัดหน้ากาก และท่อหายใจ ให้เข้าที่
คนอื่นก็แหวกว่ายไป ซักพัก จิ๋มก็ตะโกนขึ้นว่า อำพล! เสื้อชูชีพ!
ตัดภาพไปบนเรือ น้องอั้มก้าวลงกระไดเรือมา มีเพียงสนอกเกิ้ล และตัวเปล่า
นางว่ายน้ำไม่เป็นนะ แต่ไม่รู้อะไรดลใจ เดชะบุญของนาง จิ๋มหันไปเห็นพอดี
ทีเวลาอยู่บนเรือ นาง alert มาก นั่งใส่เสื้อชูชีพ
พอตอนจะลงน้ำ ลงมาตัวเปล่าซะงั้น น้องอั้ม เอ้ยยยย ทำไปด้าย 555

พอพวกเราดำน้ำเสร็จแล้ว ครบทุกเกาะ แต่พี่บ่าวบอกว่ายังไม่ถึงเวลากลับ
เพราะ คุณหนึ่งให้พากลับไป 5 โมง
ก็เลยต้องอ้อนวอนว่า พี่ขา กลับก่อนก็ได้ คุณหนึ่งคงไม่ว่ากระไร มั๊ง
พวกหนูดำน้ำจนเปลี้ยไปหมดแล้ว 5555 พี่บ่าวถึงยอมพากลับที่พัก
กิจกรรม การนั่งเรือกลับที่พักของแต่ละคน ก็แตกต่างกันไป เช่น
น้องอั้ม นั่งพับเพียบไทยแลนด์บนท้องเรือ และหลับ
แบงค์ นอนอาบแดด โชว์สรีระอยู่หน้าหัวเรือ กลัวเหยี่ยวจะบินลงมาโฉบนางไปกินมาก
สองพี่น้อง กอล์ฟ เกิ้น ก็หลับ ท่าสองคนนี้ เรียบร้อยระดับนึง
ไม่ถึงกับน้องอั้ม แต่ไม่อ้าซ่าขนาดแบงค์
จิ๋มก็ทาซันบลอกก่อนหลับ 555 ทามันทุก 15 นาที เคล็ดลับความขาววิ้งค์นะ
เด็ดสุด คงเป็นพี่จอร์ช นางนั่งอั้นฉี่ ตลอดเวลา ไปจนถึงที่พัก
เพราะนางทำในทะเลไม่ได้ โตมาในรั้วในวังก็งี้ ทำไรประเจิดประเจ้อไม่ถนัด

และเมื่อเรือกลับมาถึงที่พัก เกาะสวาท หาดสวรรค์
ยังเทียบท่าไม่สนิท พี่จอร์ช ก็วิ่งเข้าป่าไปแล้วค่ะ 555
เรากับจิ๋ม ก็ไปอาบน้ำ ณ จุดนี้ ผู้หญิงสองคน อาบน้ำด้วยกันนะ
พออาบออกมาเสร็จ บอกให้เพื่อนที่เหลือ เข้าไปอาบพร้อมกันได้ เพราะห้องน้ำกว้าง
ส่ายหัวกันเป็นแถว บอกว่า ต๊าย! อาบด้วยกันได้ไง ไม่ได๊ ต้องต่างคนต่างอาบ
ชะนี ถึง กับ งง -_-”

บรรยากาศเพิงห้องน้ำ ซึ่งเป็นห้องอาบน้ำในตัว ก็เลียนแบบการจ้วงตักตุ่ม
ยิ่งตอนเรากับจิ๋มอาบด้วยกัน จ้วงตัก สาด กัน น้ำกระจาย
อาบไป น้ำกระเด็นเข้าไปในถังเหมือนเดิม อาบเท่าไหร่น้ำก็ไม่ลดซักที 555!

เมื่อทุกคนเคลียร์ตัวเองพร้อม นั่งล้อมกองฟืน
รอสุดหล่อ หัวหน้าทัวร์ หอบหิ้วอาหารกลับมาให้
คล้ายๆ ยุคหินนะ หัวหน้าเผ่าออกไปล่าสัตว์ กลับมาให้ลูกบ้านกิน
ต่างกันที่ หัวหน้าเผ่าคนนี้ ทำเองหมด ชอป ปรุง ย่าง ปิ้ง ทอด ใส่จานให้กิน
ลูกทัวร์ นั่งรอใส่ปาก อย่างเดียว 🙂 ดูแลกันดีขนาดนี้
แม่ช้อย ขอ featuring รำ ร่วมกับ กอร์ดอน แรมซี่ และเจมี่ โอลิเวอร์
เพื่อมามอบรางวัล สุดยอด master chef แห่งตรัง ให้เลยทีเดียว

อา! หาร! เยอะ! มาก! ได้ข่าวว่า 8-9 คน นึกว่า เลี้ยงคนทั้ง 5 หมู่เกาะลิบง
จานเด็ดสุด กุ้งมังกร 7 สี อันนี้ให้ ติดดาวให้เจ็ดดาวเหนือเลย
ปูแดง ปูดำ หอยชักตีน ปลาเก๋า แกงเหลือง น้ำพริกกุ้งสด แตงโม
ปลาย่าง อร่อยเหาะ Like x Like! ตั้งแต่กินปลามา ตัวนี้อร่อยสุด ^^
ปลาทอดกรุบกรอบ ปูหวานๆ สดๆ หอยแครงตัวใหญ่มาก ปลาหมึกยักษ์
หอยชักตีน น่าเสียดายมาก เพราะไม่มีไม้จิ้มฟัน น้องอั้มไม่ยอมเหลาไม้ให้น่ะ
ก็เลยกินเท่าที่กินได้ จิ้มน้ำจิ้มรสเด็ด

และ ได้เวลา เซอร์ไพร์สเค้กให้จิ๋ม ฉลองวันเกิดย้อนหลัง
เป่าเทียนบน เค้กชอก โอรีโอ ชาเขียว
เราว่าเป็นบรรยกาศที่น่ารักมากนะ
เป่าเทียนท่ามกลางคลื่นม้วนเกลียวเป็นฟองขาวๆ
ดาวกระพริบดั่งประกายเพชร เรียงรายเป็นรูปหัวใจบนแผ่นฟ้าสีดำ
แสงจันทร์สลัวๆ ดูอบอุ่น สาดแสงลงมาบนผืนทราบอันละเอียดนุ่ม
มีเสียงหรีดหริ่งเรไรขับขานทำนองเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์
จิ๋มๆ แกร อินด้วยป่ะ? 555
ต้องขอบคุณหนึ่งอีกรอบที่สรรหาเค้กมาให้
ไม่งั้นจิ๋มได้เป่าเทียนบนก้อนเค้กเมืองตรังแน่นอน

เมื่อกินของหวานเสร็จ หนุ่มๆ ก็เริ่มเล่นเกมส์รอบวงเหล้า
ส่วนพี่จอร์ช ขอบาย เพราะ พี่บอกว่าเวลาเมาพี่ดูไม่งาม
เล่นเกมส์ตั้งชื่อ ซึ่ง ไม่รู้จะฮาไปไหน
จากเกมส์นี้
– กอล์ฟคงจะจำชื่อ โรงเรียนวิเชียรมาตุ ไปได้อีกนาน
– น้องอั้มเต้าข่าวเก่งมาก สามารถทำให้คนรอบวงเชื่อว่า หนึ่งพูด มะพร้าว ซ้ำกับแบงค์
แม้แต่แบงค์เองก็หลงเชื่อไปด้วยว่าตัวเองพูดออกมาจริง จนทำให้หนึ่งต้องซดไป 1 จอก
– น้องอั้ม ยังคงเนียน รอดตัว กับการบอกว่า แม่โนบิตะ เป็นชื่อนึงในการ์ตูนโดเรม่อน -_-”
หากวนมาถึงนางอีกรอบ นางคงบอกว่า เพื่อนโนบิตะ ปู่โนบิตะ ….
– น้องเกิ้น คนนี้ นอกจากจะตั้งโจทย์ได้ งง รอบวงแล้ว
ยังชอบพูดชื่อซ้ำกับที่ตัวเองพูดออกมาแล้ว เมาดิบ มาก
– และใครก็ได้ ช่วยบอกหนึ่งด้วย ว่า พุง ไม่ใช่อวัยวะภายในนะจ๊ะ

เฮฮา เมามายไปได้ซักพัก
แบงค์บอก ขอพัก โดยการเอาปูมากิน แกล้มแตงโม
อั๊ยย่ะ! เพื่อนชั้น พักเอาอิ่ม แล้วคุณหนึ่งก็ไปปิ้งปู ปิ้งหมึก อีกรอบ
กินซักพัก แบงค์ขอตัวเข้าที่นอนคนแรกเลย

คืนนี้ สัมผัสบรรยากาศ นอนเต้นท์ริมทะเล
แปลกใหม่ไปอีกแบบ เสียงลมพัดมาโดนหญ้า มันช่างสร้างจินตนาการบรรรเจิด
เหมือนเสียงคนมาเดินอยู่รอบๆ เต้นท์ เลยนะ
…ที่ดิน นี้มีความลับใช่ไหม ?!?!?…
เราก็หลับๆ ตื่นๆ นอนรอฟังเสียงโทรศัพท์ปลุกนะ ปวดฉี่มากแต่ไม่กล้าลุกไปไหน
เพราะระยะทางระหว่างเต้นท์กับห้องน้ำ ห่างไกลเหลือเกิน แถมยังมืดมิดด้วย
พอได้ยินเสียงโทรศัพท์ปลุก 6 โมงเช้า ดีใจมาก เรียกจิ๋ม ตื่นไปอาบน้ำกันเลย 555

ระหว่างอาบน้ำ ขัดหลัง ตีฟองสบู่ คุยกระหนุงกระหนิงอยู่
ก็ได้ยินเสียงน้องอั้ม ดังมาจากหน้าห้องน้ำ
บอกว่า ข้าศึกบุก ขอเข้าไปหน่อย
ประมาณว่า คงยืนรอนานแล้ว นังสองตัวนี้ อาบน้ำกันไม่เสร็จกันเสียที
โผล่ไป นอกจากน้องอั้มแล้ว ยังมีพี่จอร์ช ยืนรอต่อคิวอยู่ด้วย แหะๆ

เมื่อทุกคนอาบน้ำเก็บกระเป๋ากันเรียบร้อย ก็เริ่มต้นโปรแกรมวันสุดท้าย

วันที่สาม เก็บตก
อาหารเช้า คือ เบาๆ หนึ่งบอกจะพาไปกินโรตี
เดินทางโดนนั่งเรือ มาต่อรถ เค้าเรียกว่ารถอะไรไม่แน่ใจ
งั้น for lack of a better word รถซาเล้ง แล้วกัน
นั่งได้ไม่ครบ ที่เหลือขี่มอไซด์ตาม แว้นกาย สก๊อยเกริล์มากค่ะ
จนมาถึงร้านโรตี ที่ยังไม่ขายโรตี
เปลี่ยนแผนจากการกินโรตีเบาๆ มาเป็นการกินข้าวเบาๆ
จัดไปคนละจาน กับชาเย็น

แล้วกลับมาจุดเดิม ขึ้นเรือ ไปดูพยูนฝูงสุดท้าย
นั่งเรือกันไป ยาวไกล สุดท้ายพยูนไม่มีจริง
ที่เห็นคือ หญ้าอาหารพยูน นะ
แต่พี่บ่าว บอกว่า พยูนเค้าจะมาตอนเช้า เราไปสายเกินไป
แหน๊ะ มีรอบแสดงอี๊ก

แล้วก็นั่งเรือต่อ มาขึ้นบก เพื่อต่อรถตู้ ไปทานอาหารกลางวันแบบปักษ์ใต้
ร้านนี้ ที่ทำน้ำพริกกุ้งสดอร่อยไปสามโลก
อาหารเยอะ จัดเต็ม จนมื้อสุดท้าย
ไข่เจียว แกงเหลือง ปลาทอด ผัดผักเหลียง (ใช่ปะ?)
คั่วกลิ้งปลาอินทรีย์ ผัดกระเพราทะเล แกงไตปลา (หมดยัง จำไม่ได้แระ)
กินที่ร้านแล้ว ยังสั่ง น้ำพริก คั่วกลิ้ง กลับบ้านกันอีกนะ ติดไม้ติดมือหลายถุง
หนึ่งยังไปซื้อกล่องโฟมมาให้แพค โหลดขึ้นเครื่องบินอีก
รูปงาม จิตใจงาม ตลอดเวย์ นะคนนี้ เพื่อนปลื้มปริ่ม น้ำตาคลอมาก ในความมีน้ำใจ

หลังจากนั้นหนึ่งก็พาไปซื้อของฝาก พอเป็นพิธี
แล้วก็มาส่งเพื่อนๆ ที่แอร์พอร์ต และล่ำลากัน

อยากบอกแค่ว่า เป็นทริปที่ประทับใจมาก ดีใจที่ได้ไปนะ

ทริปนี้คงไม่สนุกอย่างนี้ หากขาดใครไปซักคน ขอขอบคุณเพื่อนร่วมทริป

หนึ่ง – หัวหน้าทัวร์ได้โล่ห์ ประทับใจตั้งแต่ การทำรายการเดินทางให้ ยังกะ บ.ทัวร์
การเทคแคร์ ใส่ใจ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย (จริงๆ อาจเหนื่อย แต่ก็ไม่มีใครช่วยอยู่ดี)
อาหาร ขนม น้ำ ทู๊กอย่าง สากกะเบือ ยันเรือกอนโดล่า
สมควรกวาดทุกรางวัล ทุกสาขา ทุกเวที
เราเพิ่งรู้ว่าจริงๆ แล้ว หนึ่งเค้าเป็นพี่นะ
แต่มองหน้าแล้วเรียกพี่ไม่ลงจริงๆ หน้าเด็กเว่อร์

จิ – ผู้ริเริ่มบุกเบิกชวนให้เพื่อนไปพักรีสอร์ทสุดหรู บนเกาะลิบง
แต่ลืมบอกเพื่อนไปว่า รีสอร์ทยังไม่เสร็จนะ 555
และเป็นมืออัพโหลดรูปผ่านไอแพดให้เพื่อนๆ ตลอด
รวมถึงเสื้อกระซิบรัก ปู่ม่าน-ย่าม่าน เก๋ๆ จาก น่าน
เสื้อจาก จ.น่าน ภาคเหนือ เอามาใส่ที่ลิบง จ.ตรัง ภาคใต้
เอาแต่ใจเล็กๆ แบบไม่ต้องแคร์โลเคชั่น
รูปถ่ายเซทเสื้อนี้ น่ารักมาก ชอบ!

น้องเกิ้น – หล่อสารพัดประโยชน์ หิ้วกระเป๋า ถ่ายรูป ช่วยทำอาหาร
แต่พี่ๆ เค้าฝากขอร้อง เกมส์ที่เล่นตอนกินเหล้า ไม่ต้องซับซ้อนมากได้ไหม
ขนาดสติดีๆ ยังงง กับโจทย์น้องเล้ย
ไม่รู้จะสงสารน้องเกิ้น ที่ไม่มีใครเล่นด้วยดี หรือเห็นใจพวกพี่ๆ ดี
มึนเหล้าแล้ว ยังมึนโจทย์น้องอีกนะ

หญิงอั้ม หรือน้องเต้า – ฉายาเต้าข่าว ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย
ต้องเก่งจริงๆ เท่านั้น ไม่ว่าจะสร้างข่าวให้เพื่อนๆ ฟังว่า
พี่บ่าว กับน้องผู้หญิงบนเรือเป็นสามี-ภรรยากัน
เต้าข่าวหลอกเพื่อน ตอนเล่นเกมส์กินเหล้า
เด็ดสุด คงเป็น ตรงท่าเรือ ที่นางตะโกนว่า ให้เพื่อนๆ ลงมาดูปักเป้า
แต่เพื่อนๆ ไม่ค่อยสนใจ นางก็จึงเต้าอีกชั้นว่า ไม่ใช่ปักเป้า แต่เป็นปลาหมึก
เพื่อนๆ รีบวิ่งไปดูกันใหญ่ ปรากฎว่า มันคือ ถุงพลาสติก -_- น้องเต้าเอ๊ย
แม้แต่ตอนสุดท้าย นางยังยืนยันว่า เค้กตรัง 3 กล่อง 100 บาท
แต่ไม่มีซักร้าน เค้าขายกล่องละ 45 บาทย่ะ 3 กล่องก็ไม่ลดให้ด้วย

พี่จอร์ช หรือ เจ๊ติ๋ม ทีวีพูล – ดำน้ำ ลงคนแรกตลอด เดาว่า พี่อยากลงไปฉี่ 555
เจ๊ติ๋มน่ารักมากนะ มีความรอบรู้ทุกเรื่อง เช่นๆ
นางสามารถจำแนกได้ว่า อันไหนคือพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ใบเลี้ยงคู่ !

แบงค์ – แฟชั่นชุดว่ายน้ำ ที่ล้ำไปอีกหลายปีแสง
ได้ข่าวว่า แอนนา วินทัวร์ เห็นแล้วถึงกับอึ้ง ทึ่ง เสียว
อยากจะขอไปเป็นแรงบันดาลใจ ในคอลเลกชั่นใหม่ ของโวคปารีส เลยเชียว
แบงค์อาบแดดซะ ตัวไหม้ จักแร้ไหม้ ห้องเครื่องไหม้ ชีวิต ลิขิตเอง จริงๆ

NJKS น้องจิ๋มคนสวย – ทากันแดดทุก 15 นาที
ถ้านางดำ กลับไปถึงกรุง จะเข้าหา สคบ. ฟ้องบริษัทผลิตครีมกันแดดทันที
ชโลมทาขนาดนี้ แสงมันทะลุผ่านลงไปไม่ได้แล้วคะ เพื่อนขา
แต่แอบได้ข่าวมาว่า ตอนนี้ไปหาหมอ ผื่นขึ้นตัว แพ้ครีมกันแดด
spf 100 พอกมากไปหน่อย

สุดท้าย ส่งท้ายด้วยคำขวัญของ จ.ตรัง
“ลอดท้องมังกรสุดเสียว ทะเลสีเขียวมรกต
อาหารปักษ์ใต้สุดแซ่บ อาหารทะเลสดๆ
สัญญาณ 3G แรงจริงไม่มีตก ขอเชิญเที่ยว ลิบง ณ ตรัง เอย”

IMG_0652

ด้วยรักและอาลัย

2001 – 2013

อาลัยรักแด่ “กอลลั่ม”
หมาน้อยสายพันธ์ปั๊ก หน้าย่น ดั้งหัก ตัวกลม ขยันหิว 
เห่าดัง ขี้อ้อน นอนกรน ชอบเล่นตุ๊กตา
แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุด

ต่อไปนี้คงไม่มีอีกแล้ว หน้าตาตลกๆ กับแววตาอ้อนๆ คู่นั้น
ไม่มีอีกแล้ว เวลากลับมาถึงบ้านจะเจอท่านอนหงายรอให้เกาพุง
ไม่มีอีกแล้ว…

ขอบคุณที่เราได้อยู่ในครอบครัวเดียวกัน
ถือเป็นปรากฏการณ์นึงอันดีมาก ที่เกิดขึ้นในชีวิต
แต่กระนั้น ก็มีบางปรากฏการณ์ที่ ” ริบ ” เอาสิ่งนั้นไปจากชีวิตเรา

กอลลั่มได้จากไปเมื่อเช้ามีดวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556
ไม่มีลางบอกเหตุใดๆ จะทำให้เราเฉียวใจ และระวังภัย
ไม่มีเหตุการณ์อะไรจะเตือนให้เรารู้ล่วงหน้าได้เลยว่า
เช้าวันนั้นจะไม่เหมือนเดิม
เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นช่างเหมือนทุกๆ วัน เหลือเกิน
แต่เมื่อตื่นมาก็พบว่ากอลลั่มสงบนิ่ง นอนหลับอย่างนิรันดร
พาไปหาคุณหมอ ก็ได้รับคำยืนยันว่า กอลลั่มเค้าไม่อยู่กับเราแล้ว.. จริงๆ
สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลว
การขอให้คุณหมอปั๊มหัวใจ
การสวดภาวนา คำอธิษฐาน ไม่บังเกิดผล
ไม่มีใครให้พรวิเศษ ไม่มีปาฏิหาริย์
ทุกอย่างจบลงแบบนั้นเอง

คำปลอบใจไม่ว่าดีแค่ไหน ก็ไม่ได้ทำให้น้ำตาน้อยลง
และถึงแม้จะเข้าใจว่า การเกิดมา ดำรงอยู่ และดับไป เป็นเรื่องอันธรรมดาที่สุดของชีวิต
มันก็ยังยากที่จะเดินต่อไป
เราไม่แน่ใจว่า ความเสียใจ ความทุกข์ ที่เกิดจากการพลัดพราก สูญเสีย
กับการยังยึดติดกับสิ่งที่เคยมี อันไหนมันมีมากกว่ากัน
บ้านที่ไม่มีกอลลั่มมันไม่เหมือน ไม่มีอะไรเหมือนเดิม
สิ่งเดียวที่ทำได้ คือ ทำใจให้ยอมรับอย่างเข้าใจ
และสิ่งที่จะช่วยได้ คือ เวลา

กอลลั่มเป็นส่วนนึงในความสุขชีวิตเรา
และเราก็แอบหวังว่า กอลลั่มคงมีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน เช่นกัน
ความสุข จบไปแล้ว แต่ความทรงจำยังทำหน้าที่ของมันต่อไป

ขอให้กอลลั่ม ผู้เปรียบเสมือนน้องชาย เหมือนเพื่อนรัก ได้ไปยังที่ดีกว่า สงบสุข
ถ้าไม่มาเกิดแล้วก็ขอให้เป็นเทวดาน้อยที่มีความสุข
ถ้ายังอยากมาเกิดอีก ก็ขอให้เกิดในที่ดีๆ
(จะเจอกัน..อีกได้ไหม?)

คิดถึงหมาตัวนี้เสมอ และตลอดไป

ด้วยรัก
จากคนเสียหมา

นิ้วกลม

เคยมีคนบอกหลายคนแล้ว ว่าหนังสือของนิ้วกลม ดี
เพื่อนหลายคนบอกว่า แนวแกรเลย
เคยไปเปิดๆ ดูบ้าง บางหน บางเล่ม ที่เคยๆ ได้ยินมา
แต่ก็ยังไม่ได้ซื้อมาอ่านเป็นเรื่องเป็นราว

จนกระทั่งเมื่อวาน มีโอกาสได้ใช้เวลาเสี้ยวหนึ่งอยู่ในร้านหนังสือ
ทีแรกตั้งใจจะไปหาหนังสือ เรื่อง เปียโน 1 to 5
เดินไปเดินมา เห็นหนังสือเล่มนึง กะทัดรัด สีขาวๆ
มีรูปหน้าปก เป็นปีกเครื่องบิน ตัดกับท้องฟ้า เมฆ และแสงอาทิตย์
โห รูปแบบนี้เราเพิ่งถ่ายมาเลย ตอนไปโอซาก้า
จำอารมณ์ได้ มันงามมาก สวยอยู่ในใจ
จะมีซักกี่คน ที่นั่งมองความงดงามเหนือก้อนเมฆ แล้วรู้สึกอดใจไม่ได้ หยิบมือถือขึ้นมาถ่าย
แทนที่จะปิดหน้าต่างขณะแสงจ้า แล้วสนใจกับจอโทรทัศน์เบื้องหน้า หรือหลับพักสายตา
แถมยังมีป้ายปักบนหนังสือว่า best seller ด้วย เลยหยิบขึ้นมาดู
เปิดๆ สะดุดตากับภาพถ่าย และประโยคบางประโยค
พลิกไปพลิกมาไม่กี่หน้า ก็ตัดสินใจเลือกมาเล่มนึง แล้วจ่ายเงิน

หนังสือชื่อว่า “สาระภาพ portrait of My Life”
ของ นิ้วกลม

และแล้ว เราก็เดินทางมาเจอกันอย่างเป็นทางการ ซักเล่ม ซักที

ขอสารภาพว่า หนังสือเล่มนี้ โดนมาก เราชอบดูหนังสือภาพถ่ายนะ
อาจจะเพราะโตแล้ว สายตาไม่ดี อ่านเยอะไม่ไหว 555
เราว่า เค้ามีคำบางคำ อ่านแล้วสะดุดมาก
เหมือนกับเดินผ่านแล้วได้ยินเสียงคนพูดอะไรขึ้นมาซักประโยคนึง
คุ้นหูมาก เหมือนพูดออกมาจากความคิดเดียวกัน
จนต้องหันกลับไปมอง ว่าใครพูด อยากเห็นหน้า อยากสนทนาด้วยจัง
บางแนวคิด เราคุ้นๆ ว่าเคยเปรยๆ ไว้ใน blog แล้วด้วยเหมือนกัน ใจตรงกัน
อาจจะฟังดูเหมือนเข้าข้างตัวเอง แต่ก็รู้สึกแบบนี้จริง ประมาณนั้น

เราชื่นชมความคิด มุมมองของนิ้วกลมมาก
สงสัยว่า บริโภคปลาดิบน้ำทะเลลึกเป็นอาหาร ดื่มน้ำแป๊ะก๊วยวันละ 8 แก้ว
ก่อนนอนจัดด้วยรังนกแช่ในน้ำแร่ นะ ดูมองโลกได้ฉลาด และสร้างสรร
สั้นๆ แต่เกท มันดูเซนดีนะ ไลค์เลย ^^
(แต่พี่วินทร์ อย่าเพิ่งน้อยใจ ยังไงพี่ก็อันดับ 1 ในใจตลอดกาล อิอิอิ)

ความคิดของคุณนิ้วกลมดีนะ เรียบ ง่าย และใช่
ใช้คำธรรมดา เข้าใจชัดเจน มองเห็นภาพ บอกเล่าเรื่องทั่วไป ในอีกมิตินึงที่ดีกว่า
ภาพถ่าย และเรื่องราว มันสอดคล้องกัน จนไปไกลกว่าตัวหนังสือที่อ่าน และภาพที่เห็น

เป็นการพบกันครั้งแรกที่ประทับใจมาก First impression last กันเลยทีเดียวจ่ะ

รู้สึกดีที่ซื้อเล่มนี้มา อ่านวนไปวนมา ยิ้มมุมปากบ้าง ขอบตาชื้นบ้าง
แต่รู้สึกว่าแค่อ่านเฉยๆ ชีวิตก็ดีขึ้นซะงั้น 🙂

=============================================

ขออนุญาตคัดลอกบางประโยค จากแต่ละเรื่อง มาให้อ่านนะ แล้วจะยิ้มเหมือนเราไหม
อีกทั้งเก็บไว้ เผื่อวันไหนเราอยากได้เพื่อนคุย คอยปลอบใจ และให้ข้อคิดดีๆ
อย่างฉับพลัน หยิบหนังสือมาเปิดไม่ทัน ก็จะได้เปิด blog หน้านี้อ่านอีกไง 😉

#
ทุกเช้าที่เปิดประตูออกจากบ้าน เราไม่รู้หรอกว่า วันนี้โลกจะสอนอะไร

เปิดประตูสู่ห้องเรียน ตั้งอกตั้งใจ โลกไม่ใจร้ายกับนักเรียนที่ดีหรอก

#
โลกของทุกคนกว้างใหญ่เท่าที่เขาเห็น ชีวิตของทุกคนกว้างขวางเท่าที่พวกเขาได้ใช้มัน

โลกของใครก็มีขนาดใหญ่เท่ากับประสบการณ์ของคนคนนั้น

ประสบการณ์ คือสิ่งที่บ่งบอกว่า เราใช้ชีวิตคุ้มค่าแค่ไหน

ไม่มีใครหอบหิ้ว ประสบการณ์มาฝากกันได้

การออกไปข้างนอก ช่วยเพิ่มพูนความแข็งแกร่งภายใน
เมื่อกล้าออกไป..หัวใจเราจะเติบโต

#
ไม่มีใครมีชีวิตที่ดีได้ทุกวันหรอก คนเรามีความทุกข์เป็นของตัวเองทั้งนั้น
คนรวยก็มีทุกข์แบบคนรวย คนจนก็มีทุกข์แบบคนจน
คนเก่งก็มีทุกข์แบบคนเก่ง คนโง่ก็มีทุกข์แบบคนโง่
คนขยันก็มีทุกข์แบบคนขยัน คนขี้เกียจก็มีทุกข์แบบคนขี้เกียจ

เมื่อวันหนึ่งมาถึง เราก็อาจจะพบว่า ชีวิตที่อยากมี อยากเป็น อยากใช้ นั้นเป็นอย่างไร
แต่การตอบคำถามตัวเองได้ กับการได้ใช้ชีวิตตามคำตอบนั้นเป็นคนละเรื่องกัน

ชีวิตที่เราชอบใจ อาจไม่ถูกใจคนอื่นก็ได้

หากอยากอยู่บนโลกนี้อย่างมีความสุข สิ่งจำเป็นจึงมิใช่แค่การตอบคำถามว่า
เราอยากมีชีวิตแบบไหน หากแต่คือการทำความเข้าใจชีวิตของคนอื่นด้วย

#
ไม่มีใครหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้ตลอดไป ต่อให้เราไม่เคลื่อนย้ายตัวเองไปไหน
สิ่งต่างๆ ก็เคลื่อนไหวผ่านตัวเราไปอยู่ดี ต่อให้เราไม่เดินทาง
โลกก็บังคับให้เราเดินทางผ่านเวลา และความเปลี่ยนแปลง

#
การเลือกเดินไปบนทางสายเปลี่ยว แม้โดดเดี่ยว แต่ก็น่านับถือยิ่งนัก

เมื่อพบเห็นผู้คนที่อยู่ตามลำพัง บางครั้งให้ความรู้สึกถึงความอ่อนแอ
แต่บางครั้งก็ให้ความรู้สึกถึงพลัง

หากอยากมีเส้นทางของตัวเอง ความโดดเดี่ยว อาจเป็นสิ่งจำเป็น

มนุษย์ทุกคนล้วนตัวเล็ก และบอบบาง โลกกว้างเกินกว่าจะเดินตามลำพัง
และช่องว่างนั้น เว้นไว้ให้เราเดินเข้าไป เติมให้กันและกัน

#
หากปลาเป็นต้องว่ายทวนน้ำ คนเป็นก็คงต้องว่ายทวนความเศร้า

ปฎิเสธไม่ได้ว่า ชีวิต คือความเศร้า

สบตากับความเศร้า จ้องมันให้เต็มตา แล้วว่ายทวนกระแสแห่งความเศร้าขึ้นไป

#
บางความรัก ไม่ได้เติบโตเป็นความจริง
มันหยุดนิ่ง และกลายร่าง..เป็นความทรงจำ

#
ความสัมพันธ์ต้องการเงื่อนไขต่างจากความรัก
เรามีรักข้างเดียวได้ แต่เรามีความสัมพันธ์ข้างเดียวไม่ได้

ยากนักที่คนคนเดียว จะรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ได้
ความสัมพันธ์ที่ยืนยาว ล้วนเกิดจากความพยายามของคนสองคน
จะเก่าแล้วฝุ่นจับ หรือเก่าแล้วเงาวับ ก็อยู่ที่ผู้ดูแล
ลดความเป็นตัวของตัวเองลงบ้าง
เพื่อเผื่อพื้นที่ให้อีกฝ่ายได้เป็นในสิ่งที่เขาเป็น

#
อะไรกันที่ทำให้เราอยากมีชีวิตอยู่

ชีวิตมีความหมายมากขึ้น เมื่อรู้ว่าเรามีความสำคัญกับคนอื่น
ความเป็นตัวเองนั้นมิได้สลักสำคัญอันใดเลย
การเป็นลูกของแม่ เป็นพ่อของลูก เป็นน้องของพี่
เป็นปู่ย่าของหลาน เป็นสามีของภรรยา
เป็นเพื่อนของเพื่อน เป็นแฟนของแฟน
เป็นลูกน้องของเจ้านาย เป็นเจ้านายของลูกน้อง
สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่สำคัญ

หนึ่่งชีวิตของคนเรา ประกอบขึ้นจากคนข้างๆ
ตั้งแต่วินาทีแรก จนถึงวินาทีสุดท้าย
ความสัมพันธ์กับคนข้างๆ รวมเข้าด้วยกัน กลายเป็นความหมายของตัวเรา
เพราะคนข้างๆ นี้หรือเปล่า เราจึงอยากมีชีวิต
และได้มีชีวิตต่อไป แม้ไม่เหลือลมหายใจแล้วก็ตาม

#
ทุกวันนี้โลกวิ่งเร็วจนเราคุ้นชินกับความเปลี่ยนแปลง
ของใหม่กลายเป็นของเก่าภายในเวลาไม่กี่เดือน
ไม่ถึงปีเทคโนโลยีที่เคยทันสมัยกลับดูล้าสมัยอย่างไม่น่าเชื่อ

แม้จะคุ้นชินกับกับความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้มากแค่ไหน
แต่เราก็ยังคงไม่คุ้นชินกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเองอยู่ดี
ทุกทีที่ชีวิตเดินมาถึงจุดเปลี่ยน ก็มีอันต้องเซ ต้องเศร้า ต้องโศก ไปกับมันเสมอ

ชวนให้เศร้าเมื่อผู้คนข้างๆ จางหายไปโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว

ความเปลี่ยนแปลงครั้งแรกๆ นำมาซึ่งน้ำตา
ครั้งถัดๆ มานำมาซึ่งความเข้าใจ
เราไม่ได้เสียใจน้อยลงหรอก แต่เราเข้าใจความเสียใจมากขึ้น

#
แม้ความทรงจำจะเกิดขึ้นจากความจริง
แต่ความทรงจำหาใช่ความจริงไม่

ความทรงจำมีคุณค่า เพราะมันอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

#
ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของอารยธรรม
มนุษย์ก็พยายามค้นหาเคล็ดลับของความงามมาตลอด

แม้พยายามมากมายแค่ไหน มนุษย์ก็ไม่สามารถเลียนแบบธรรมชาติได้

เพราะภาพธรรมชาติ มีมิติที่สี่
นั่นคือเวลา ที่มาของความเปลี่ยนแปลง หากรู้จักรอคอย

เรารู้สึกว่า ชั่วขณะนั้นสวยงามยิ่งนัก
เพราะรู้ดีว่า ความสวยงามตรงหน้า มิได้คงอยู่ตลอดไป

#
ความอยากมาพร้อมความไม่สงบ

การมองออกไปยังโลกกว้าง ให้ความรู้สึกต่างจากการส่องกระจก

วิวทิวทัศน์ที่สงบเงียบมักทำปฎิกริยากับจิตใจเราเสมอ
มิใช่ตื่นเต้นตาโต หากแต่เป็นเย็นๆ อยู่ข้างใน

#
เราอยากมีชีวิตที่มีแต่ความสุข จนลืมไปว่าความทุกข์เป็นเรื่องปกติ
เราอยากเป็นอมตะ จนลืมไปว่าความตายเป็นสิ่งแน่นอนที่สุด
เรานึกว่ามนุษย์บงการโลกนี้ได้
จนลืมไปว่าเราเป็นแค่มดตัวหนึ่งบนผลแตงโมลูกใหญ่ที่มีชื่อว่าโลก

ความจริงแท้ของชีวิตมักซ่อนตัวอยู่ในธรรมชาติ
ดวงอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า บอกกับเราว่าโอกาสยังมีเสมอ
ลมพัดแผ่วผ่านใบหน้า บอกกับเราว่าโลกไม่ได้โหดร้ายจนเกินไป
ความบอบบางของดอกไม้ บอกกับเราว่าให้ดูแลักษาความงามอย่างทะนุถนอม
เมฆหลายก้อนลอยเอื่อยบอกเล่าเรื่องความไม่แน่นอนให้เราฟัง
บางครั้งทะเลกว้างก็ช่วยย้ำเตือนเราว่า อย่าคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่
มีความจริงแท้มากมายในโลกใบนี้
ไม่ว่าเราจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของมันหรือไม่ก็ตาม

#
ชีวิตคือความจริง แต่อีกสิ่งที่มีอยู่ในชีวิตคือความฝัน

การก้าวเท้าสู่ความฝันอาจมิต้องการความเร่งรีบ
หากแต่ต้องการความสม่ำเสมอ ตั้งใจมั่น ไม่ทิ้งมันจนกว่าจะไปถึง

ความเป็นไปไม่ได้เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว

#
ความเชื่อที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ ย่อมน่าไว้ใจกว่าความเชื่อที่คิดเองเออเอง

ในช่วงเวลาย่ำแย่ คนที่มีความเชื่อว่า แล้วสุดท้ายมันก็จะผ่านไป
แสงแดดของวันใหม่ จะส่องประกายอีกครั้ง
ย่อมมีพฤติกรรมแตกต่างจากคนที่มีความเชื่อว่า
ชีวิตคือหุบเหวลึก ที่เราจะล่วงหล่นลงไปเรื่อยๆ โดยไม่มีที่สิ้นสุด
ไม่ควรตัดสินความเชื่อของใคร เพราะชีวิตของเราผ่านประสบการณ์มาต่างกัน

=============================================

วันพ่อดีเด่นแห่งชาติ

เนื่องในวโรกาสมหามงคล 5 ธันวาคม มหาราช
ข้าพระพุทธเจ้า นางสาวรินทร์หทัย สิริศิรวิชญ์ และครอบครัว
ขอถวายพระพรให้พระองค์ทรงพระเจริญ มีพระพลามัยแข็งแรง
เป็นมิ่งขวัญปวงชนชาวไทย และชาวโลกตลอดไปเทอญ
ควรมิควรแล้วแต่จะทรงโปรด ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

ได้ดูข่าว ทางทีวี ตื้นตันใจมาก กับในหลวงของเรา คนที่ไปเฝ้ารอชื่นชม
พระองค์ ทรงเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม
มีหลานถามคุณยายว่า ทำไมเราไม่อยู่ดูทีวีที่บ้าน มาที่นี่มองไม่เห็นในหลวงเลย
ยายตอบว่า ยายไม่ได้มาดูในหลวงหรอก
แต่ยายมาให้ในหลวงดู ว่ามีคนรักท่านมากมายขนาดไหน
ให้พระองค์เห็นว่ามีพสกนิกรที่จงรักภักดีต่อท่านมากมายแค่ไหน
น้ำตาซึมเลย เป็นคำตอบที่ดี และจริงมาก เราเห็นทางทีวียังขนลุก
แอบคิดในใจว่า ปีหน้าอยากจะไปให้พระองค์เห็นบ้างจัง

ทรงพระเจริญ! ทรงพระเจริญ! ทรงพระเจริญ!

สำหรับครอบครัวของเราวันพ่อปีนี้ เดินทางไปราชบุรี เพื่อร่วมงานพ่อดีเด่น
ซึ่งคุณก๋งได้รับรางวัลนี้ด้วย ของ อบต.แพงพวย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
เค้าคัดเลือกมาหมู่บ้านละ 1 คน รวมทั้งหมดก็ 12 คน
จัดขึ้นที่วัดเนกขัม จัดกลางแจ้ง เวทีใหญ่ สูงมากค่ะ
แล้วก็มีเก้าอี้พลาสติกเรียงๆ ข้างล่าง คล้ายๆ งานวัด 
มีโปรเจคเตอร์ขยายขึ้นจอใหญ่ให้ดูอีก จะได้เห็นกันทั่วๆ
ก่อนงานเริ่มพิธีเค้าก็มีการเปิดเพลง เปิดพระราชกรณียกิจ ประกอบเพลง ไรๆ ให้ดู
เพลินดีนะ นั่งฟังในนั้นแล้วกระหึ่ม ซาบซึ้งไปอีกแบบ
ปีนี้ลูกหลานไปไม่ครบ เพราะบางคนติดงานอีเว้นท์
เช่นอี้จิ๋ม ต้องไปเป็นพิธีกรงานวันพ่ออีกแห่งนึง
กู๋นู ตอนนี้ได้ตำแหน่งเป็น อบต. แล้ว ก็ต้องไปขึั้นเวทีในพื้นที่
ลุงนพ อี้แกลบ และลูกๆ หลานๆ ก็มีภาระกิจอีกเวทีนึงที่สวนผึ้ง
คุณยายยังไม่สามารถเดินทางได้ นอนอยู่บนเตียงที่บ้านเรา
กู๋ปุ๊ย รับหน้าที่พยาบาลเฝ้าดูแล
สรุป ที่มาร่วมพิธีได้ คือ มีบ้านเรา กับบ้านอี้ป้อม
รวมแล้วได้ 8 คน (ไม่นับก๋ง) จาก 22 คน (ทั้งตระกูล) 

กว่างานจะเริ่มได้ก็เลยเวลาไปครึ่ง ชม. เพราะ ประธานเลท สงสัยรับหลายจ๊อบ 555 
เปิดพิธีด้วยเพลง และต่อด้วยนักเรียน ชั้น ม.2 หนึ่งคนขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์บนเวที
สุนทรพจน์กินเวลาซัก 15 นาทีได้
ขอบอกว่าน้องชายคนนี้ เด็ดดวง พวงมาลัยมาก พูดโดยไม่ต้องมีสคริป
เนื้อหาที่พูดดีมากด้วยนะ เราชอบ มีการโยงธรรมะเข้ากับแนวทางเลี้ยงลูกด้วย
จังหวะ จะโคน หน้าตา ท่าทาง พลิ้ว อินน์ สุดฤทธิ์ ไม่มีติดขัด ไม่หลงลืม เจ๋งจริง ยกนิ้วให้
(ผิดกับคุณพิธีกร ด้านล่าง พูดตะกุกตะกัก วนไปวนมา ขนาดถือกระดาษสคริปไว้นะนั่น)
ต่อด้วยการรำถวายพระพร ของ นร.ชั้น ป.2
แล้วก็ถึงพิธีมอบโลห์คุณพ่อดีเด่นให้ทีละคน จากท่านประธาน 
ในบรรดา 12 คน จาก 12 หมู่ ก๋งเราอายุเยอะสุดเลย ย่างเข้า 93 ปี
ทุกคนก็จะเดินขึ้นไปรับโลห์บนเวทีอันตะหง่านนั้น ระหว่างนั้นทางพิธีกรก็จะอ่าน
ประวัติแต่ละคนให้ฟัง แล้วก็คุณงามความดี ประโยนช์ที่บำเพ็ญมา ไรๆ
แล้วก็ให้ญาติๆ ไปมอบดอกไม้ และถ่ายรูป

มี ก๋งเรา ตัวแทนหมู่ 6 กับคุณพ่อ ของหมู่ 3 ที่ไม่สามารถไต่ขึ้นบันไดเวทีได้
เพราะฉะนั้น ท่านประธานจะลงมามอบให้ด้านล่าง
เสียดายก็ตรงที่ถ้าไม่ได้ขึ้นเวที ไฟมันไม่ถึง
ดังนั้น แสงและเงาชัดเจน แต่หน้าคนมืดมิด 555

ถ้างานนี้เป็นงานประชันญาตินะ หมู่ 3 กับ หมู่ 9 ชนะเลิศมากๆ
ลูก หลาน เหลน โหลน อันแน่นเต็มเวที แถมมีการเตรียมพรอพ เช่น
ช่อดอกไม้ ตะกร้าแบรนด์ สก็อต ไรๆ มอบบนเวทีอย่างฮือฮา

ส่วนใหญ่ในทุกๆ บ้านนะ ก็จะมีลูกที่แต่งชุดข้าราชการ
เราเลยว่าเหมือนคนสมัยก่อน ส่วนใหญ่ก็ส่งลูกเรียนแล้วให้รับราชการเนอะ
ครอบครัวเราก็มี ข้าราชการ เยอะ แต่ไม่ได้แต่งชุดขาวไป
มีแค่อี้จิ๋มแต่เพราะไปงาน แต่ก็ไปเป็นพิธีกรอีกเวทีนึง

หลังจากเสร็จ มีการถวายพานพุ่มของแต่ละหน่วยงาน
ร้องเพลงสรรเสริญ จุดเทียนชัยถวายพระพร ปล่อยโคม
เรื่องปล่อยโคมนี่ ตลกมาก เพราะพิธีกร คอยพูดย้ำตั้งแต่ ต้นรายการว่า
ตอนจบงานจะมีการปล่อยโคม ท่านใดที่มีโคมอยู่ เพื่อความสวยงาม อย่างพร้อมเพรียง
กรุณาปล่อยพร้อมกันเมื่อพิธีกรให้สัญญาณ
เราก็ ตื่นเต้น ไปเดินหาซื้อโคม อยากปล่อยบ้าง ปรากฎไม่เห็นมีที่ไหนขายเลย
มีร้านนึงเค้าบอกว่า ร้านป้ามีขายนะจ๊ะหนู แต่ขายช่วงลอยกระทง
เราก็ขอบคุณป้า แล้วบอกว่าไม่ทันแล้วมั๊งป้า 555
จนล้มเลิกความพยายามหาซื้อ
ทีแรกเรานึกว่า ต่างคน ต่างเตรียมมาเองนะ นึกว่าชาวบ้านแถวนั้นเค้ารู้กัน
แต่ปรากฎไม่ใช่นะ เค้ามีแจกให้ตอนจบ พร้อมกับเทียน ว้าวววววว
ดิ้นรนไปก็หามีไม่ นั่งเฉยๆ เอามาแจกถึงที่เลย ^___^

ท้ายที่สุด สิ่งที่พิธีกรย้ำนักย้ำหนาว่า รอสัญญาณแล้วปล่อยโคมพร้อมกันนั้น
ต่างโคม ต่างลอย เป็นที่สุด เพราะแต่ละคนจุดไม่พร้อมกัน พอถือรอไปช่วงนึง
โคมมันจะร้อนมาก จนต้องปล่อย ก็เห็นลอยๆ ล่องๆ ไปเป็นระยะๆ
ขนาดไม่พร้อมกันเราก็ยังว่าสวยเลยนะ ส่วนโคมที่เราถือ ปล่อยเป็นอันสุดท้ายของงาน
โคมปิดพิธี จุดเป็นคนสุดท้าย จนพี่แต่งชุดข้าราชการเดินมาบอกว่า ปล่อยได้แล้วครับ
พอลอยขึ้นไป โคมดำเลย ร้อนจัด 555

เป็นการปล่อยโคมครั้งแรกในชีวิตเรา แถมเป็นการปล่อยที่ ราชบุรีด้วยนะ ไม่ใช่ที่ภาคเหนือ
ประทับใจมาก ณ โคมนี้

จบงานครอบครัวอี้ป้อมกลับไปก่อน
ระหว่างพวกเราถ่ายรูปกันเล่นๆ อี้จิ๋มก้ับกู๋นู ซึ่งเสร็จงานแล้วก็แวะมาพอดีเลย
ถือว่าโชคดีที่ประธานเวทีเรามาช้า ทำให้อี้กับกู๋มาทัน ตอนจบ 555
อยู่ที่งานตั้งแต่ 6 โมง เลิกงาน 2 ทุ่มกว่าได้

ก่อนกลับกรุงก็นั่งกินบะหมี่ปากซอยกันก่อน แล้วก็แยกย้าย
ก๋งกลับมาพร้อมเรา เพราะก๋งชวนยายไปงานด้วย ยายพยักหน้าจะไป แต่ไม่ยอมไป อิอิอิ
ก๋งเลยหอบโล่ห์เข้ามาให้ยายดูที่ กรุงเทพ ถึงเตียงกันเลยเชียว
ก๋งถามว่าดีใจไหม ยายพยักหน้า หงึกๆ ถือโลห์ก๋งอ่านใหญ่เชียว

นึกถึงปีก่อนด้วย ยายก็รับรางวัลแม่ดีเด่น เหมือนกัน

ทั้งก๋ง และยาย ก็ต่างเป็นพ่อดีเด่น และแม่ดีเด่น
อันเป็นแบบอย่างอันดีให้แก่ลูก หลาน เหลน สืบไป

DSCF0267

ประธานต้องลงมามอบด้านล่่างเวที เพราะก๋งปีนขึ้นไปไม่ไหวนะ แสงเงา ครบมาก มองไม่เห็นหน้าคุณพ่อดีเด่นเลย 555

DSCF0291

เตรียมความพร้อมของโคม

DSCF0301

จุดเทียนชัยถวายพระพร และเตรียมจุดโคม

DSCF0299

โคมเยอะๆ แล้วสวยจัง

DSCF0309

ปลาบปลื้มมาก กับการปล่อยโคมลอยเป็นครั้งแรก ชอบรูปนี้ตรงด้านหลัง ไฟสปอร์ตไลท์ส่องไปที่พระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงพอดีด้วย

eaaa1

ถ่ายรูปหมู่ระลึก อี้กับกู๋อุตส่าห์มาทันจบงานพอดี

eaaa8

คุณก๋ง พ่อ แม่ พี่ และเรา ^_^

ebbb4

เอารางวัลมาอวดกันถึงเตียงทีเดียว คู่เลิฟ 🙂

 

วันฟ้าใส

ในวันนึงที่เริ่มรู้สึกว่า โลกนี้มันอยู่ยากขึ้นทุกวัน
เดินผ่านทีวี ที่กำลังเปิดรายการ คนค้นคน นำเสนอเรื่องของเด็กหญิงฟ้าใส
เกิดมาได้ 5 เดือน พบว่ามีเนื้อร้ายในสมอง ต้องได้รับการผ่าตัดใหญ่
แต่ไม่สามารถผ่าออกได้หมด ทำให้ต้องให้เข้ารับคีโม 16 คอร์ส
และก้อนเนื้อยังไปกดทับประสาทที่ควบคุมการมองเห็น ผลคือ ตาบอดถาวร
ผลจากการผ่าตัด และโรคร้าย ทำให้การทรงตัวก็ไม่เป็นปกติอีกต่างหาก

จากเด็กธรรมดา กลายเป็นคนพิการ แต่ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป
แล้วอะไรทำให้เด็กพิการทางสายตา ยังมีความสุขได้กับทุกวันของชีวิต
ยังคงไปโรงเรียน ชอบร้องเพลง ชอบเล่นเปียโน อารมณ์ดี พูดจาน่ารัก
แม้ว่ายังต้องไปตรวจเช็ค โดนเจาะเลือด ที่โรงพยาบาลอยู่เป็นระยะๆ
ก็ไม่ได้ทำให้เด็กคนนี้รู้สึกว่าชีวิตช่างโหดร้าย
ส่วนนึงอาจจะโชคดีมากที่มีคุณแม่ที่รัก และทุ่มเทชีวิตให้มากๆ

แล้วย้อนมองดูตัวเราเอง มีพ่อแม่ครอบครัว เพื่อน ที่รัก และทุ่มเทเวลาให้
ทั้งๆ ที่เราเองก็ปกติดีในชีวิตทุกอย่าง
ขอบคุณน้องฟ้าใส ที่เข้มแข็ง และสดใสสมชื่อ
เป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตของคนที่คิดว่า ชีวิตมันลำบาก

แล้วเราก็เดินออกไปใช้ชีวิตต่อไป ด้วยความรู้สึกโลกมันก็ไม่ได้อยู่ยากขนาดนั้น

เทศกาลกินเจ

หากเราเชื่อว่ามนุษย์มีเจตจำนงอิสระ ในการใช้ชีวิตได้เอง
การกินเจ หรือ ไม่เจก็ขึ้นกับความพึงพอใจในแต่ละบุคคล
จะกินเนื้อสัตว์ก็กินได้ เพราะอย่างไรเสีย มนุษย์อย่างเราๆ
ก็ได้ปีนป่ายมาอยู่ ณ จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารแล้ว
จะกินแต่พืชผักก็กินได้เช่นกัน เพื่อสุขภาพ
ถึงแม้ยังไม่มีคำยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่า
วัว-ควายซึ่งบริโภคแต่หญ้า จะมีอายุยืนกว่าเสือซึ่งบริโภคเนื้อก็ตาม
เราเชื่อว่า วัว-ควายถึงอายุฆาตเร็วกว่าเสือ เพราะเนื้อมันอร่อย และจับกินง่ายกว่าเนื้อเสือ!
ทั้งนี้ ทั้งนั้นก็ขึ้นกับ ปัจจัยการใช้ชีวิต ความต้องการในการดำรงอยู่ และจริต
จะกินอะไรก็กิน แต่อย่ามาพูดว่า เป็นการไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
แล้วพืชผัก มันไม่มีชีวิตดอกหรือ ห๊า?!
เราเห็นด้วยกับคำกล่าวของ คุณปราบดา หยุ่น ที่ว่า
เทศกาลกินเจไม่ได้ลดจำนวนสัตว์ที่ถูกฆ่าแต่อย่างไร
มันเพียงเลื่อนเวลาประหารชีวิตของพวกมันออกไปเท่านั้น

หากจะมองกันตามจริง เราก็ว่าเทศกาลกินเจ ก็ประหนึ่งค่านิยม เป็นแฟชั่นชั่วครู่ ชั่วยาม
ที่บางกลุ่มคนนิยมทำตามกัน ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆ ของปี
มีการแสดงเดินลุยไฟ แห่มนุษย์หนังเหนียว
มีร้านค้าที่หากมีธงสีเหลือง เสมือนว่าเป็นใบอนุญาต ให้ขายอาหารได้แพงกว่ายามปกติ
ถ้าการกินเจนั้นทำให้ได้บุญจริงๆ คงจะมีแต่คนรวยที่จะได้บุญจากเทศกาลนี้
หากการกินเจ คือ การพยายามเตือนจิตให้เราละเว้นการปลิดชีพสัตว์จริง
ทำไมเรายังคงทำอาหารเจ ในรูปลักษณ์ของเนื้อสัตว์ต่างๆ แหม..ทำซะเหมือนเชียว

เราเคยฟังพระท่านนึงตอบคำถามที่ว่า
การนำปลาทองมาเลี้ยง ถือว่าเป็นบาปหรือไม่
พระท่านตอบว่า ขึ้นกับเจตนาและประเภทของสัตว์ เราเอาเขามาทรมานหรือเปล่า
เช่นว่า สัตว์บางประเภทไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองในธรรมชาติ
หากเราเอาปลาทองปล่อยลงแม่น้ำไป มันก็คงตาย แบบนี้ก็ถือเป็นการทรมานสัตว์
แต่หากเราเอาเขามาเลี้ยง ตั้งใจให้เขาสุขสบาย เมตตา หวังดีกับเขา อย่างนี้ถือว่าไม่บาป

เราว่า หากจะมุ่งประเด็น เน้นเรื่องไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ทรมานสัตว์จริง
เทศกาลเจ เราควรกระตุ้นให้คนลด ละ เลิก การคุกคามต่อสัตว์ ไม่ว่าทางตรง ทางอ้อม
ไม่ว่าการกินหูฉลาม รังนก อุ้งตีนหมี เครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์จากส่วนหนึ่งส่วนใดของสัตว์
การล่าสัตว์อย่างสนุกสนาน แต่ทำให้เป็นที่ยอมรับ โดยระบุเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง
การไม่ให้ เงิน อาหารช้างที่เดินอยู่ตามถนน
และ การเบียดเบียนความเป็นอยู่ของสัตว์ เพื่อสิ่งที่เราเรียกว่า การศึกษา เช่น สวนสัตว์
กระทั่ง งดใช้สัตว์เพื่อทดลองสารเคมี เพื่อความสวยของเราๆ ท่านๆ
แน่นอนว่า เทศกาลเจในรูปแบบที่เรานำเสนอนั้น ควรกินระยะเวลาทั้งปี
ไม่ใช่แค่ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น
เพราะหากจะตั้งใจทำดีในเรื่องใดแล้วไซร้ คงไม่ทำๆ หยุดๆ กันหรอกกระมัง

ที่พูดมาก็ไม่ใช่ว่า โมโหพืชผักที่ผ่านการปรุงแล้ว ก็ต่างพากันขึ้นราคา
หรือ ขี้เกียจต่อคิวร้านเต้าหูทอดร้านเดิม ที่คิวยาวเว่อร์กว่าทุกวัน
หรือ น้อยเนื้อต่ำใจ ที่คนมักมองเราสวยน้อยกว่า แถมยังจิตใจกระด้างกว่าคนกินเจ
แต่ที่พูดก็เพราะอยากให้คนไทย มองอะไรให้ไกล รู้ว่าแก่นของแต่ละเหตุการณ์คืออะไร
เข้าใจในการกระทำของตัวเอง และมีสติกับสิ่งที่ทำ ก็แค่นั้น

โลกมีใบเดียว ช่วยกันรักษานะจ๊ะ